คราบโลหิตสีดำสนิทบนศิลาจารึกโบราณมิได้บ่งบอกถึงความตาย หากแต่เป็นเครื่องหมายแห่งการตื่นขึ้นของสิ่งซึ่งถูกจองจำไว้ด้วยกาลเวลาอันยาวนานนับหมื่นปี
"เจ้ากล้าดีอย่างไร... ถึงปิดบังเรื่องนี้กับข้า?"
น้ำเสียงของมู่หรงเซียนราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก แต่ในความสงบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพชีวิตให้แหลกสลาย นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างของเด็กหนุ่มทีละก้าว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วตามแรงกดดันของลมปราณระดับเซียนขั้นสมบูรณ์ที่แผ่ขยายออกโดยไร้การควบคุม ปรมาจารย์โอสถแห่งเขาเมฆาคล้อยไม่เคยรู้สึกหวาดหวั่นต่อสิ่งใดในใต้หล้า กระทั่งในยามนี้—ยามที่ปลายนิ้วเรียวยาวของนางสัมผัสเข้ากับชีพจรที่ต้นคอของหลี่เฟยหลง
ตึกตัก... ตึกตัก...
เสียงชีพจรนั้นมิได้เต้นเป็นจังหวะของมนุษย์ทั่วไป แต่มันดังก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึกจากขุมนรกโลกันตร์ ทุกครั้งที่หัวใจของหลี่เฟยหลงบีบตัว อักขระโบราณสีม่วงเข้มบนแผ่นหลังของเขาก็เปล่งแสงเรืองรองออกมาทะลุเนื้อผ้า เนื้อตัวของเด็กหนุ่มสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้าซีดเซียว ดวงตาที่เคยดุดันและดื้อรั้นบัดนี้ฉายแววสีชาดประหลาด—สีแดงฉานดั่งโลหิตของราชาปีศาจผู้เคยสั่นคลอนสามภพ
"ข้า... ข้าไม่รู้..." หลี่เฟยหลงกัดฟันแน่นจนคราบเลือดซึมออกมาจากมุมปาก ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในจิตวิญญาณ ราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามฉีกกระชากวิญญาณของเขาออกเป็นเสี่ยงๆ เพื่อแย่งชิงร่างนี้ไป "อาจารย์... ร่างกายนี้... มันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่?"
มู่หรงเซียนชักมือกลับราวกับถูกอัคคีแผดเผา ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งสั่นระริกเล็กน้อย นางมองศิษย์รักที่ตนเองฟูมฟักมาด้วยหยาดเหงื่อและเวลาอันยาวนาน ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในห้วงความคิด—ศิษย์พี่และสหายร่วมสำนักที่ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของมารร้ายสายเลือดนี้ รอยแผลเป็นในใจที่นางพยายามปิดตายมาตลอดหลายร้อยปี บัดนี้กลับถูกเปิดออกด้วยความจริงอันโหดร้ายที่สวรรค์จงใจเล่นตลก
"สายเลือดของราชาปีศาจเผ่าโลหิตทมิฬ..." มู่หรงเซียนพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ "เหตุใด... วิถีสวรรค์จึงลิขิตให้เจ้าผู้มีสายเลือดอัปยศนี้ มายืนอยู่เบื้องหน้าข้า..."
หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไป สำนักเซียนทั้งร้อยทั่วทั้งยุทธภพคงไม่ปล่อยให้เด็กหนุ่มคนนี้มีชีวิตรอดแม้แต่วินาทีเดียว กฎเหล็กแห่งยุทธภพสลักไว้ชัดเจน—'มารและเซียนอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันไม่ได้' ยิ่งเป็นทายาทสายตรงของราชาปีศาจผู้เคยทำลายล้างดินแดนเทพเซียนด้วยแล้ว ตัวตนของหลี่เฟยหลงจึงเปรียบเสมือนชนวนเพลิงที่จะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ รวมถึงตัวของมู่หรงเซียนเองผู้เป็นอาจารย์ด้วย
"ท่านอาจารย์จะฆ่าข้าล้างมลทินหรือไม่?" หลี่เฟยหลงเงยหน้าขึ้นสบตา นาง แม้ในยามที่ลมหายใจรวยรินและร่างกายกำลังจะถูกครอบงำ ดวงตาของเด็กหนุ่มก็ยังคงไว้ซึ่งความทะนงตน เขาไม่เคยยอมก้มหัวให้โชคชะตา และเขาจะไม่ยอมจำนนต่อความตาย แม้ว่าผู้ที่จะลงทัณฑ์เขาในวันนี้จะเป็นผู้มีพระคุณที่เขารักและเคารพยิ่งกว่าชีวิตก็ตาม "หากสวรรค์กำหนดให้ข้าเกิดมาพร้อมกับบาปที่ไม่ได้ก่อ... เช่นนั้นกระบี่ในมือของท่าน ก็จงปลิดชีพข้าเสียตรงนี้เถอะ!"
คำพูดนั้นดุจดังสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของมู่หรงเซียน นางมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น—ดวงตาที่ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความดื้อรั้นและ... ความอาลัยอาวรณ์ที่ซ่อนอยู่ลึกสุดขั้วหัวใจ นางเป็นผู้ฝึกตนผู้ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง หัวใจถูกหล่อหลอมให้เย็นชาไร้ความรู้สึกมาเนิ่นนาน แต่เหตุใดในยามนี้ เมล็ดพันธุ์แห่งความลังเลจึงเติบโตขึ้นในอกอย่างรวดเร็วดั่งวัชพืชหลังสายฝน
นางจะลงมือสังหารศิษย์ผู้โง่เขลาแต่จริงใจคนนี้ลงได้อย่างไร? แต่มู่หรงเซียนก็ตระหนักดีว่า หากปล่อยให้พลังปีศาจในกายของหลี่เฟยหลงตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้นไม่เพียงแต่เขาจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ แต่ดินแดนทั้งหมดจะล่มสลายลงในชั่วพริบตาเดียว
"เจ้าคิดว่าชีวิตของเจ้าเป็นของเจ้าคนเดียวอย่างนั้นหรือ?" มู่หรงเซียนก้าวเข้าไปประชิดตัว ใช้ปลายนิ้วเรียวดันคางของเขาให้เงยขึ้น บังคับให้เด็กหนุ่มต้องรับรู้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจากลมปราณเซียนที่แผ่ออกมาสะกดข่ม "เจ้าเป็นศิษย์ของมู่หรงเซียน! ต่อให้สวรรค์ต้องการชีวิตของเจ้า หรือแม้แต่ตัวปีศาจตนนั้นจะฟื้นคืนชีพขึ้นมา... หากข้าไม่อนุญาต ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์พรากเจ้าไปจากเขาเมฆาคล้อยทั้งสิ้น!"
สิ้นเสียงของนาง พลังปราณสีครามบริสุทธิ์ก็ทะลักออกจากฝ่ามือ พุ่งเข้าสู่จุดชีพจรทั่วร่างของหลี่เฟยหลงเพื่อผนึกอักขระปีศาจที่กำลังแผดเผา ความเย็นยะเยือกของลมปราณเซียนปะทะเข้ากับความร้อนรุ่มของสายเลือดปีศาจ เกิดเป็นเสียงระเบิดอื้ออึงดังขึ้นในห้วงจิตวิญญาณของเด็กหนุ่ม เลือดสีดำพวยพุ่งออกจากปากของหลี่เฟยหลงอีกระลอก ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงสู่อ้อมแขนของนาง
มู่หรงเซียนรับร่างนั้นไว้โดยไม่ลังเล กลิ่นอายความเป็นความตายคละคลุ้งไปทั่วบริเวณถ้ำศิลาโบราณ ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะโคจรลมปราณระลอกสุดท้ายเพื่อกดผนึกสายเลือดปีศาจให้สงบลง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากปากถ้ำ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา
"ฮ่าๆๆๆ! ปรมาจารย์มู่หรง... ท่านซ่อน 'เดรัจฉานน้อย' ตัวนี้ไว้มิดชิดถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เกรงว่าวันนี้... ความลับของเขาเมฆาคล้อยคงต้องถูกชำระด้วยโลหิตของพวกท่านเสียแล้ว!"
เงาร่างนับสิบพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกเข้ามา ปรากฏตัวพร้อมกับกระบี่อาบยาพิษที่สะท้อนประกายแสงสีเขียวมรกตน่ากลัว และผู้นำทัพในยามวิกาลนี้... กลับเป็นบุคคลที่มู่หรงเซียนคาดไม่ถึงที่สุดในรอบร้อยปี
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันเข้มข้นนี้ไปกับผมนะครับ - เพลิงโอสถสวรรค์
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 19
ความจริงเกี่ยวกับกำเนิด
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!