คราบโลหิตบนหมัดขวาของหลี่เฉินแห้งกรังกลายเป็นสีคล้ำ ตั้งแต่ศึกษาวิชาหมัดสยบโลกันตร์จนถึงขีดสุด ร่างกายของเขาก็เปรียบเสมือนเตาหลอมที่ผ่านไฟกัลป์มานับครั้งไม่ถ้วน
"เจ้ายังจำคำพูดของข้าในคืนวันที่เราดื่มเหล้ากันใต้แสงจันทร์ที่เมืองลั่วหยางได้หรือไม่, หลี่เฉิน?"
ไป๋ฮ่าวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของชายหนุ่มราบเรียบแต่วกวนไปด้วยความทรงจำอันยาวนาน เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดผาสูงชัน สายลมยามค่ำคืนพัดกระโชกจนชายเสื้อคลุมสีขาวโบกสะบัด ในมือถือด้ามกระบี่โบราณที่ผ่านการห้ำหั่นมาโชกโชน ดวงตาคมกริบมองทอดลงไปยังเบื้องล่าง ที่ซึ่งยุทธภพกำลังเปลี่ยนผ่านยุคสมัย
หลี่เฉินไม่ตอบในทันที เขาปล่อยให้ความเงียบงันทอดตัวลงระหว่างพวกเขาทั้งสอง ชายหนุ่มหลับตาลง ชั่วขณะนั้นภาพเหตุการณ์นับร้อยนับพันไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิด—เสียงกรีดร้องของผู้บริสุทธิ์ในคืนที่สำนักถูกเผาทำลาย, รอยยิ้มหยันของจอมมารอัคคีโลกันตร์บนกองซากศพ, และหยาดน้ำตาของเหล่าสหายที่ล้มตายไปทีละคนเพื่อเปิดทางให้เขาเดินมาถึงจุดนี้
"ข้าจำได้ทุกคำ, ไป๋ฮ่าว" หลี่เฉินลืมตาขึ้น แววตาของเขาไม่ได้มีความเกรี้ยวกราดดั่งเช่นในอดีตหลงเหลืออยู่เลย มันลึกซึ้ง ดำมืด และสงบนิ่งราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทร "เจ้าบอกว่า... หากเรายังมีชีวิตรอดจากเงื้อมมือของพรรคมาร เราจะกลับมาเปิดโรงเตี๊ยมเล็กๆ ขายสุรา และไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในยุทธภพอีก"
ไป๋ฮ่าวแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "น่าเสียดายนัก... ดูเหมือนว่าสวรรค์จะไม่ยอมให้พวกเราใช้ชีวิตเรียบง่ายเช่นนั้นเสียแล้ว"
จริงดังว่า นับตั้งแต่วันที่หลี่เฉินซัดหมัดเผด็จศึกใส่จอมมารอัคคีโลกันตร์จนร่างแหลกสลายเป็นจุล ชื่อของ "พยัคฆ์ขาวคำราม" ก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อของเด็กหนุ่มผู้บ้าบิ่นอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็น "ตำนาน" ที่ถูกเล่าขานข้ามผ่านภูเขา ลำน้ำ และเมืองน้อยใหญ่ ทั่วทุกสารทิศต่างพากันกล่าวขานถึงวิชาหมัดอันไร้เทียมทาน ความเด็ดเดี่ยวที่ไม่ยอมก้มหัวให้ความอיוมธรรม และมิตรภาพอันแนบแน่นระหว่างเขากับคุณชายตระกูลไป๋
ณ โรงเตี๊ยมรกร้างแห่งหนึ่งห่างออกไปสามร้อยลี้ เหล่าชาวยุทธ์กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงซดเหล้าพร้อมกับถกเถียงกันอย่างออกรส
"พวกเจ้าเคยเห็นหมัดกระบวนท่าสุดท้ายในวันนั้นหรือไม่? ข้าได้ยินจากสหายที่อยู่ในเหตุการณ์ เขาบอกว่าเพียงแค่ลมหมัดที่สะบัดออกไป ก็สามารถฉีกกระชากค่ายกลของพรรคมารจนแหลقเป็นผุยผงได้ในพริบตาเดียว! นั่นมันไม่ใช่ระดับของมนุษย์ปุถุชนแล้ว มันคือเซียนเทพลงมาจุติชัดๆ!" ชายวัยกลางคนผู้มีรอยแผลเป็นที่ใบหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"เจ้าพูดเกินไปแล้ว... แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลี่เฉินผู้นั้นคือวีรบุรุษที่กอบกู้ยุทธภพอย่างแท้จริง" ชายชราผู้หนึ่งสวมหมวกฟางเงยหน้าขึ้นจากชามสุรา แววตาฉายแววเคารพยำเกรง "ลองคิดดูสิ หากไม่มีเขา ป่านนี้แผ่นดินคงตกอยู่ใต้เงาโลหิตของจอมมารไปนานแล้ว นามของพยัคฆ์ขาวคำราม สมควรถูกจารึกไว้บนศิลาสำนักใหญ่ทุกแห่ง"
เรื่องราวทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ที่นี่ที่เดียว แต่ถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหมู่เด็กน้อยที่ฝันอยากจะเป็นจอมยุทธ์ ในหมู่หญิงสาวที่ถักทอเรื่องราวเป็นบทเพลง และในหมู่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ใช้เป็นนิทานสอนใจลูกหลาน
ทว่า... สำหรับตัวผู้สร้างตำนานเอง ความโด่งดังไม่ได้นำมาซึ่งความสุขสำราญ
หลี่เฉินยืนอยู่ท่ามกลางสายลมหนาว เขากำหมัดเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความแข็งแกร่งที่ผู้คนต่างพากันสรรเสริญเยินยอ แลกมาด้วยหยาดเลือดและชีวิตของคนที่เขารัก ยิ่งผู้คนกล่าวขานถึงเขามากเท่าไหร่ ความรับผิดชอบในการปกป้องความสงบสุขก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นเท่านั้น
"เจ้ากำลังคิดถึงเรื่องอะไรอยู่?" ไป๋ฮ่าวเอ่ยถามเมื่อเห็นสหายเงียบไปนาน
"ข้ากำลังคิดว่า... ยุทธภพนี้ช่างกว้างใหญ่นัก, ไป๋ฮ่าว" หลี่เฉินหันไปมองสหายรัก แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันมอดดับ "การกำจัดจอมมารอัคคีโลกันตร์เป็นเพียงจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งบทหนึ่ง แต่ตราบใดที่ยังมีผู้คนที่ถูกกดขี่ ตราบใดที่ยังมีอำนาจมืดซ่อนอยู่ตามมุมมืดของแผ่นดิน... พยัคฆ์ตัวนี้ ก็ยังคงต้องคำรามต่อไป"
ไป๋ฮ่าวพยักช้าๆ เขาดึงกระบี่ออกจากฝัก แสงจันทร์สะท้อนคมกระบี่เป็นประกายวาววับ "เช่นนั้น... ในฐานะสหายตายเกิด ข้าคงต้องขอติดตามไปช่วยเจ้าขัดเกลาคมเล็บให้พยัคฆ์ตัวนี้ จนกว่าโลกหล้าจะสงบสุขอย่างแท้จริง"
ทั้งสองสบตากันโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ เพิ่มเติม ความเข้าใจอันลึกซึ้งระหว่างลูกผู้ชายได้ถูกถ่ายทอดผ่านรอยยิ้มจางๆ และพริบตานั้นเอง—
*ฉับพลัน!*
บรรยากาศรอบยอดผากลับแปรเปลี่ยนเป็นหนתวเหน็บอย่างไร้สาเหตุ เปลวเพลิงสีดำสนิทสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมาจากหุบเขาลึกเบื้องล่างอย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนจะแปรสภาพเป็นเงาร่างของมนุษย์ที่ยืนตระหง่านอยู่บนยอดไม้อย่างน่าประหลาด
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นมิตรภาพที่น่าซาบซึ้งใจเสียจริง..."
เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา เสียงนั้นคุ้นหูอย่างประหลาด จนทำให้หลี่เฉินและไป๋ฮ่าวต้องชักอาวุธออกมาตั้งรับโดยสัญชาตญาณ
เมื่อเงาดำนั้นก้าวพ้นจากความมืด ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากกระดูกสัตว์ก็ปรากฏชัดแก่สายตา... มันคือบุคคลที่ควรจะแหลกสลายไปพร้อมกับค่ายกลโลกันตร์ในวันนั้นอย่างแน่นอน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์ขาวคำรามมาจนถึงบทนี้นะครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 44
ตำนานที่เล่าขาน
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!