เสียงหัวเราะเยาะหยันของจอมมารอัคคีโลกันตร์ยังคงก้องกังวานบาดแก้วหู บรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวด้วยไอความร้อนสีชาดที่แผดเผาผืนแผ่นดินจนแตกแห้งเป็นริ้ว หลี่เฉินทรุดร่างลงแนบพื้น ศีรษะโงนเงนแทบประคองไม่อยู่ เลือดสดๆ ไหลรินจากมุมปากหยดลงกระทบพื้นศิลาจนเกิดเสียงฟอดเบาๆ ความเจ็บปวดจากการถูกพลังมารกัดกินเส้นเอ็นแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับมีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทงเข้าที่ไขกระดูก
ไป๋ฮ่าวพยายามยันกายลุกขึ้นด้วยกระบี่คู่ใจ มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกที่ยุบลงไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจ้องมองศัตรูตรงหน้าเขม็ง แม้ลมหายใจจะติดขัดและใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด แต่แววตาของเขากลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวที่ไม่ยอมก้มหัวให้มารร้าย
"เจ้า... เจ้าเด็กเหลือขอ ยังมีแรงลุกขึ้นยืนอีกหรือ?" จอมมารอัคคีโลกันตร์หรี่ตามองด้วยความแปลกใจ มุมปากหยيกยิ้มเย้ยหยัน "น่าขันสิ้นดี มดปลวกต่อให้รวมกันเป็นร้อยเป็นพัน ก็ไม่มีวันล้มพยัคฆ์... อ้อ ไม่สิ เจ้าเป็นแค่ลูกแมวที่รอวันถูกเชือดต่างหาก!"
เพลิงมารสีดำทมิฬถูกรวบรวมไว้ที่ฝ่ามือของจอมมารอีกครั้ง มันเตรียมปลิดชีพร่างที่สะบักสะบอมของสหายทั้งสองในคราเดียว
ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังแว่วมาจากเบื้องหลัง ท่ามกลางม่านฝุ่นและควันไฟแห่งสงคราม
"เด็กน้อย... อย่าเพิ่งรีบยอมแพ้สิ!"
เสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังขึ้น พร้อมกับร่างของเฒ่ากระยาจกที่ก้าวเดินออกมาจากกลุ่มควัน แม้แขนข้างหนึ่งจะหักงอผิดรูปจากการปะทะเมื่อครู่ แต่แววตาของเขากลับทอประกายเจิดจ้าดั่งดวงตะวันยามเที่ยง ตามมาด้วยศิษย์สำนักต่างๆ และชาวยุทธภพที่เหลือรอดนับร้อยชีวิต พวกเขาต่างประคองร่างที่สะบักสะบอมของกันและกัน ก้าวเดินเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีใครถอยหลัง ไม่มีใครหวาดหวั่นอีกต่อไป
หลี่เฉินเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า
"ท่านอาจารย์... ทุกคน..." เสียงของหลี่เฉินแหบพร่า ร่างกายที่เคยหมดเรี่ยวแรงกลับเริ่มมีความรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาทีละน้อย
"หลี่เฉิน! เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพวกเราแบกรับอะไรไว้บนบ่า?" ไป๋ฮ่าวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาหนักแน่นมั่นคง แม้กระบี่ในมือจะสั่นเทา "ความแค้นของสำนัก ความหวังของผู้คน... และมิตรภาพของเรา! เจ้าจะมาล้มลงตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด!"
ไป๋ฮ่าวถ่ายทอดลมปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดส่งผ่านฝ่ามือเข้าสู่แผ่นหลังของหลี่เฉิน ในขณะเดียวกัน เฒ่ากระยาจกก็ประสานอินทร์ระเบิดพลังปราณคุ้มกายแผ่ขยายออกไปปกป้องคนรอบข้าง และเสียงโห่ร้องให้กำลังใจจากชาวยุทธภพทั่วยุทธภพก็ดังกระหึ่มขึ้นราวกับเสียงคำรามของฟ้าผ่า
"ลุกขึ้นมา! หลี่เฉิน! สยบมารร้าย!"
เสียงตะโกนเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียง แต่มันคือ "เจตจำนง" คือสายสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ที่ร้อยเรียงดวงวิญญาณของผู้คนนับร้อยเข้าด้วยกัน พลังงานอันอบอุ่นและไร้ขีดจำกัดไหลทะลักเข้าสู่ร่างของหลี่เฉินผ่านจุดชีพจรทั่วสรรพางค์กาย
ความเจ็บปวดมลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยพลังอำนาจมหาศาลที่กำลังเดือดพล่านราวกับลาวาใต้พิภพ ดวงตาของหลี่เฉินเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างกายของเขาแผ่ไอสีขาวบริสุทธิ์ผสมผสานกับจิตสังหารอันดุดันออกมาจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อม
*โฮกกกกก—!*
เสียงคำรามกึกก้องราวกับพยัคฆ์โผนทะยานฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันมหาศาลแผ่กระจายออกไปจนจอมมารอัคคีโลกันตร์ต้องผถอยหลังไปสามก้าว สีหน้าที่เคยเย่อหยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ไอเพลิงมารในมือสั่นสะท้านราวกับหวาดกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
"บ้าน่า! วิชาอะไรกัน... ทำไมพลังของมันถึงเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเช่นนี้!" จอมมารคำรามลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด พยายามรวบรวมพลังทั้งหมดต้านทานแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา
หลี่เฉินค่อยๆ ยืนหยัดขึ้นเต็มความสูง กระดูกทั่วร่างลั่นเปรี๊ยะราวกับเสียงฟ้าคำรามในฤดูฝน หมัดทั้งสองข้างกำแน่นจนเกิดเสียงอากาศระเบิดเบาๆ รัศมีปราณรูปพยัคฆ์ขาวคำรามปรากฏขึ้นเบื้องหลังร่างของเขาอย่างเด่นชัด ดวงตาคู่นั้นจ้องมองศัตรูด้วยความเย็นเยียบแต่ทว่าเด็ดเดี่ยว
"จอมมาร... หนี้เลือดที่เจ้าก่อ วันนี้ต้องชำระด้วยชีวิต!"
หลี่เฉินพุ่งทะยานออกไปราวกับสายฟ้าแลบ ความเร็วของเขาในตอนนี้เหนือล้ำกว่าขีดจำกัดเดิมไปไกลโข ทิ้งไว้เพียงรอยแตกของพื้นศิลาเบื้องหลัง หมัดเหล็กที่ผสานด้วยพลังแห่งมิตรภาพและจิตวิญญาณทั่วยุทธภพถูกง้างขึ้น เตรียมซัดเข้าใส่ร่างของประมุขพรรคมารในกระบวนท่าเดียวตัดสินแพ้ชนะ!
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่หมัดของหลี่เฉินกำลังจะปะทะเข้ากับใบหน้าของจอมมารอัคคีโลกันตร์นั้นเอง จอมมารกลับไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวดังเช่นเมื่อครู่ ตรงกันข้าม... มุมปากของมันกลับยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมกับเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ดังชัดเจนในโสตประสาทของหลี่เฉินเพียงคนเดียว
"เจ้าคิดว่า... ข้ามาที่นี่ตัวคนเดียวจริงๆ หรือ หลี่เฉิน?"
สิ้นคำพูดนั้น แผ่นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเก่า ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวด้วยปราณพยัคฆ์กลับถูกย้อมด้วยความมืดมิดสนิททันที และเงาร่างปริศนาเจ็ดร่างก็ปรากฏขึ้นรายล้อมรอบตัวพวกเขา พร้อมกับกลิ่นอายพลังที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าจอมมารอัคคีโลกันตร์เสียอีก!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้พยัคฆ์หนุ่มตัวนี้มาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 37
พลังแห่งมิตรภาพและจิตวิญญาณ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!