“ตำแหน่งประมุขยุทธภพ… สำหรับข้าแล้ว มันมิใช่เกียรติยศ หากแต่เป็นตรวนทองคำที่ร้อยรัดวิญญาณให้แปดเปื้อนความมืดมน”
เสียงทุ้มต่ำกังวานก้องไปทั่วท้องพระโรงหินผาโบราณ แรงกดดันมหาศาลจากยอดฝีมือหลายร้อยชีวิตที่เคยคุกเข่ารอฟังคำตัดสิน พลهدเงียบกริบลงทันทีราวกับถูกมนต์สะกด ความเงียบงันนี้หนักอึ้งเสียจนแม้แต่เสียงลมหายใจของเหล่าผู้วิสุทธิ์และเจ้าสำนักใหญ่ทั้งแปด ยังดังสะท้อนก้องในโสตประสาท
หลี่เฉินยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์หยกขาวบริสุทธิ์ เสื้อคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทะยานฟ้าสะท้อนประกายแสงจากคบเพลิงวูบวาบ รอยแผลเป็นจากศึกนองเลือดที่ผ่านมาพาดผ่านใบหน้าคมคาย เพิ่มความดุดันและเยือกเย็นให้แก่เด็กหนุ่มผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน มือหนาทั้งสองข้างไขว้ไว้เบื้องหลัง กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ปมในใจเรื่องการล้างแค้นให้สำนักและปกป้องผู้บริสุทธิ์ได้รับการสะสางลงแล้วด้วยกำหมัดคู่นี้ ทว่าความว่างเปล่าระลอกใหม่กลับถาโถมเข้าใส่จิตใจของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เบื้องขวาของเขา ไป๋ฮ่าว สหายรักผู้ผ่านศึกมาด้วยกัน ยืนพิงเสาศิลาด้วยท่าทีผ่อนคลาย มือเรียวยาวลูบคมกระบี่โบราณในฝักเบาๆ ดวงตาคมกริบเหลือบมองปฏิกิริยาของเหล่าผู้อาวุโสในยุทธภพด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก ไป๋ฮ่าวรู้อยู่แล้วว่าสหายผู้นี้จะเลือกสิ่งใด เพราะจิตวิญญาณของหลี่เฉินหาใช่ผู้ที่จะยอมจำนนต่อลาภยศสรรเสริญไม่
“หลี่เฉิน… เจ้าคิดให้ดีเถิด!” เจ้าสำนักกระบี่ไร้เทียมทานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าชราภาพเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “เลือดเนื้อนับหมื่นชีวิตที่หลั่งรินเพื่อปกป้องยุทธภพแห่งนี้ บัดนี้ความสงบสุขกลับคืนมาแล้ว แต่ผู้ที่จะกุมหางเสือนาวาบู๊ลิ้มกลับปฏิเสธตำแหน่งสูงสุดเช่นนี้หรือ? ยุทธภพจะไร้ผู้นำไม่ได้!”
“ผู้นำ? ข้ามิใช่กษัตริย์ และยุทธภพมิใช่ราชสำนัก” หลี่เฉินหันกลับมาสบตาชราภาพนั้นอย่างตรงไปตรงมา แววตาของเขาลึกลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้นบึ้ง “ท่านผู้เฒ่า… ท่านลองมองออกไปนอกประตูหินนั่นดูสิครับ โลกลี้ลับและยุทธภพกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด ผู้คนนับล้านยังคงต้องเผชิญกับความทุกข์ยากในมุมมืดที่อำนาจของสำนักใหญ่เอื้อมไม่ถึง หากข้าก้าวขึ้นนั่งบนบัลลังก์นั้น ข้าก็คงไม่ต่างอันใดจากจอมมารอัคคีโลกันตร์ผู้ล่วงลับ ที่ใช้ชื่อเสียงและอำนาจมาคุมขังผู้คนไว้ใต้อาณัติ”
เสียงคัดค้านอื้ออึงดังขึ้นทันทีจากหมู่ผู้อาวุโส หลายคนหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธเกรี้ยว บางคนถึงกับกระแทกไม้เท้าลงกับพื้นจนศิลาแตกร้าว แต่ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวออกไปขัดขวางเบื้องหน้าเด็กหนุ่มผู้เพิ่งสยบจอมมารด้วยหมัดเดียวผู้นี้ พลังลมปราณที่ยังคงหลงเหลือรอบตัวหลี่เฉินแผ่ซ่านเป็นคลื่นความกดดันที่ทำให้ผู้อาวุโสระดับสูงยังต้องหลบสายตา
ไป๋ฮ่าวหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งคมกระบี่ถูกเปลื้องออกจากฝักดังขึ้น
“ทุกท่านโปรดใจเย็นลงก่อนเถิดครับ สหายของข้าผู้นี้มีกระดูกสันหลังที่แข็งเกินกว่าจะยอมโค้งคำนับให้ผู้ใด หากพวกท่านต้องการผู้มีอำนาจมานั่งบัลลังก์เพื่อผลประโยชน์ของสำนักตนเอง ไยไม่เลือกคนอื่นเล่า? การที่หลี่เฉินปฏิเสธในวันนี้ มิได้หมายความว่าเขาละทิ้งคุณธรรม แต่มันคือการประกาศว่า… มรรคาแห่งยุทธภพนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจะจำกัดอยู่แค่ในห้องโถงแห่งนี้”
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุดเมื่อไต้ซือแห่งอารามเส้าหลิน ประนมมือขึ้นหลับตาลงช้าๆ ถอนหายใจยาวนานราวกับปลงตกต่ออนิจจังของโลกหล้า
“อะมิหลอผอ… จิตใจของโยมหลี่บริสุทธิ์ดั่งทองคำแท้ การไม่ติดยึดในลาภยศคือวิถีแห่งเซนและมรรคาที่แท้จริง อาตมาขอคารวะน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของโยม”
คำกล่าวของไต้ซือเปรียบเสมือนสายน้ำที่ดับไฟโทสะในใจของเหล่าผู้อาวุโสลงได้บ้าง ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา แต่คราวนี้มีความเคารพยำเกรงเจือปนอยู่ในแววตาของทุกคนอย่างปิดไม่มิด
หลี่เฉินประสานมือคารวะรอบกายด้วยความนอบน้อมอย่างสุภาพบุรุษ แววตาปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่จริงใจ
“ข้าพเจ้าขอขอบคุณน้ำใจไมตรีของทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้ แต่เส้นทางของข้าพเจ้ายังอีกยาวไกลนัก วิชาหมัดมวยที่ร่ำเรียนมามิได้มีไว้เพื่อปกครองผู้คน หากแต่มีไว้เพื่อผดุงความยุติธรรมและค้นหาขีดจำกัดของตนเอง บัดนี้… ถึงเวลาที่ข้าพเจ้าต้องเดินทางต่อแล้วครับ”
สิ้นคำพูด ร่างของหลี่เฉินก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจพยัคฆ์โผนทะยานออกจากกรงขัง ไป๋ฮ่าวซัดวิชาตัวเบาตามไปติดๆ ทิ้งไว้เพียงเงาร่างสีดำและขาวที่หายลับไปในกลีบเมฆเบื้องบน ท่าท่ามกลางสายตาของชาวยุทธจักรที่แหงนมองด้วยความอาลัยและยกย่อง
ลมหนาวพัดโชยผ่านยอดเขาไท่ซาน นำพาความรู้สึกเป็นอิสระเสรีมาสู่สองสหายที่กำลังควบม้าคู่ใจลัดเลาะไปตามเส้นทางธรรมชาติอันรกร้าง หลี่เฉินสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ความรู้สึกปลอดโปร่งไร้ภาระผูกพันทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
“เจ้าจะไปไหนต่อล่ะ คุณชายหลี่?” ไป๋ฮ่าวหันมาถามยิ้มๆ ระหว่างบังคับม้าคู่กายให้วิ่งขนานไปกับทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ทอดยาวสุดสายตา
“ดินแดนประจิม… ได้ยินว่าที่นั่นมีสำนักลึกลับและยอดฝีมือที่ยังไม่เคยปรากฏชื่อในยุทธภพกลางอีกมาก” หลี่เฉินตอบด้วยแววตาเป็นประกาย ความมุ่งมั่นในยศถาบรรดาศักดิ์ไม่มีหลงเหลือในใจ มีเพียงจิตวิญญาณของนักสู้ที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ
ทว่า… ในขณะที่ม้าทั้งสองกำลังควบทะยานผ่านหุบเขาแคบๆ เบื้องหน้า เสียงกุกกักแปลกประหลาดพลันดังขึ้นจากพงหญ้ารกทึบข้างทาง พร้อมกับหมอกสีครามที่โรยตัวลงมาอย่างฉับพลันราวกับมีผู้คนนับร้อยซุ่มรออยู่ก่อนแล้ว
ม้าของหลี่เฉินสะดุ้งสุดตัวและส่งเสียงร้องด้วยความตื่นกลัว มันยกขาหน้าขึ้นสูงจนเกือบจะสลัดหลี่เฉินตกลงมา
หลี่เฉินดึงบังเหียนแน่นด้วยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบกวาดมองฝ่าหมอกหนาทึบที่แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายโลหิตที่คุ้นเคยโชยมาแตะจมูกพร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังสะท้อนก้องมาจากทุกทิศทุกทางราวกับเสียงของภูตผี
*“หลี่เฉิน… เจ้าปฏิเสธบัลลังก์ของมนุษย์ แต่เจ้าจะหนีพ้นบัลลังก์แห่งความตายได้อย่างไร…?”*
ร่างเงาสูงโปร่งในชุดคลุมสีเงินยวงปรากฏขึ้นขวางทางเบื้องหน้าอย่างเงียบเชือก มือข้างหนึ่งถือกระบี่ที่อาบไปด้วยหยาดเลือดสดๆ ขณะที่ใบหน้าใต้หมวกปีกกว้างกลับสวมหน้ากากรูป ‘พยัคฆ์ขาวคำราม’ ที่มีรอยร้าวตรงกลาง ดวงตาคู่ภายใต้หน้ากากคู่นั้นจ้องมองมาที่หลี่เฉินด้วยความแค้นเคืองที่ฝังรากลึกถึงกระดูกดำ!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์ขาวคำรามมาจนถึงบทนี้นะครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 41
การปฏิเสธลาภยศ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!