หน้าจอแท็บเล็ตในมือของรินรดาดับวูบลง เหลือเพียงเงาสะท้อนใบหน้าซีดเผือดของเธอเองที่ทาบทับอยู่บนกระจกหน้าต่างห้องประชุม ความเงียบงันที่เข้าปกคลุมชั่วขณะนั้นหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าแผ่นดินไหวขนาดเจ็ดริกเตอร์ ข้อมูลการคำนวณโครงสร้างเฟสแรกของโปรเจกต์มูนไลท์ที่เธอทุ่มเททำงานหามรุ่งหามค่ำมาตลอดสามเดือน มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่บนเซิร์ฟเวอร์
อัครพลไม่ได้แค่เล่นเกมการเมืองสกปรกในที่แจ้ง แต่เขากำลังเล่นเกมทำลายล้างที่ไร้ความปรานี
"มันลบทุกอย่างออกจากคลาวด์แล้วค่ะ" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นไหว แม้ปลายนิ้วที่กำขอบแท็บเล็ตจะเย็นเฉียบจนไร้
คีรินทร์ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเธอ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น กลิ่นอายเฉพาะตัวของวิศวกรหนุ่ม—กลิ่นชาดำผสมความเยือกเย็นของโลหะในห้องแอร์—โชยปะทะนาสิก ร่างสูงไม่ได้เอ่ยคำปลอบโยนใดๆ ที่ไร้สาระ เพราะเขารู้ดีว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ความเห็นอกเห็นใจแบบปลอมๆ มีค่าเท่ากับศูนย์
"คุณคาดหวังอะไรจากหมาป่าที่จนตรอกล่ะคะ รินรดา" คีรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าแฝงกระแสกดดันบางอย่างที่ทำเอาหัวใจของสถาปนิกสาวกระตุกวูบ "อัครพลรู้ว่าถ้าโครงการนี้ผ่าน สัญญาณชีพของบริษัทเขาจะดับลงถาวร เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำลายมันทิ้ง... เหมือนที่คุณกำลังพยายามทำลายตัวเองอยู่ตอนนี้"
รินรดาหันขวับกลับมาเผชิญหน้า ดวงตากลมโตฉายแววกรุ่นโกรธ "ฉันไม่ได้ทำลายตัวเอง ฉันกำลังปกป้องโปรเจกต์นี้!"
"ด้วยการแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวจนแทบจะยืนไม่ไหวเนี่ยนะคะ?" คีรินทร์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบกวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนที่ซีดเซียว ร่างสูงก้าวประชิดจนเธอต้องถอยหลังไปชนกับผนังกระจกเย็นเฉียบ แขนแกร่งทั้งสองข้างยกขึ้นกั้นขวางทางถอยไว้โดยอัตโนมัติ กักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างเขากับกำแพง "คุณฉลาดพอที่จะออกแบบตึกระฟ้าให้ต้านทานแรงลมพายุได้ แต่ทำไมถึงโง่เขลาขนาดปล่อยให้พายุของคนอื่นมาพัดพาความมั่นคงในจิตใจคุณไปได้ง่ายๆ"
คำพูดนั้นเฉียบคมราovใบมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกพ่ายแพ้และอัดอั้นตันใจตีรวนขึ้นมาจุกที่ลำคอ กำแพงที่เธอเพียรสร้างมาตลอดชีวิตเพื่อปกป้องความอ่อนแอเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงภายใต้แรงกดดันจากสายตาของชายหนุ่ม
"คุณไม่รู้อะไรเลย... คีรินทร์" เธอพسิซซิ่งเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสแต่ไม่ยอมปล่อยให้ไหลร่วงลงมา "คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันต้องแลกกับอะไรบ้างเพื่อให้ยืนอยู่จุดนี้ได้"
"งั้นก็บอกให้ผมรู้สิคะ" เขาก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่เปลือยเปล่าผ่านเนื้อผ้าสูท ส่งกระแสความวูบวาบแล่นพล่านไปทั่วผิวหนัง "เลิกสร้างกำแพงบ้าๆ นั่นแล้วหันมามองความจริง... ว่าตอนนี้ เราอยู่บนเรือลำเดียวกันแล้ว และถ้าเรือจม คุณก็รู้ว่าเราจะต้องจมลงไปพร้อมกัน"
สัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นจัดที่แตะลงบนคางมน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นสบตา ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนสูญเสียการควบคุม แรงดึงดูดระหว่างความเยือกเย็นและอัตตาที่ปะทะกันก่อตัวเป็นความเร่าร้อนที่อันตรายยิ่งกว่าเปลวไฟ ในสถานการณ์ที่บีบคั้นจนมุมอย่างไร้ทางออกนี้ สัญชาตญาณดิบภายในตัวของคนทั้งคู่กลับเรียกร้องหาการปลดปล่อย รสชาติของความพ่ายแพ้และความตึงเครียดทางธุรกิจถูกแปลเปลี่ยนเป็นแรงปรารถนาที่ไม่อาจต้านทาน
ริมฝีปากหยักลึกทาบทับลงมาอย่างไร้การลังเล เป็นจูบที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความนุ่มนวล แต่เป็นการรุกรานที่หนักหน่วง เด็ดขาด และเปี่ยมไปด้วยความกระหายใคร่รู้ รินรดาผวาเฮือก มือเรียวเล็กยกขึ้นกำปกเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ตั้งใจจะผลักไสแต่กลับกลายเป็นการดึงรั้งเข้าหา ลมหายใจของทั้งคู่ขาดห้วงยามที่เรียวลิ้นร้อนล้ำรุกล้ำเข้ามาเกี่ยวพัน กวาดต้อนความหวานล้ำและทำลายล้างสติสัมปชัญญะของเธอจนกระเจิง
ความเยือกเย็นที่คีรินทร์เคยยึดถือพังทลายลงในพริบตา เมื่อสัมผัสนุ่มละมุนจากรสจูบแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งที่เร่าร้อน ร่างสูงรวบเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวจนแนบชิดอย่างไร้ช่องว่าง ฝ่ามือใหญ่อีกข้างสอดเข้าใต้เส้นผมสลวย บังคับองศาให้เธอน้อมรับสัมผัสที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดดังสะท้อนก้องในห้องประชุมที่มืดสลัว ผิวเนื้อที่เสียดสีกันผ่านเนื้อผ้าสร้างความซ่านสยิวจนรินรดารู้สึกราวกับร่างกายกำลังละลายกลายเป็นน้ำ มือบางขยุ้มกลุ่มผมของชายหนุ่มแน่นขึ้น เล็บคมจิกข่วนลงบนลาดไหล่กว้างเพื่อระบายความเสียวซ่านที่โถมกระหน่ำเข้ามาดั่งคลื่นใต้น้ำ
นี่ไม่ใช่แค่ความเสน่หาชั่ววูบ แต่มันคือการประกาศความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของท่ามกลางซากปรักหักพังของงานที่ถูกทำลาย คีรินทร์อุ้มร่างบางขึ้นนั่งบนขอบโต๊ะประชุมกระจกโดยไม่ผละริมฝีปากออกแม้แต่วินาทีเดียว ความเร่าร้อนแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูผิว สัมผัสนุ่มนวลแต่หนักหน่วงของมือหนาที่ลูบไล้ไปตามเรียวขาภายใต้กระโปรงทรงสอบปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ทั้งคู่ต่างซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากมืออาชีพ รินรดาแอ่นกายเข้าหาตามสัญชาตญาณ เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดจากลำคอยามที่ริมฝีปากหนาเคลื่อนต่ำลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวผ่อง ทิ้งรอยสัมผัสอุ่นร้อนและขบเม้มเบาๆ จนร่างบางสะดุ้งเฮือกด้วยความวาบหวาม
ในห้วงเวลาที่พายุร้ายกำลังก่อตัวขึ้นภายนอกเพื่อทำลายล้างพวกเขาทั้งเป็น พายุอารมณ์ภายในห้องนี้กลับโหมกระหน่ำรุนแรงยิ่งกว่า ความยินยอมพร้อมใจของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายหลอมรวมกันเป็นพันธะสัญญาที่เงียบงัน... ดิบเถื่อน ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยแรงปรารถนาที่พร้อมจะแผดเผาทุกกฎเกณฑ์
ทว่า ท่ามกลางห้วงอารมณ์ที่กำลังดิ่งลึกถึงขีดสุด เสียงแจ้งเตือนข้อความฉุกเฉินจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ... *ติ๊ง!*
รินรดาสะดุ้งสุดตัว มือเล็กดันแผงอกกว้างให้ออกจากตัวอย่างแรง หอบหายใจโยนตัวลงยืนบนพื้นด้วยใบหน้าที่แดงก่ำและเรือนร่างที่ยังสั่นเทาจากพิษรัก คีรินทร์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันที่ถูกขัดจังหวะ แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากพูดอะไร รินรดาที่เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด
หน้าจอแสดงภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดชั้นใต้ดินของบริษัท... และบุคคลที่กำลังก้าวเท้าออกจากลิฟต์พร้อมกับแฟ้มเอกสารตัวจริงในมือ ก็คือคนที่ควรจะอยู่ต่างประเทศในเวลานี้
มิดไนท์คิสขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับเกมแห่งอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ
ดีไซเนอร์ไร้หัวใจ กับวิศวกรผู้สั่นคลอนความเยือกเย็น•ตอนที่ 12
ก่อนพายุจะเข้า
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์ไร้หัวใจ กับวิศวกรผู้สั่นคลอนความเยือกเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!