เสียงถอนหายใจที่ยาวนานและหนักหน่วง เปรียบเสมือนเครื่องจักรกลไกที่กำลังฝืนขับเคลื่อนท่ามกลางน้ำมันเครื่องที่แห้งขอด ก้องสะท้อนอยู่ในห้องทำงานสถาปนิกที่เงียบงัน รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเขียนแบบ รายล้อมไปด้วยพิมพ์เขียวโครงสร้างอาคารที่ถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดงจนยับยู่ยี่ ร่องรอยของความพยายามที่จะควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในกรอบระเบียบ บัดนี้กำลังพังทลายลงทีละน้อย ราวกับกำแพงอิฐที่ถูกเซาะกร่อนด้วยกระแสน้ำวนแห่งความเป็นจริง
"ริน... นี่มันเรื่องอะไรกัน"
คำถามเดิมยังคงวนเวียนก้องอยู่ในโสตประสาทของคีรินทร์ น้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยของวิศวกรผู้ไม่เคยสูญเสียความเยือกเย็น เป็นหลักฐานชิ้นดีว่าทฤษฎีและตัวเลขทางคณิตศาสตร์ทั้งหมดที่เขายึดถือ ไม่เคยเตรียมรับมือกับสมการความรู้สึกที่ซับซ้อนและเปราะบางเช่นนี้ ร่างสูงใหญ่ยังคงยืนค้างอยู่ในท่าเดิม—อ้อมกอดที่กุมรั้งเธอไว้เมื่อครู่ แม้จะแน่นหนาแต่มันกลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวง คล้ายกับคนที่กำลังพยายามคว้าจับสายหมอกด้วยมือเปล่า ยิ่งกำไว้แน่นเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบว่ามีเพียงความว่างเปล่าที่บาดลึกเข้าสู่ผิวเนื้อ
รินรดากลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก ดวงตาสีเข้มไหวระริกก่อนจะถูกกดให้กลับมานิ่งสนิทภายใต้หน้ากากแห่งความสมบูรณ์แบบที่เธอสวมไว้จนชินชา
"มันไม่มีอะไรทั้งนั้นค่ะ คีรินทร์" เธอเอ่ยเสียงเรียบ พยายามรักษาความมั่นคงในน้ำเสียง แม้ว่าปลายนิ้วที่ประสานกันอยู่ด้านหน้าจะเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก "คุณแค่กำลังเอาความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาปะปนกับงานโครงสร้างที่เราต้องรับผิดชอบ... เราสองคนตกลงกันตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือคะ ว่าความสัมพันธ์ของเราไม่มีพื้นที่ให้ความไม่แน่นอน"
คีรินทร์แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงที่แห้งผากและเต็มไปด้วยความหยันหยันในตัวเอง ดวงตาคมกริบที่เคยใช้คำนวณรับแรงดึงและแรงอัดของอาคารสูงระฟ้า บัดนี้กำลังจดจ้องมองใบหน้าเรียบเฉยของหญิงสาว ราวกับพยายามจะเจาะทะลวงเข้าไปดูว่าภายใต้เกราะกำบังอันหนาทึบนั้น หัวใจของเธอยังคงเต้นอยู่หรือไม่ หรือมันถูกแช่แข็งกลายเป็นหินผาไปเสียแล้ว
"ความไม่แน่นอนอย่างนั้นหรือ..." คีรินทร์ทวนคำ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาประชิด "ริน คุณกำลังใช้คำว่า 'เหตุผล' มาเป็นข้ออ้างในการวิ่งหนีความจริง... คุณกลัวอะไรกันแน่ กลัวว่าตึกคานนี้จะถล่มลงมาทับคุณ หรือกลัวว่าความรู้สึกที่คุณมีต่อผม มันจะพังทลายกำแพงที่คุณใช้เวลาสร้างมาทั้งชีวิตกันแน่?"
คำถามนั้นคมกริบดุจใบมีดโกนที่กรีดลงบนแผลสด รินรดาสะท้านเฮือกในใจ แต่ภายนอกเธอกลับเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสบประสานกับเขาอย่างไร้ความหวาดหวั่น แม้ว่าหัวใจข้างในจะเต้นระรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมานอกอก
"อย่ามาทำเป็นรู้ดีในสิ่งที่ฉันคิดค่ะ คีรินทร์" เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างที่ปลอดภัย "คุณเป็นวิศวกร หน้าที่ของคุณคือการทำให้ตึกนี้ตั้งอยู่ได้ตามแบบที่ฉันวาด ไม่ใช่มานั่งวิเคราะห์จิตวิทยาของฉัน... และถ้าคุณคิดว่าความลังเลของคุณในตอนนี้ จะทำให้โปรเจกต์นี้เสร็จทันกำหนดล่ะก็ คุณคิดผิดถนัด"
"บางที... ปัญหาของโปรเจกต์นี้อาจจะไม่ใช่โครงสร้างเหล็กกล้า หรือรอยร้าวที่ฐานรากหรอกริน" คีรินทร์ก้าวเข้ามาประชิดทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง ท่าทีคุกคามโดยธรรมชาติของวิศวกรหนุ่มทำให้บรรยากาศภายในห้องแคบลงถนัดตา "แต่มันคือความจริงที่ว่า... คุณไม่อาจละสายตาไปจากผมได้ เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถละเลยความรู้สึกที่กำลังกัดกินเหตุผลของผมไปทีละนิดได้เลย"
ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และความสะอาดสะอ้านเฉพาะตัวของชายหนุ่มปะทะเข้ากับผิวแก้ม รินรดารู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ ขาเรียวทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว มือหนาของคีรินทร์เอื้อมขึ้นมาสัมผัสกรอบหน้าของเธออย่างแผ่วเบa ปลายนิ้วที่เคยจับแต่ประแจและเครื่องมือช่าง กลับสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสกับผิวแก้มนุ่มเนียน ความลังเลและความปรารถนาที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น
"คีรินทร์... ปล่อยนะคะ" เธอกระซิบเสียงพร่า พยายามเบือนหน้าหนีสัมผัสที่ร้อนรุ่มราวย่างกรายเข้าใกล้เปลวไฟ แต่ปลายนิ้วที่ประคองอยู่บริเวณกรามกลับบังคับให้เธอกลับมาสบตาเขาอีกครั้งอย่างจำยอม
"ไม่... จนกว่าคุณจะตอบผมด้วยความจริง ริน" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้น ทว่าทรงพลังจนน่าใจหาย "มองตาผม... แล้วบอกสิว่าที่คุณกำลังผลักไสผม เป็นเพราะงานจริงๆ หรือเป็นเพราะคุณกำลังหวาดกลัวผู้ชายคนนี้... ผู้ชายที่ทำให้คุณควบคุมตัวเองไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินเดียว"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งคู่ ชั่วขณะนั้นโลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกันอย่างไร้เหตุผล รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด ความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับความล้มเหลวของครอบครัว แผลเป็นจากความคาดหวังที่พังทลาย และความหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียการควบคุม กำลังตีรันฟันแทงกับความอบอุ่นอันตรายที่แผ่ออกมาจากฝ่ามือของชายหนุ่มตรงหน้า
และก่อนที่เธอจะทันได้เปล่งคำปฏิเสธใดๆ ออกมาเพื่อปกป้องตัวเอง แรงดึงดูดอันมืดมนและลึกซึ้งก็ทำหน้าที่ของมัน ร่างสูงโน้มลงมาประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากอิ่มของเธออย่างดุดันและเรียกร้อง เป็นรสจูบที่ไม่มีความอ่อนหวานเจือปน แต่มันคือการประกาศสงครามระหว่างเหตุผลและอารมณ์ คีรินทร์ไม่ได้รุกรานเธอด้วยความรุนแรง หากแต่เป็นการแทรกซึมเข้าไปทำลายสติสัมปชัญญะทีละน้อย มือหนากระชับเอวบางให้แนบชิดติดกับแผ่นอกแกร่ง จนเธอแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจ
รินรดาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง สมองที่เคยประมวลผลทุกอย่างด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร บัดนี้ขาวโพลนว่างเปล่า มือเรียวที่เคยตั้งท่าจะผลักไส กลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตด้านหน้าของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทั้งหมดถูกแผดเผาจนมอดไหม้ในความเร่าร้อนที่เขาเป็นผู้จุดชนวน ริมฝีปากที่เผยอออกด้วยความตกใจเปิดทางให้ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้าไปตักตวงความหวานล้ำอย่างเอาแต่ใจ รสชาติของความปรารถนาที่ถูกเก็บกดมานานระเบิดออกในความมืดสลัวของห้องทำงาน
เขาลากไล้ริมฝีปากลงมาตามลำคอระหง สร้างรอยสัมผัสอุ่นร้อนที่ทำให้ผิวเนื้อของเธอตื่นตัวและสั่นระริก ลลมหายใจที่กระชั้นชิดและเสียงครางแผ่วเบาในลำคอของหญิงสาว ยิ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ปลุกสัญชาตญาณดิบในตัววิศวกรผู้เคยเคร่งครัดในกฎเกณฑ์ คีรินทร์รวบตัวเธอขึ้นอุ้มแนบกายด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า รินรดาร้องอุทานด้วยความตกใจก่อนที่แผ่นหลังจะสัมผัสเข้ากับพื้นผิวเย็นเฉียบของโต๊ะทำงาน พิมพ์เขียวและเอกสารกระจัดกระจายร่วงหล่นลงพื้นราวกับใบไม้ร่วง
ความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ที่ก้าวข้ามเส้นกั้นความถูกต้อง ดำเนินไปท่ามกลางความยินยอมพร้อมใจและความโหยหาที่อัดแน่น ร่างกายของทั้งสองแนบชิดสนิทแนบ ไออุ่นจากผิวเนื้อผสานกับความเย็นยะเยือกของห้องปรับอากาศ สร้างความเร่าร้อนที่ตัดกันอย่างลงตัว มือหนาลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าภายใต้เนื้อผ้าอย่างประณีตและชำนาญ ทุกสัมผัสคือการสำรวจดินแดนต้องห้ามที่เขาปรารถนาจะเป็นเจ้าของ รินรดาแอ่นกายเข้าหาโดยสัญชาตญาณ ความเยือกเย็นทั้งหมดมลายหายสิ้น เหลือเพียงสตรีผู้โหยหาความอบอุ่นและการเติมเต็มจากชายหนุ่มผู้กำลังสั่นคลอนโลกทั้งใบของเธอ
ท่ามกลางเสียงหอบหายใจที่ประสานกันเป็นจังหวะแห่งความสุขสม อารมณ์ดิบเถื่อนและอ่อนโยนผสมผสานกันจนแยกไม่ออก คีรินทร์ฝังใบหน้าลงกับลาดไหล่เนียน สลักร่องรอยแห่งความเป็นเจ้าของไว้ด้วยความหลงใหล ขณะที่รินรดาจิกปลายนิ้วลงบนแผ่นหลังของเขาเพื่อระบายความวาบหวามที่โถมเข้าใส่ราวกับคลื่นใต้น้ำ นี่คือความพ่ายแพ้ที่หอมหวานที่สุดสำหรับสถาปนิกสาวผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด
ทว่า... ในวินาทีที่ความปรารถนาเดินทางมาถึงจุดสูงสุด เสียงเคาะประตูสามครั้งที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันที่ด้านนอกห้อง กลับทำให้โลกทั้งใบกระชากกลับสู่ความเป็นจริงอย่างโหดร้าย!
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
"คุณรินรดาครับ... เอกสารด่วนจากสำนักงานใหญ่ของอัครพลมาถึงแล้วครับ จำเป็นต้องให้คุณเซ็นอนุมัติภายในคืนนี้..."
เสียงทุ้มของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดังทะลุบานประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูที่กำลังจะถูกผลักเปิดออกในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ด้วยกันนะคะ
ดีไซเนอร์ไร้หัวใจ กับวิศวกรผู้สั่นคลอนความเยือกเย็น•ตอนที่ 20
เมื่อทฤษฎีไม่ใช้ความรู้สึก
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์ไร้หัวใจ กับวิศวกรผู้สั่นคลอนความเยือกเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!