โลหิตสีดำสนิทหยดลงกระทบพื้นศิลาโบราณ ส่งเสียงดังฉ่าราวกับน้ำกรดกัดกร่อนแผ่นดิน กลิ่นอายคาวเลือดและไอพิษพวยพุ่งจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก ท่ามกลางซากปรักหักพังของวิหารเซียนโบราณ เงาร่างมหึมาของอสูรบรรพกาล "พยัคฆ์อัคคีทมิฬ" กำลังแยกเขี้ยวคำราม กรงเล็บคู่ใหญ่ที่อาบไล้ด้วยเปลวเพลิงสีครามแผ่รังสีสังหารกดทับจนสรรพสิ่งนิ่งงัน
มู่หรงเซียนยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า อกเสื้ออาบย้อมด้วยโลหิตสีชาด ปลายกระบี่หยกเมฆาในมือสั่นระริกด้วยแรงสะท้อนจากไอปราณที่ใกล้แตกดับ แม้ใบหน้าจะยังคงความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ทว่าประกายในดวงตาคู่สวยกลับฉายแววตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บาดแผลฉกรรจ์บริเวณหัวไหล่ซ้ายจากการปะทะเมื่อครู่กำลังถูกพิษอัคคีลุกลามอย่างรวดเร็ว
"อาจารย์!"
เสียงทุ้มต่ำของหลี่เฟยหลงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกคั่นด้วยเสียงคำรามต่ำในลำคอของอสูร เด็กหนุ่มพุ่งทะยานเข้ามาขวางเบื้องหน้าผู้เป็นอาจารย์ ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน เส้นโลหิตสีดำปูดโปนขึ้นตามลำคอและใบหน้า ปราณพิษหยินหยางในกายกำลังแปรปรวนอย่างรุนแรงเนื่องจากการฝืนใช้พลังเกินขอบเขต
"เจ้าถอยไป... สภาพของเจ้าตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนใกล้ตาย" มู่หรงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเยือกเย็นตามวิสัยของปรมาจารย์
"หากศิษย์ถอย... อาจารย์คงต้องดับสูญ ณ ที่แห่งนี้" หลี่เฟยหลงแค่นยิ้มหยันให้กับความอ่อนแอของตนเอง แววตาคมกริบจ้องมองอสูรเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัวความตาย "เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ท่านก็รู้... มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น"
มู่หรงเซียนชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมมองศิษย์ทรยศผู้เป็นทั้งห้วgความเจ็บปวดและแสงสว่างเดียวในบั้นปลายชีวิตเซียน นางตระหนักดีว่าคำพูดของเด็กหนุ่มนั้นถูกต้อง การจะเอาชนะอสูรชั้นสูงที่บรรลุพลังระดับนภาขั้นปลายได้ด้วยกำลังของคนผู้เดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ แม้แต่นางในยามที่สภาพร่างกายสมบูรณ์ก็ยังยากจะต่อกร นับประสาอะไรกับยามนี้ที่ปราณในกายพร่องไปกว่าครึ่ง
"หากผสานปราณแล้วธาตุไฟเข้าแทรกจนร่างแหลกสลาย... เจ้าจะไม่เสียใจภายหลังหรือ?" มู่หรงเซียนถามเบาๆ ราวกับกระซิบแข่งกับสายลม
"ศิษย์ไม่เคยเสียใจในสิ่งที่เลือก... แม้จะต้องดับสูญวิญญาณ แลกกับการปกป้องท่านไว้ เฟยหลงก็ยินดี" หลี่เฟยหลงหันมาสบตา ประกายความมุ่งมั่นในแววตานั้นเด็ดเดี่ยวเสียจนมู่หรงเซียนหัวใจกระตุกวูบ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างไหลวนเข้ามาในอก รสชาติขื่นขมของอดีตถูกชะล้างด้วยความอบอุ่นสายหนึ่งที่นางปฏิเสธมาเนิ่นนาน
"ดี... ถ้าเช่นนั้น วันนี้เรามาดูกกันว่า ฟ้าดินหรือวิถีเซียน จะขวางกาลเวลาของเราได้หรือไม่!"
สิ้นคำประกาศิต มู่หรงเซียนสะบัดมือซ้าย ทะยานร่างขึ้นประกบลักษณนามด้านหลังของหลี่เฟยหลง ฝ่ามือเรียวดุจหยกขาวนาบลงบนแผ่นหลังกว้างที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อทันที ไอปราณบริสุทธิ์สีขาวสะอาดตาดั่งหิมะบนยอดเขาเมฆาพรั่งพรูเข้าสู่ร่างของเด็กหนุ่มราวกับทำนบแตก
หลี่เฟยหลงคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวดเมื่อปราณหยินหยางอันดุร้ายในกายถูกไอปราณของอาจารย์เข้ากดทับและหลอมรวม ความเย็นยะเยือกของวิถีเซียนและไอความร้อนระอุของปราณพิษปะทะกันอย่างรุนแรงในจุดตันtian เสียงอื้ออึงดังขึ้นในโสตประสาทราวกับฟ้าผ่า ทว่าด้วยความตั้งอันแน่วแน่ เขากัดฟันกรอด ประสานเคล็ดวิชาโคจรพลังที่เคยร่ำเรียนมา ผสานกระแสปราณทั้งสองสายให้หลอมเป็นหนึ่งเดียว
*ตูม!*
คลื่นพลังออร่าสีทองและสีดำระเบิดรัศมีแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง พื้นศิลาโดยรอบรัศมีร้อย丈แตกร้าวละเอียดเป็นผุยผง พยัคฆ์อัคคีทมิฬสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามอันน่าสะพรึงกลัว มันอ้าปากคำรามก้องฟ้า เปลวเพลิงสีครามพ่นออกมาเป็นลำแสงมหึมาพุ่งเข้าใส่คนทั้งสองราวกับอุกกาบาตตก
"รับมือ!"
มู่หรงเซียนและหลี่เฟยหลงประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน ร่างทั้งสองสะท้อนแสงเจิดจ้า ร่างของหลี่เฟยหลงพุ่งทะยานออกไปดุจลูกศรที่หลุดจากแหล่ง โดยมีเงาร่างของมู่หรงเซียนซ้อนทับอยู่เบื้องหลัง ประหนึ่งเทพเซียนและมารร้ายหลอมรวมเป็นจิตวิญญาณเดียวกัน
กระบี่หยกเมฆาในมือหลี่เฟยหลงถูกตวัดวาดออกไปกลางอากาศ ปราณกระบี่ผสานสองขั้วระเบิดประกายแสงเจิดจ้าบาดตา ตัดผ่านลำแสงอัคคีทมิฬขาดสะบั้นเป็นสองท่อนในพริบตา ความรุนแรงของวิชาผสานปราณทำให้มิติรอบด้านเกิดรอยปริร้าวสีดำสนิท ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนของอสูรบรรพกาลที่ร่างค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีม่วง
ทว่า... แรงสะท้อนกลับของการผสานปราณขั้วตรงข้ามนั้นรุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะทานทน
กระแสลมปราณตีกลับเข้าสู่จุดตันtianของทั้งคู่ มู่หรงเซียนกระอักโลหิตคำโตออกมา ร่างบางเซถลาเกือบทรุดลงกับพื้น ทว่าหลี่เฟยหลงกลับอาการหนักหนากว่า ร่างกายของเขากระตุกเกร็ง ดวงตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้แวว ปราณพิษทะลักทะลายออกจากทุกทวารหนักหน่วงจนน่ากลัว
"เฟยหลง!" มู่หรงเซียนพุ่งเข้าไปรับร่างที่กำลังจะล้มลงของศิษย์รัก ปลายนิ้วเรียวรีบกดจุดชีพจรเพื่อสกัดกั้นพิษที่กำลังกัดกินหัวใจ ทว่าทันทีที่สัมผัสถูกชีพจรของเด็กหนุ่ม แววตาดำมืดของหลี่เฟยหลงก็กลับมามีประกายไหววับอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
"อาจารย์... ข้า... ทำสำเร็จแล้วใช่ไหม..." หลี่เฟยหลงเอ่ยเสียงแผ่วเบา ลมหายใจรวยริน
มู่หรงเซียนขบกริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นในอกยิ่งกว่ายามบาดเจ็บ นางกำลังจะเอ่ยปากถ่ายทอดปราณรักษาให้ ทว่าในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวกลับพลิกผันอย่างกะทันหัน
ท้องนภายามค่ำคืนที่ควรจะสงบกลับปรากฏรอยแยกสีแดงฉานสายหนึ่งผ่ากลางมิติ เมฆทมิฬม้วนตัวอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาศาลที่กดทับลงมาจากเบื้องบน แรงกดดันนี้ไม่ใช่ของอสูรหรือมนุษย์ผู้ใด แต่มันคือ... "ทัณฑ์สวรรค์"
มู่หรงเซียนแหงนมองเบื้องบน สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา นางสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่กำลังพุ่งเป้ามายังร่างของหลี่เฟยหลงผู้ฝืนลิขิตฟ้า
และก่อนที่นางจะได้ทันขยับตัวเคลื่อนย้ายร่างของศิษย์รัก เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันคุ้นเคยก็ดังแทรกสายฟ้าฟาดก้องกังวานมาจากความมืดมิดเบื้องหลังซากวิหาร
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง... ปรมาจารย์มู่หรง กับศิษย์ทรยศผู้ต่ำต้อย ร่วมมือกันสังหารอสูรบรรพกาลได้ช่างน่าชื่นชม..." เงาร่างในชุดคลุมสีทองอร่ามก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับกระบี่โบราณในมือที่สะท้อนแสงประหลาด "น่าเสียดาย... ที่ความพยายามทั้งหมดของเจ้าในวันนี้ จะกลายเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้แก่... แผนการที่ข้าเฝ้ารอมาสามร้อยปี!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันเข้มข้นนี้ไปกับผมนะครับ - เพลิงโอสถสวรรค์
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 13
ความร่วมมือที่น่าประหลาด
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!