ดีไซเนอร์ไร้หัวใจ กับวิศวกรผู้สั่นคลอนความเยือกเย็น•ตอนที่ 6

กำแพงที่สูงชัน

ผลงานโดย มิดไนท์คิส
ความเงียบงันภายในห้องเก็บเอกสารอาคารเก่าแก่ไม่ได้ให้ความรู้สึกปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันอบอวลไปด้วยความกดดันชนิดที่ทำให้เนื้อตัวชาวาบ คีรินทร์ยังคงใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะทาบลงบนริมฝีปากของฉัน เป็นเชิงห้ามปรามไม่ให้หลุดเสียงใดเล็ดลอดออกไป แม้ว่าระยะห่างระหว่างเราในตอนนี้จะแคบจนแทบไม่มีอากาศแทรกผ่านก็ตาม แสงไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ จากเพดานสาดทาบลงบนสันจมูกคมสันและดวงตาที่หรี่แคบลงอย่างใช้ความคิดของเขา กลิ่นโคโลญจน์เจือจางผสานกับกลิ่นอับของกระดาษโบราณช่างเป็นส่วนผสมที่ชวนให้ประสาทสัมผัสตื่นตัวอย่างประหลาด ฉันสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผงอกของเขาที่แนบชิดอยู่หลังแผงบังตา มันไม่ใช่ความใกล้ชิดที่เกิดจากความเสน่หา หากแต่เป็นสมรภูมิย่อยๆ ที่เราถูกบีบให้ต้องยืนร่วมรบในหลุมหลบภัยเดียวกัน ภายนอกกระจกฝ้า—เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ “...ครับคุณอัครพล เอกสารชุดนี้อยู่ในมือผมเรียบร้อยแล้วครับ รับรองว่ารายละเอียดเรื่องโครงสร้างฐานรากที่ทางฝั่งนั้นแก้เกมมา จะไม่มีวันหลุดรอดไปถึงมือคุณรินรดาได้อย่างแน่นอนครับ” เสียงทุ้มต่ำของเลขาฯ คนสนิทของอัครพลลอดผ่านรอยต่อของบานประตูเข้ามาอย่างชัดเจน ทุกถ้อยคำเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดเฉือนบรรยากาศให้ขาดวิ่น คีรินทร์หันกลับมามองฉันช้าๆ แววตาคมกริบของวิศวกรหนุ่มไม่ได้ฉายแววประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเย็นเยียบที่สะท้อนความจริงอันน่ารังเกียจในโลกธุรกิจ—การหักหลังและเกลือเป็นหนอน ฉันกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมาจนร้อนผ่าวที่ปลายขอบตา แต่มันไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือความเดือดดาลที่ถูกสะสมมาจากเศษซากความพังทลายในอดีต ภาพตึกโครงสร้างที่พังครืนลงมาพร้อมกับคราบน้ำตาของบิดาผู้ล่วงลับผุดวาบขึ้นมาในหัว สมองของฉันกรีดร้องเตือนสติให้อดทน แต่หัวใจที่ถูกกดทับด้วยปมด้อยมาเนิ่นนานกลับปฏิเสธที่จะนิ่งเฉย “คุณจะทำอะไร...” ฉันกระซิบถามเสียงลอดไรฟันเมื่อเห็นคีรินทร์ขยับตัวเตรียมจะก้าวออกไปเผชิญหน้า “ถ้าปล่อยให้มันเดินออกไปพร้อมแฟ้มนั้น โปรเจกต์ที่คุณทุ่มเทแรงกายแรงใจมาหลายเดือนก็จะกลายเป็นแค่เศษกระดาษไร้ค่า” เขากระซิบตอบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ข้างแก้งทำให้ขนลุกชันไปทั้งร่าง “หรือคุณชอบที่จะยืนมองความพ่ายแพ้ซ้ำๆ เหมือนกับเรื่องในอดีตของคุณกันล่ะ รินรดา” ราวกับถูกเข็มพิษปักเข้าที่จุดตาย ประโยคสุดท้ายของเขาไม่ใช่แค่การยั่วเย้า แต่มันคือการขุดคุ้ยบาดแผลที่ฉันพยายามใช้ความสมบูรณ์แบบและกำแพงเหล็กกล้าปิดตายมาตลอดหลายปี “คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดถึงเรื่องนั้น!” ฉันหลุดเสียงลอดไรฟันออกมาด้วยความอัดอั้นที่ระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม ความเยือกเย็นที่สวมหน้ากากไว้พังทลายลงในเสี้ยววินาที “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับความล้มเหลวบ้าง คีรินทร์! คุณเป็นวิศวกรผู้ไร้ที่ติ เป็นคนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดโดยไม่ต้องมารับผิดชอบกับซากปรักหักพังที่คนอื่นไม่ได้สร้าง แต่พ่อฉันต้องตายเพราะความเน่าเฟะของเกมการค้านี้! และตอนนี้... คนของพวกมันกำลังจะทำลายมันอีกครั้งบนหยาดเหงื่อของฉัน!” น้ำตาที่คลอหน่วยไม่ได้ร่วงหล่นลงมาด้วยความอ่อนแอ แต่มันอัดแน่นด้วยความคับแค้นที่ถูกกักเก็บไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ร่างกายของฉันสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความจริงอันโหดร้ายที่ถูกกระชากออกมากลางแสงสว่าง คีรินทร์ชะงักไป ดวงตาคู่คมที่มักจะเต็มไปด้วยความสุขุมและคำนวณผลลัพธ์อยู่เสมอนั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความแข็งกร้าวในแววตาของเขาอ่อนลงในพริบตา เมื่อได้เห็นรอยร้าวบนกำแพงน้ำแข็งที่ฉันเพียรสร้างมาตลอดชีวิต “รินรดา...” เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มทุบลงอย่างประหลาด มันไม่มีความเยาะเย้ยถากถางหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความหนักแน่นที่เข้ามาโอบอุ้มสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงของฉันไว้ ก่อนที่ฉันจะได้ตั้งตัว คีรินทร์ก็คว้าข้อมือฉันไว้แล้วดึงเข้าไปประชิดแผงอกของเขาอย่างรวดเร็ว วงแขนแข็งแกร่งราวกับคานเหล็กโอบกระชับรอบเอวบางเพื่อไม่ให้ฉันถอยหนี สัมผัสแนบชิดที่ร้อนผ่าวตัดกับความเย็นยะเยือกของแอร์ในห้องเก็บเอกสารทำให้ลมหายใจของฉันสะดุด “ปล่อยนะ...” ฉันพยายามขัดขืน ดันอกเขาออก แต่แรงปะทะกลับน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับพละกำลังของวิศวกรหนุ่ม “ถ้าผมปล่อย... คุณก็จะแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวเหมือนเดิมน่ะสิ” เขาเอ่ยเสียงกระซิบพร่าต่ำ ริมฝีปากหยักลึกเคลื่อนเข้ามาใกล้จนเกือบชิดมุมปากของฉัน “คุณเก่งในการสร้างกำแพงนะ รินรดา แต่คุณกลับอ่อนแอที่สุดเวลาที่ต้องยืนอยู่หลังมันตามลำพัง” สัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นจัดที่ไล้เช็ดคราบน้ำตาบนโหนกแก้มอย่างเบามือทำให้ฉันถึงกับนิ่งง้าง มันเป็นความอ่อนโยนที่อันตรายยิ่งกว่าอาวุธใดๆ ในโลก เพราะมันกำลังทำลายปราการด่านสุดท้ายที่ฉันใช้ปกป้องหัวใจ ร่างกายของเราแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนแทบจะประสานเป็นจังหวะเดียวกัน ความโกรธเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาอันร้อนรุ่มที่ถูกจุดประกายขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์ สายตาของคีรินทร์เลื่อนต่ำลงมองริมฝีปากที่สั่นเทาของฉัน ชั่วขณะนั้น... โลกภายนอกที่มีทั้งการทรยศและเอกสารลับดูเหมือนจะเลือนหายไปจากความรับรู้ เหลือเพียงแรงดึงดูดดิบเถื่อนระหว่างชายหญิงที่ยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างเหตุผลและอารมณ์ เขาก้มลงประกบเรียวปากลงมาทันทีโดยไม่มีการลังเล รสจูบในคราแรกดุดัน เรียกร้อง และเต็มไปด้วยความเร่าร้อนที่ระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกมาเป็นภาษากาย มือใหญ่วางทาบที่ท้ายทอยของฉันบังคับให้แหงนรับองศาความวาบหวามนั้นอย่างจำยอม ลิ้นร้อนแทรกซึมเข้ามาเกี่ยวพัน กวาดต้อนความหวานล้ำและลมหายใจที่ขาดหช่วง สัมผัสที่ลึกซึ้งและดุดันนี้ทำให้เข่าของฉันแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ดีที่วงแขนแข็งแกร่งของเขาช้อนยกสะโพกและรั้งร่างของฉันให้แนบแน่นขึ้นจนไม่มีช่องว่างระหว่างเรา มือเรียวของฉันที่เคยทุบตีอกเขา เปลี่ยนเป็นขยุ้มปกเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของเขาไว้แน่นเพื่อยึดเหนี่ยวในขณะที่โลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง รสจูบนี้ไม่ได้มีความอ่อนหวานละมุนละไม แต่มันคือการประกาศความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของและการยอมจำนนต่อแรงปรารถนาที่ซ่อนเร้นมานาน เสียงฝีเท้าภายนอกประตูกลับดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกุกกักที่บ่งบอกว่าบุคคลปริศนากำลังจะหมุนลูกบิดประตูเข้ามาในห้องนี้! ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่ากำแพงความรู้สึกนี้ไปกับมิดไนท์คิสนะคะ
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์ไร้หัวใจ กับวิศวกรผู้สั่นคลอนความเยือกเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%