ฝุ่นละอองที่ลอยคละคลุ้งท่ามกลางซากปรักหักพังของสำนักเสือขาวเก่า ไม่ได้ทำให้แววตาของหลี่เฉินหม่นแสงลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม รังสีอำมหิตทว่าเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับทำให้บรรยากาศรอบกายดูร้อนระอุขึ้นมาทันตา
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือหลี่เฉิน ว่าที่นี่... คือจุดเริ่มต้นที่เราจะปักหลักอีกครั้ง"
ไป๋ฮ่าวเอ่ยถามพลางใช้ด้ามกระบี่เขี่ยเศษซากอิฐหักที่เคยเป็นป้ายชื่อสำนักออกไป สายตาสหายรักกวาดมองซากปรักหักพังที่ครั้งหนึ่งเคยนองไปด้วยเลือดของเหล่าอาจารย์และศิษย์ร่วมสำนัก ความทรงจำอันเจ็บปวดผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงราวกับภาพฉายซ้ำ แต่ไม่มีคราบน้ำตา มีเพียงความเคียดแค้นที่ถูกหลอมรวมจนกลายเป็นพลังอันบริสุทธิ์
หลี่เฉินไม่ตอบทันที เขาเดินย่างสามขุมเข้าไปยังใจกลางลานฝึกยุทธที่บัดนี้เต็มไปด้วยวัชพืชรกเรื้อ ฝ่ามือหนากรำแดดและผ่านการผ่านศึกมาโชกโชนค่อยๆ วางลงบนแท่นศิลาหินแกรนิตที่แตกหักครึ่งหนึ่ง แท่นศิลาแห่งนี้คือพยานหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่จากเหตุการณ์วันล้างสำนักโดยฝีมือของพรรคมารอัคคีโลกันตร์
"ข้าแน่ใจยิ่งกว่าสิ่งใด ไป๋ฮ่าว" หลี่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่กังวานลึก "ที่แห่งนี้คือที่ที่วิญญาณของท่านอาจารย์และพี่น้องร่วมสำนักของเรายังคงวนเวียนอยู่ พวกเขาไม่ได้ต้องการให้เราจมอยู่กับความโศกเศร้าและน้ำตา แต่พวกเขาต้องการให้ 'หมัดพยัคฆ์ขาว' กลับมาผงาดค้ำฟ้าอีกครั้งในยุทธภพ!"
สิ้นคำพูดของหลี่เฉิน แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งก็ระเบิดออกมาจากร่างของเขา ลมปราณแท้จริงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจนกลุ่มเมฆเหนือสำนักถึงกับแตกกระจาย ไป๋ฮ่าวถึงกับต้องถอยหลังไปสามก้าวเพื่อตั้งหลัก ใบหน้าของคุณชายตระกูลใหญ่ปรากฏรอยยิ้มจางๆ ความแข็งแกร่งของสหายรักในยามนี้ก้าวข้ามขอบเขตของคนรุ่นเดียวกันไปไกลโขแล้ว สมกับที่เป็นผู้สืบทอดจิตวิญญาณของพยัคฆ์ขาวอย่างแท้จริง
ผ่านไปไม่นาน เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังขึ้นจากเบื้องล่างเนินเขา หลี่เฉินและไป๋ฮ่าวหันไปมองพร้อมกัน ภาพที่ปรากฏคือเด็กหนุ่มและเด็กสาวนับร้อยชีวิต หลายคนเนื้อตัวมอมแมม บางคนสวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น แต่ในแววตาของพวกเขาทุกคนต่างมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเรียนรู้วิทยายุทธเพื่อปกป้องตนเองและคนที่รัก
พวกเขาก주็คือเด็กกำพร้าและผู้คนที่หลบหนีภัยสงครามจากเงื้อมมือของพรรคมาร ซึ่งหลี่เฉินได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ระหว่างการเดินทางช่วยเหลือผู้คนทั่วสารทิศ ว่าจะเปิดสำนักเสือขาวขึ้นใหม่อีกครั้งเพื่อถ่ายทอดวิชาหมัดมวยให้พวกเขายืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเอง
เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุน้อยที่สุด ก้าวออกมาจากแถวหน้าด้วยอาการตัวสั่นเทาเล็กน้อย เขากล้าๆ กลัวๆ แต่ก็ยังเอ่ยถามด้วยเสียงอันดัง
"พี่... พี่หลี่เฉินขอรับ พวกเรา... จะฝึกวิชาให้เก่งกาจเหมือนท่านได้จริงๆ หรือ? ข้า... ข้ากลัวว่าพวกพรรคมารจะกลับมาทำลายพวกเราอีก"
บรรยากาศโดยรอบเงียบลงทันที ทุกสายตาดำดิ่งมาที่หลี่เฉิน เด็กๆ เหล่านี้สูญเสียทุกสิ่งมาแล้ว พวกเขาหวาดกลัวความสูญเสียซ้ำรอย
หลี่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก 10 ลมหายใจ เขาเดินเข้าไปหาเด็กชายคนนั้น คุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกัน มือหยาบกร้านตบเบาๆ ที่ไหล่เล็กๆ นั้นอย่างอบอุ่นและมั่นคง
"ความกลัวเป็นเรื่องปกติของมนุษย์เรา เจ้ามีสิทธิ์ที่จะกลัว เจ้ามีสิทธิ์ที่จะร้องไห้" หลี่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น "แต่อย่าให้ความกลัวมาขโมยลมหายใจและความฝันของพวกเจ้าไป! วิชาหมัดมวยที่ข้าจะสอน ไม่ได้มีไว้เพื่อให้พวกเจ้าไปเที่ยวรังแกใคร แต่มันมีไว้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรี ปกป้องครอบครัว และปกป้องแผ่นดินเกิด เมื่อใดที่หมัดในมือของพวกเจ้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับหัวใจที่กล้าหาญ เมื่อนั้น ต่อให้เป็นจอมมารอัคคีโลกันตร์ลงมาเอง... มันก็ต้องเกรงใจพวกเรา!"
คำพูดทรงพลังของหลี่เฉินเปรียบเสมือนประกายไฟที่จุดติดกองเพลิงแห่งความฮึกเหิมในใจของเด็กๆ ทุกคน แววตาที่เคยหวาดหวั่นแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและประกายความหวัง เสียงคำรามกึกก้องด้วยความฮึกเหิมดังประสานเสียงกันลั่นยอดเขา "พวกเราพร้อมแล้ว!"
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เสียงตะโกนฝึกซ้อมหมัดมวยก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นใหม่อีกครั้งบนซากปรักหักพังของสำนักเสือขาว หลี่เฉินลงมือถ่ายทอดกระบวนท่าหมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้าด้วยตนเองทุกกระบวนท่า ตั้งแต่พื้นฐานการยืน การกำหนดลมหายใจ ไปจนถึงการระเบิดพลังหมัดที่รุนแรงดุจพยัคฆ์ร้ายล่าเหยื่อ โดยมีไป๋ฮ่าวคอยช่วยเหลือในการฝึกวิชาตัวเบาและระเบียบวินัย
เวลาผ่านไปแรมเดือน สำนักเสือขาวแห่งใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ฝึกยุทธ แต่มันคือป้อมปราการแห่งความหวังของชาวยุทธที่ถูกกดขี่ ชื่อเสียงของ "สำนักเสือขาวใหม่" เริ่มขจรขจายไปทั่วสารทิศ เหล่าจอมยุทธ์คุณธรรมต่างหลั่งไหลมาขอคารวะและฝากตัวเป็นศิษย์
แต่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสำเร็จและความหวังนี้เอง ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า... เงาดำมืดสายหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
ยามค่ำคืนที่ดวงจันทร์ถูกเมฆหมอกสีเลือดบดบัง หลี่เฉินยืนประทับร่างอยู่บนระเบียงหอคอยหลักที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ สายตาคมกริบมองทอดออกไปยังชายป่าเบื้องล่างที่เงียบสงัดผิดปกติ ลมหนาวพัดโชยกลิ่นอายประหลาดที่ทำให้สัญชาตญาณนักสู้ของเขากรีดร้องเตือนภัย
*ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!*
เสียงแหวกอากาศแผ่วเบาราวกับภูตผีดังขึ้นรอบทิศทาง ก่อนที่ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทนับร้อยจะปรากฏกายขึ้นบนกำแพงสำนักอย่างเงียบเชียบ ผู้นำขบวนคือเงาร่างสูงโปร่งที่แผ่รังสีจิตสังหารเย็นเยียบจนน้ำค้างบนใบไม้รอบตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีดำ
เงาร่างนั้นก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับโยนสิ่งของบางอย่างกลิ้งหลุนๆ เข้ามาหยุดอยู่แทบเท้าของหลี่เฉิน
หลี่เฉินก้มลงมองด้วยหัวใจที่กระตุกวูบ สิ่งนั้นคือป้ายหยกประจำตัวของยอดฝีมือฝ่ายคุณธรรมที่เพิ่งเดินทางออกจากสำนักไปได้เพียงแค่วันเดียว... และมันถูกย้อมไปด้วยเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิท!
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่เฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการสร้างสำนักสวะๆ นี้ขึ้นมา จะทำให้เจ้ารอดพ้นจากเงื้อมมือของท่านประมุขได้?" เสียงหัวเราะแหบแห้งเย็นยะเยือกดังขึ้นจากปากของเงาลึกลับ ก่อนที่มันจะกระชากผ้าคลุมเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นฉกรรจ์และดวงตาสสีแดงฉาน "ข้าได้รับคำสั่งให้มาแจ้งข่าว... ในอีกสามวันข้างหน้า ประมุขพรรคมารจะมาเยือนสำนักของเจ้าด้วยตนเอง เพื่อลบชื่อ 'สำนักเสือขาว' ให้หายไปจากแผนทยุทธภพ... เป็นครั้งที่สอง!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์ขาวคำรามมาจนถึงบทนี้นะครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 43
รุ่งอรุณแห่งสำนักเสือขาวใหม่
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!