กลิ่นอายโลหิตจางๆ คละคลุ้งปะปนกับไอปราณเยือกแข็งของหุบเขาอัสดง ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือม่านค่ายกลโบราณสีครามเข้มที่สั่นระริกทุกครั้งยามที่สายลมแห่งเขตหวงห้ามพัดผ่าน มันไม่ใช่ค่ายกลธรรมดา หากแต่เป็นขุมพลังมหาศาลที่ถูกผนึกไว้ด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณของยอดฝยุธในอดีตกาล
"อาจารย์... ค่ายกลนี้กินเวลามาสามร้อยปีแล้ว ไฉนพลังของมันจึงยังคงดุร้ายปานนี้?"
เสียงของหลี่เฟยหลงดังขึ้นทำลายความเงียบ แม้เด็กหนุ่มจะพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบเพียงใด แต่เม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายบนขมับและแรงกดทับมหาศาลที่กดทับบ่าทั้งสองข้าง ก็ฟ้องชัดเจนว่าขอบเขตพลังยุทธ์ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเก้าของเขากำลังถูกทดสอบจนถึงขีดจำกัด
มู่หรงเซียนไม่หันกลับมามอง เขายังคงยืนตระหง่านทอดสายตาไปยังเบื้องลึกของหุบเขา ทรวดทรงระหงภายใต้ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองของอักขระเวท รัศมีความเย็นชาและสง่างามแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบกายราวกับถูกแช่แข็ง
"ค่ายกลพันปีหาได้ตื่นตัวเพราะกาลเวลา แต่มันรับรู้ถึงการมาเยือนของพวกเราต่างหาก..." มู่หรงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณที่ควบคุมความกดดันรอบตัวไว้ทั้งหมด "จำคำของข้าให้ขึ้นใจ เฟยหลง... การก้าวเข้าสู่เขตหวงห้ามเพื่อชิง 'โอสถเพลิงสุริยัน' หาใช่การประลองยุทธ์ แต่เป็นการท้าทายกฎแห่งสวรรค์ หากเจ้าหวั่นไหวแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ ร่างกายของเจ้าจะถูกพลังหยินหยางภายในแผดเผาจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี"
หลี่เฟยหลงกัดฟันแน่น ฝ่ามือที่กำด้ามกระบี่สั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว หากแต่เป็นเพราะปราณพิษหยินหยางในตันtian (จุดตันเถียน) ของตนกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรงเมื่อปะทะกับกลิ่นอายโบราณเบื้องหน้า ตั้งแต่ที่เขาตัดสินใจก้าวเดินตามวิถีเซียนเคียงข้างบุรุษผู้เย็นชาผู้นี้ เขารู้ดีว่าไม่มีหนทางให้หวนกลับ
"ศิษย์ไม่เคยหวั่นไหว..." หลี่เฟยหลงกล่าวลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบฉายแววดื้อรั้นดั่งพยัคฆ์หนุ่ม "ต่อให้ฟ้าดินจะลงทัณฑ์ หรืออดีตจะตามหลอกหลอน ข้าก็ต้องนำโอสถเม็ดนั้นกลับไปให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่าข้าไม่ใช่... ศิษย์ทรยศที่อาจารย์ต้องแบกรับภาระ!"
มู่หรงเซียนชำเลืองมองศิษย์รักแวบหนึ่ง แววตาที่ปกติเยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปีไหววูบไปชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในห้วงคำนึง—ศิษย์ผู้ล่วงลับที่เคยดื้อรั้นเช่นนี้... จิตใจของปรมาจารย์โอสถกระตุกวูบ ทว่าภายนอกยังคงสงบนิ่งดั่งขุนเขา
"ดี... ถ้าเช่นนั้นก็จงเบิกทาง"
สิ้นคำ มู่หรงเซียนสะบัดแขนเสื้อ ปราณแท้จริงสีทองอร่ามพวยพุ่งออกจากฝ่ามือดั่งมังกรทะยานฟ้า อักขระโบราณบนค่ายกลส่งเสียงคำรามกึกก้องราวกับสัตว์อสูรตื่นจากการหลับใหล แสงสีแดงฉานสาดส่องกระทบใบหน้าของทั้งสองคน เผยให้เห็นเส้นทางแคบๆ ที่เปิดออกสู่เบื้องลึกของเขตหวงห้าม—สถานที่ซึ่งเก็บซ่อนความลับอันดำมืดและสมบัติล้ำค่าที่สุดของสำนัก
ทั้งสองพุ่งทะยานเข้าไปในความมืดมิดเบื้องหน้าทันที ดุจเงาร่างของกระบี่และสายลมที่ไร้ร่องรอย
ภายในถ้ำศิลาโบราณ ไอหมอกสีม่วงหนาทึบลอยอวลอยู่ทั่วทุกสารทิศ ผนังถ้ำสลักลวดลายสัตว์อสูรบรรพกาลที่ดูคล้ายมีชีวิตชีวา ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ ความกดดันจากปราณฟ้าดินก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัว จนกระทั่งพวกเขามาหยุดยืนอยู่หน้าคูหาศิลาขนาดใหญ่ใจกลางหุบเขา
เบื้องหน้าคือแท่นบูชาหยกขาวบริสุทธิ์ บนนั้นปรากฏกล่องหยกที่ถูกผนึกด้วยยันต์เก้าชั้น และภายในกล่องนั้น... ไอร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมาทำให้หินผารอบด้านเริ่มหลอมละลายกลายเป็นลาวา นั่นคือ "โอสถเพลิงสุริยัน" โอสถระดับเซียนที่สามารถพลิกฟื้นเส้นชีพจรที่ขาดสะบั้นและขับไล่พิษหยินหยางได้!
"สำเร็จ..." หลี่เฟยหลงอุทานด้วยความยินดี เขาก้าวเท้าเตรียมจะพุ่งเข้าไปหยิบกล่องหยก
"หยุด!" มู่หรงเซียนคำรามลั่น ประกายตาดุจคมกระบี่พุ่งวาบ เขาคว้าแขนศิษย์หนุ่มถอยหลังไปสามก้าวในเสี้ยววินาที
*ตูมมมม!*
พื้นหยกขาวที่หลี่เฟยหลงเพิ่งจะก้าวไปเมื่อครู่ระเบิดออกเป็นจุล เศษหินแหลมคมนับพันพุ่งขึ้นเสียดอากาศราวกับห่าฝน เปลวเพลิงสีดำสนิทลุกโชนขึ้นขวางกั้นระหว่างพวกเขากับแท่นบูชา อุณหภูมิรอบกายพุ่งสูงจนอากาศบิดเบี้ยว
จากความมืดมิดเบื้องหลังม่านเพลิงสีดำ เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ เสียงหัวiเราะแหบพร่าและเยือกเย็นก้องกังวานไปทั่วถ้ำศิลา
"ช่างเป็นอาจารย์และศิษย์ที่รักกันยิ่งนัก... มู่หรงเซียน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า ข้าจะยอมให้พวกเจ้าหยิบ 'โอสถเพลิงสุริยัน' ไปง่ายๆ เช่นนี้?"
มู่หรงเซียนหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีฆ่าฟันแผ่พุ่งออกจากร่างจนอุณหภูมิในถ้ำลดฮวบลงจนติดลบ กระบี่เซียนในฝักข้างกายสั่นระริกราวกับกระหายเลือด เขาก้าวขึ้นมายืนบังหลี่เฟยหลงไว้ครึ่งก้าว สายตาจับจ้องไปยังผู้มาใหม่ด้วยความเยือกเย็นถึงขีดสุด
"นึกไม่ถึงว่าสุนัขรับใช้แห่งหุบเขาหมื่นพิษอย่างเจ้า จะยังกล้าเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่... ผู้อาวุโสหลิว"
หลี่เฟยหลงเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของบุคคลที่ก้าวออกมาจากเงาเพลิง เขาขบกรามแน่นจนเลือดซึมที่มุมปาก ปราณพิษในกายพลุ่งพล่านเดือดดาลยิ่งกว่าเก่า เพราะนี่คือคนผู้เดียวกันกับที่เคยทำลายตระกูลของเขาเมื่อหลายปีก่อน!
บรรยากาศในถ้ำศิลาตึงเครียดถึงขีดสุด ไอปราณสองขั้วระหว่างความเย็นเยียบของมู่หรงเซียนและความร้อนแรงของศัตรูเข้าปะทะกันจนเกิดประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาบ ทว่าในวินาทีที่มู่หรงเซียนกำลังจะชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อเผด็จศึก...
*แกร๊ก...*
เสียงสะท้อนประหลาดดังขึ้นจากใจกลางแท่นบูชาหยก โอสถเพลิงสุริยันที่ควรจะสงบนิ่ง กลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และรอยร้าวสีทองสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนกล่องหยก พร้อมกับพลังงานปริศนาสายที่สาม—เก่าแก่ ดุร้าย และทรงอำนาจเกินกว่ามนุษย์จะหยั่งถึง—ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้พื้นพิภพโดยไม่มีใครคาดคิด!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันเข้มข้นนี้ไปกับผมนะครับ - เพลิงโอสถสวรรค์
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 22
ศึกชิงสมบัติเซียน
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!