พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 42

คำสัญญาระหว่างสหาย

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นอายฉุนจัดของสุราหมักปีศาจแดงชาดลอยคละคลุ้งไปทั่วศาลาร้างริมผาเมฆา ร่างของบุรุษสองนายทิ้งน้ำหนักลงบนพื้นไม้ผุพังอย่างไม่ไยดี เบื้องล่างคือเหวลึกอันมืดมิดที่สายหมอกหนาทึบพัดผ่านราวกับคลื่นทะเลคลั่ง ที่นี่... ไร้ซึ่งผู้คน ไร้ซึ่งความวุ่นวาย มีเพียงเสียงลมหายใจอันหนักหน่วงและคราบเลือดที่ยังคงเกรอะกรังอยู่บนอาภรณ์ของพวกเขาทั้งสอง "ข้าไม่เคยคิดเลยว่า... สหายที่ร่วมเป็นร่วมตายกับข้า จะเป็นคุณชายสำอางผู้มาจากตระกูลใหญ่โตเช่นเจ้า ไป๋ฮ่าว" หลี่เฉินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบแห้งและเจือไปด้วยความขื่นขม ดวงตาคมกริบของเด็กหนุ่มเลือดร้อนจดจ้องมองจอกสุราในมือ ซึ่งรอยร้าวบนเนื้อดินเผาสะท้อนภาพใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสมรภูมิเดือดเมื่อวานซืน ไป๋ฮ่าวแย้มรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา มือเรียวยาวดั่งหยกขาวที่เคยตวัดกระบี่สังหารมารร้ายนับร้อย บัดนี้สั่นเทาเล็กน้อยจากการสูญเสียพลังปราณไปจนหมดสิ้น เขายกไหสุราขึ้นกระดกจนหยดสุดท้ายไหลรินลงตามลำคอระหง ก่อนจะกระแทกไหลงกับพื้นเสียงดังสนั่น "หากข้าเลือกเกิดได้ ข้าก็คงไม่อยากเป็นทายาทตระกูลไป๋ที่ต้องแบกรับชื่อเสียงอันจอมปลอมนั่นหรอก หลี่เฉิน... เจ้าก็รู้ดีว่าเส้นทางที่ข้าเลือกเดิน มันทำให้ข้าต้องกลายเป็นศัตรูกับคนทั้งยุทธภพ รวมถึงตระกูลของตัวเองด้วย" ไป๋ฮ่าวหันมาสบตา ประกายในนวเนตรของบุรุษผู้ใช้กระบี่นั้นแน่วแน่และไร้ความหวาดกลัว "แต่ถ้าให้แลกกับการได้ร่วมซัดหมัดทะลวงไส้กับเจ้าในวันนี้ ข้า... ไป๋ฮ่าว ไม่เคยนึกเสียใจเลยสักนิดเดียว" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวผ่านซอกหินราวกับเสียงร่ำไห้ของดวงวิญญาณที่ล่วงลับ หลี่เฉินนิ่งงังไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยดขึ้นเป็นรอยยิ้มจริงใจครั้งแรกในรอบหลายเดือน หมัดเหล็กที่เคยทะลายศิลาของจอมมารอัคคีโลกันตร์ถูกยกขึ้นกำแน่นจนข้อต่อลั่นเปรี๊ยะ "ดี! สมแล้วที่เป็นสหายของหลี่เฉินผู้นี้!" หลี่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง "พวกมันบอกว่าวิชาหมัดสยบโลกันตร์ของข้าเป็นภัยพิบัติ พวกมันบอกว่าตระกูลไป๋ของเจ้าคือผู้ทรยศยุทธภพ ฮ่าๆๆ... ให้มันรู้ไปสว่าฟ้าดินยุคนี้ จะมีตาหรือมืดบอดกันแน่!" ทั้งสองประสานสายตากัน แน่นิ่งราวกับภาพสลัก แต่มวลพลังแห่งความเชื่อใจที่อัดแน่นอยู่ระหว่างคนทั้งคู่กลับทำให้บรรยากาศรอบกายร้อนระอุขึ้นมาอย่างประหลาด หลี่เฉินรินสุราลงในจอกของไป๋ฮ่าวจนล้นทะลัก ก่อนจะรินใส่จอกของตนเองจนเต็ม ไป๋ฮ่าวโน้มตัวไปข้างหน้า ดวงตาคมกริบทอประกายจริงจัง "จำวันแรกที่เราพบกันที่โรงเตี๊ยมร้างเมืองอวิ๋นโจวได้หรือไม่? เจ้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะไปขโมยซาลาเปามารักษาเด็กน้อยขอทาน ส่วนข้า... นั่งจิบชาอยู่มุมห้องแล้วมองเจ้าโดนรุมประชาทัณฑ์โดยไม่คิดจะช่วย" "จำได้แม่นยำยิ่งนัก" หลี่เฉินแค่น "ในใจตอนนั้นข้าทั้งแค้นทั้งสาปแช่งเจ้า ว่าคุณชายสำรองหน้าหยกคนนี้ช่างแล้งน้ำใจสิ้นดี" "แต่เจ้าก็ยังอุตส่าห์แบ่งซาลาเปาลูกสุดท้ายที่เปื้อนฝุ่นให้ข้าครึ่งหนึ่ง ทั้งที่ข้าไม่ได้ช่วยอะไรเลย" ไป๋ฮ่าวหัวเราะเบาๆ แววตาอ่อนโยนลงวูบหนึ่ง "ตั้งแต่วินาทีนั้น... ข้าก็รู้แล้วว่า บุรุษผู้ใช้หมัดตรงหน้าข้าคนนี้ คือคนเดียวในแผ่นดินที่ข้าสามารถเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องได้" หลี่เฉินชะงักไป ความทรงจำเก่าๆ ไหลย้อนกลับมาดั่งสายน้ำหลาก ความเจ็บปวดจากการสูญเสียสำนัก ความโดดเดี่ยวในยุทธภพอันโหดร้าย และคราบน้ำตาของผู้บริสุทธิ์ ทุกสิ่งทุกอย่างหล่อหลอมให้เขาต้องแข็งแกร่งขึ้น แต่สิ่งที่ค้ำจุนให้เขาไม่เดินหลงเข้าสู่ด้านมืดของพืชมาร ก็คือมิตรภาพลูกผู้ชายที่อยู่ตรงหน้านี้เอง "สัจวาจาของลูกผู้ชาย..." หลี่เฉินยกจอกสุราขึ้นสูงระดับสายตา น้ำเสียงทุ้มกังวานหนักแน่นราวกับประกาศิตจากสรวงสวรรค์ "ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็นขุนเขาแห่งศัตรู หรือทะเลเพลิงของจอมมารอัคคีโลกันตร์ หลี่เฉินขอให้คำสัตย์ว่า ข้าจะไม่ยอมก้มหัวให้ความอיוตธรรม และจะยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้า... ไป๋ฮ่าว จนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะหมดสิ้นไป" ไป๋ฮ่าวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะสะบักสะบอมแต่ท่าทีกลับองอาจสง่างามดั่งเทพเซียน เขายกจอกสุราขึ้นชนกับหลี่เฉินอย่างแรง จนของเหลวสีชาดกระเซ็นซัดต้องสายลมยามค่ำคืน "และข้า... ไป๋ฮ่าว ขอใช้คมกระบี่ที่เหลืออยู่ทั้งหมดในชีวิตนี้ เป็นเงาปกป้องหลังให้แก่หมัดของเจ้า หากใครคิดจะขวางทางความยุติธรรมของพวกเรา มันผู้นั้นต้องก้าวผ่านศพของข้าไปเสียก่อน!" *เคร้ง!* เสียงจอกดินเผากระแทกเข้าหากันอย่างดุดัน ราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มและมังกรฟ้าที่ประกาศก้องต่อฟ้าดิน พวกเขากระดกสุราลงคอจนหมดสิ้น หยาดสุราหยดสุดท้ายร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เปรียบดั่งน้ำจันทร์สาบานที่ผูกพันวิญญาณของบุรุษทั้งสองไว้ด้วยกันชั่วนิรันดร์ ทันใดนั้นเอง... บรรยากาศโดยรอบที่เคยสงบเงียบพลันแปรเปลี่ยนเป็นหนצוอเหน็บกระดูก สายลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านกลับกลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งอย่างไร้สาเหตุ เปลวเพลิงสีดำสนิทลุกโชนขึ้นอย่างไร้ที่มาที่ไปที่เบื้องหน้าปากทางเข้าศาลาร้าง เงาร่างหนึ่งก้าวเดินผ่านม่านหมอกออกมาอย่างเชื่องช้า เสียงฝ่าเท้ากระทบพื้นไม้ดัง ก๊อป... ก๊อป... ทุกย่างก้าวที่มันเดินผ่าน พื้นไม้ปูพลายแปรสภาพกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำทันที พลังปราณกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านกดทับลงบนร่างของหลี่เฉินและไป๋ฮ่าวจนแทบทรุดฮวบ "ช่างเป็นภาพวาดที่ซาบซึ้งกินใจเหลือเกิน... สหายรักแห่งยุทธภพ" เสียงแหบพร่าดั่งปีศาจจากขุมนรกดังขึ้น พร้อมกับร่างในชุดคลุมสีเลือดที่ปรากฏกายขึ้นตรงหน้า รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าครึ่งซีกที่ถูกไฟไหม้จนอัปลักษณ์ของ "จอมมารอัคคีโลกันตร์" และสิ่งที่ทำให้หัวใจของหลี่เฉินแทบหยุดเต้น... คือศีรษะของผู้อาวุโสซู ผู้มีพระคุณคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ ถูกโยนกลิ้งมาหยุดแทบเท้าของเขา พร้อมกับกระดาษประกาศจับที่เขียนด้วยเลือดสดๆ ว่า 'ศัตรูแผ่นดิน' ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์ขาวคำรามมาจนถึงบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%