เสียงกระดูกลั่นกรอบดั่งกิ่งไม้แห้งถูกหักสะั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก เลือดสีแดงฉานไหลรินจากมุมปากของหลี่เฉินหยดลงสู่พื้นศิลาทีละหยด เกิดเป็นเสียงสะท้อนที่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของผู้คนที่ยืนล้อมรอบ
เบื้องหน้าของเขาคือจอมมารอัคคีโลกันตร์ ผู้แผ่ไอสังหารสีดำทะมึนราวกับมัจจุราชจากขุมนรก ดวงตาของประมุขพรรคมารคู่นั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยันและรอยยิ้มเย้ยหยันราวกับมองดูมดปลวกที่กำลังดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
"เด็กน้อย... เจ้ายังมีความกล้าที่จะยืนหยัดอยู่อีกหรือ? สภาพของเจ้าในตอนนี้ แม้แต่สุนัขข้างถนนก็ยังน่าเวทนามากกว่า" เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของจอมมารดังก้องกังวาน สร้างความสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์ที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ไกล ๆ
หลี่เฉินไม่ได้ตอบคำถามนั้น ดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนภาพเปลวเพลิงสีดำที่กำลังลุกโชนอยู่รอบตัวศัตรู ลมหายใจของเขาติดขัดและร้อนผ่าวราวกับมีถ่านแดงฉานสุมอยู่ในอก ทุกๆ ย่างก้าวที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่สำนักถูกทำลาย วันที่เขาต้องสูญเสียอาจารย์และพี่น้องร่วมสำนัก ภาพความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม... มันกลับหลอมรวมกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่สุมอยู่ในหัวใจของเขาในวินาทีนี้
*แปะ... แปะ...*
ไป๋ฮ่าวที่นอนพิงอยู่กับซากเสาหินในสภาพสะินสะอมบาดแผลฉกรรจ์ พยายามฝืนยันกายลุกขึ้นด้วยกระบี่คู่ใจ มือของเขาสั่นเทาแต่แววตากลับเด็ดเดี่ยวไม่แพ้สหายรัก "หลี่เฉิน... อย่าฝืนเลย... หากเจ้าใช้กระบวนท่าวิชานั้นในสภาพนี้ ร่างกายของเจ้าจะแหลกสลายก่อนที่หมัดจะทันได้กระทบตัวมันเสียอีกนะ!"
"ไป๋ฮ่าว..." หลี่เฉินเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาโดยไม่หันกลับไปมอง "ข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว และข้า... ก็ไม่ต้องการทางเลือกอื่นเช่นกัน"
คำพูดนั้นราบเรียบแต่มั่นคงดั่งขุนเขา ทำให้ไป๋ฮ่าวชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่ริมฝีปากซีดเซียวจะคลี่ยิ้มออกมาบางเบา สหายผู้นี้ของเขาเป็นเช่นนี้เสมอ... ดื้อรั้น หัวรั้น และไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา แม้ว่าฟ้าดินจะขวางกั้น เขาก็จะใช้กำปั้นคู่นี้ทุบทำลายมันให้สิ้นซาก
"ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะขอเป็นพยานให้แก่ปาฏิหาริย์ของเจ้าก็แล้วกัน สหาย!" ไป๋ฮ่าวกล่าวเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าประคองกระบี่มั่นในท่าเตรียมพร้อมขั้นสุดท้าย แม้จะรู้ว่าอาจเป็นลมหายใจสุดท้ายของพวกเขาก็ตาม
จอมมารอัคคีโลกันตร์หรี่ตาลงเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างแล่นริ้วขึ้นมาในอก แม้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวลูก แต่วิญญาณนักสู้ที่แผ่ออกมาจากตัวของหลี่เฉินในยามนี้กลับทำให้มันรู้สึกถึง... อันตรายอย่างแท้จริง
"ช่างโง่เขลานัก อยากตายนักใช่ไหม งั้นข้าจะสงเคราะห์ให้เอง! เพลิงโลกันตร์ผลาญนภา!"
สิ้นเสียงคำราม ร่างของจอมมารพุ่งทะยานเข้ามาดั่งอสนีบาตสีดำ เพลิงทมิฬแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง แผดเผาทุกสิ่งที่ขวางทางจนกลายเป็นจุล แรงกดดันระดับลมปราณขั้นสูงสุดบีบอัดอากาศจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง... หลี่เฉินหลับตาลงชั่วพริบตา ความโกรธแค้น ความเศร้าโศก และความเจ็บปวดทั้งหมดพลันมลายหายไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและความสงบงดงามภายในจิตใจ เสียงหัวใจที่เต้นรัวค่อยๆ ช้าลง ช้าลง... จนกระทั่งประสาทสัมผัสทุกส่วนเชื่อมต่อกับธรรมชาติรอบตัว
*ชีพจรแห่งแผ่นดิน... เสียงคำรามของพยัคฆ์... และพลังหมัดที่สืบทอดกันมา*
ดวงตาของหลี่เฉินลืมโพลงขึ้นในพริบตา ประกายแสงสีทองเจิดจ้าพวยพุ่งทะลวงทะยานขึ้นสู่ท้องนภาราวกับมังกรทองผงาดฟ้า ไอพลังลมปราณสีขาวบริสุทธิ์ผสมผสานกับจิตวิญญาณนักสู้หลอมรวมเข้าที่หมัดขวาของเขา เกิดเป็นเสียงคำรามกึกก้องของพยัคฆ์ขาวที่สะท้อนก้องไปทั่วทั้งหุบเขา
"นี่คือ... หมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้า กระบวนท่าที่หนึ่งร้อยแปด... ทะลวังสวรรค์!"
หลี่เฉินไม่หลบ ไม่ถอย และไม่ป้องกัน เขาชกหมัดออกไปตรงๆ เผชิญหน้ากับเพลิงโลกันตร์อันเกรี้ยวกราดโดยตรง หมัดที่ดูเรียบง่ายแต่กลับอัดแน่นไปด้วยเจตจำนงอันหนักแน่นดั่งขุนเขาและรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ
*ตูมมมมมมมมมมม!*
การปะทะกันครั้งนี้ไม่ได้สร้างแค่แรงกระแทกธรรมดา แต่เกิดเป็นคลื่นกระแทกรูปโดมสีทองและสีดำแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่แตกละเอียดเป็นผุยผง รัศมีพลังทำลายล้างแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่รอบนอกต้องกระอักเลือดออกมาด้วยความตกตะลึง
จอมมารอัคคีโลกันตร์เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก พลังลมปราณที่มันภาคภูมิใจกลับถูกเจาะทะลวงผ่านเข้ามาทีละน้อยอย่างไม่อาจต้านทาน แรงมหาศาลจากกำปั้นเหล็กของหลี่เฉินกำลังบดขยี้กระดูกแขนของมันทีละท่อน!
"เป็นไปไม่ได้! เด็กเหลือขออย่างเจ้า... เหตุใดจึงมีพลังระดับนี้!" เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวดังลอดไรฟันของจอมมาร
"เพราะกำปั้นนี้... ไม่ได้มีแค่พลังของตัวข้าคนเดียว แต่มันแบกรับความหวังของผู้คนที่เจ้าพรากชีวิตไป!" หลี่เฉินคำรามลั่น แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งชัยชนะที่ลุกโชน พลังลมปราณระเบิดออกอีกระลอกจนถึงขีดจำกัดสูงสุด
ทันใดนั้นเอง... ในขณะที่หมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้ากำลังจะเผด็จศึกและบดขยี้หัวใจของจอมมารอัคคีโลกันตร์ให้แหลقสลาย ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยปลอดโปร่งกลับมืดครึ้มลงฉับพลัน สายฟ้าสีม่วงเข้มเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสองคนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
ร่างเงาดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านสายฟ้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้โลหิตในกายของหลี่เฉินเย็นเฉียบลงในพริบตา...
"นึกไม่ถึงเลยว่า เจ้าหนูตระกูลหลี่จะยังมีชีวิตรอดและบรรลุนิพพานหมัดพยัคฆ์ได้ถึงขั้นนี้... น่าสนใจ น่าสนใจยิ่งนัก"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 33
ปาฏิหาริย์แห่งกำปั้นเหล็ก
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!