หยาดโลหิตสีดำสนิทมิได้หยดลงบนพื้นศิลา หากแต่ซึมหายเข้าไปในรอยแตกของแผ่นหิน ราวกับธรณีพิภพเบื้องล่างกำลังกระหายดื่มกินพิษร้ายที่ไหลรินออกจากร่างของหลี่เฟยหลง
เด็กหนุ่มหอบหายใจถี่กระชั้น เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคายที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด สองมือของเขาจิกทึ้งลงไปในดินจนเล็บมือครูดกับเศษหินจนหลุดลอก แต่ความเจ็บปวดทางกายาร่างเนื้อเหล่านี้หาได้เทียบเท่ากับความหนقบเหน็บที่กัดกินอยู่ภายในดวงจิต ปราณพิษหยินหยางที่เคยควบคุมไว้ได้ด้วยเคล็ดวิชาโอสถสวรรค์ บัดนี้กลับแปรสภาพเป็นอสรพิษเพลิงร้อยสายที่กำลังแผดเผาเส้นชีพจรและทะเลปราณของเขาให้มอดไหม้
"ข้า... ข้ากลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้วจริงๆ หรือ..."
เสียงแหบพร่าหลุดลอดริมฝีปากที่แห้งผาก หลี่เฟยหลงก้มมองฝ่ามือตนเองที่ยามนี้สั่นเทา เส้นเลือดสีดำปูดโปนขยายตัวดุจรากไม้พิษ ความมืดมิดในก้นบึ้งของจิตใจแผ่ขยายวงกว้างจนกลืนกินสติสัมปชัญญะ ภาพเหตุการณ์เมื่อยามค่ำคืนที่เขาพลั้งมือสังหารศิษย์ร่วมสำนักโดยไม่รู้ตัวยังคงวนเวียนกรีดแทงหัวใจดั่งคมมีดนับพันเล่ม พลังที่ไร้การควบคุมนี้... พลังที่สามารถพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ได้เพียงแค่การสะบัดมือ ทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียนต่อตัวตนของตนเองถึงขีดสุด
ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจของจอมยุทธ์หนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด หลี่เฟยหลงไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเงาสะท้อนของตนเองในลำธารเบื้องหน้า เขากลัว... กลัวว่าวันหนึ่งข้างหน้า คนที่นอนจมกองเลือดด้วยมือคู่นี้ จะไม่ใช่แค่อาจารย์อาหรือศิษย์พี่ร่วมสำนัก แต่จะเป็น... มู่หรงเซียน สตรีผู้เป็นดั่งดวงประทีปเดียวในยามที่โลกหล้าอันเหน็บหนาวนี้ทอดทิ้งเขา
*“หนีไป... เจ้าต้องหนีไปให้พ้นจากที่นี่”* เสียงก้องสะท้อนในหัวใจร้องเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มู่หรงเซียนยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังม่านหมอกบางเบาของยอดเขาเมฆาคล้อย นางมิได้ขยับกายเข้าไปใกล้ รัศมีปราณเซียนบริสุทธิ์รอบกายของนางแผ่ซัมซาบเพื่อต้านทานไอปراณพิษที่แผ่ออกมาจากร่างของศิษย์รัก ดวงตาคู่คมดุจหยกเย็นชาทอดมองแผ่นหลังที่กำลังสั่นเทานั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ยคำ ปรมาจารย์โอสถผู้ผ่านโลกมานับร้อยปี ย่อมมองออกถึงพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ในจิตวิญญาณของเด็กหนุ่ม นางรู้ดีว่าในยามนี้ หลี่เฟยหลงมิได้กำลังต่อสู้กับพิษร้ายในกาย หากแต่กำลังต่อสู้กับ "ปีศาจ" ในใจตนเอง
"ความกลัวมิใช่เครื่องหมายของความอ่อนแอ, เฟยหลง"
น้ำเสียงเรียบเฉยแต่กังวานก้องดั่งระฆังทองคำดังขึ้น ทำลายความเงียบงัน มู่หรงเซียนก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาเด็กหนุ่มทีละก้าว ทุกย่างก้าวของนางเปี่ยมด้วยความมั่นคงและสง่างาม ดุจเซียนผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง
หลี่เฟยหลงสะดุ้งเฮือก รีบถอยร่นกกายหนีสุดชีวิต ดวงตาที่แดงก่ำเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและละอายใจ "อย่าเข้ามานะ! ท่านอาจารย์... ได้โปรด อย่าเข้ามาใกล้ข้า!"
"เหตุใดข้าจึงต้องถอย" มู่หรงเซียนหยุดฝีเท้าลง นางมองลึกลงไปในนัยน์ตาที่สั่นระริกนั้น "เจ้าคิดว่าตัวตนที่แท้จริงของเจ้า คือพิษร้ายในกาย หรือคือจิตวิญญาณที่กำลังปฏิเสธการทำลายล้างกันแน่"
"ท่านไม่เข้าใจ! ข้าเกือบจะฆ่าคน! ข้าเกือบจะทำลายทุกสิ่งที่ท่านพยายามสั่งสอนมาตลอดหลายปี!" หลี่เฟยหลงคำรามออกมาด้วยความอัดอั้น น้ำลูกผู้ชายหลั่งรินปะปนกับหยาดเหงื่อ "ข้าเป็นตัวหายนะ... ข้าคือผู้ฝืนลิขิตสวรรค์ที่นำพาความพินาศมาสู่เขาเมฆาคล้อย หากข้ายังอยู่... ท่านนั่นแหละที่จะต้องแบกรับทัณฑ์สวรรค์เพราะข้า!"
"เจ้าสำกัญตนเองสูงเกินไปแล้ว" มู่หรงเซียนกล่าวเสียงเรียบ ทว่าแววตากลับไหววูบชั่วขณะ นางยื่นมือเรียวขาวดุจหยกออกไปเบื้องหน้า "หากข้ากลัวความพินาศ ข้าคงไม่รับเด็กหนุ่มดื้อรั้นผู้หนึ่งเป็นศิษย์ตั้งแต่แรก เจ้าคิดจะหนีไปไหน? หนีสุดขอบฟ้า หรือหนีไปให้พ้นจากเงาของตนเอง? ความมืดในกายเจ้า หากเจ้าไม่เผชิญหน้าและสยบมันด้วยจิตวิญญาณของตนเอง ต่อให้หนีไปถึงแดนปรภพ เจ้าก็ยังคงเป็นเชลยของมันอยู่ดี"
คำพูดของอาจารย์ดุจสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจ หลี่เฟยหลงนิ่งงัง ลมหายใจสะดุดกึก ภาพความตั้งใจที่จะหลบหนีอย่างไร้จุดหมายพลันพังทลายลง ทว่าความลังเลและความหวาดกลัวยังคงกัดกินสติของเขาจนแทบแหลกสลาย
ทันใดนั้นเอง ท้องนภากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำอย่างไร้สาเหตุ เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวบรรจบกันเหนือยอดเขาเมฆาคล้อยอย่างรวดเร็ว แรงกดดันอันมหาศาลกดทับลงมาจากเบื้องบนจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ไอปراณธรรมชาติรอบด้านปั่นป่วนรุนแรง ราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธต่อการมีอยู่ของพลังนอกรีตในร่างของเด็กหนุ่ม
มู่หรงเซียนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แววตาเยือกเย็นเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที นางตระหนักได้ทันทีว่า ทัณฑ์สวรรค์ที่พวกเขากลัว กำลังจะมาเยือนเร็วกว่าที่คาดคิด
"อาจารย์..." หลี่เฟยหลงหน้าถอดสี เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันไร้รูปร่างที่พุ่งตรงมายังตัวเขาจากเบื้องบน
มู่หรงเซียนไม่รอช้า นางสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง กระบี่บินคู่กายพุ่งทะยานออกจากฝัก เปล่งประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าตระการตาดุจดาราพุ่งชนพื้น นางก้าวขึ้นยืนขวางเบื้องหน้าศิษย์รักทันที ท่าทีเด็ดเดี่ยวไม่เกรงกลัวต่ออำนาจฟ้าดิน
"จับมือข้าไว้, เฟยหลง" มู่หรงเซียนกล่าวเสียงเฉียบขาดโดยไม่หันกลับมามอง "ในเมื่อฟ้าดินต้องการทดสอบพวกเรา เช่นนั้นวันนี้... เราสองอาจารย์ศิษย์จะขอเป็นผู้กำหนดชะตาด้วยตนเอง!"
หลี่เฟยหลงมองแผ่นหลังอันบอบบางแต่ทรงพลังของสตรีผู้เป็นอาจารย์ ความลังเลทั้งหมดมลายหายสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นระอุขึ้นในอก เขาเอื้อมมือออกไปหมายจะคว้าชายเสื้อของนางเพื่อยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่
ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะสัมผัสโดนเนื้อผ้า แผ่นดินเบื้องล่างกลับแยกตัวออกเป็นเหวลึก เสียงคำรามดังกึกก้องสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งขุนเขา พร้อมกับร่างเงาดำสายหนึ่งที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยกของพื้นดินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ แผ่รังสีอำมหิตที่เยือกเย็นยิ่งกว่าลมหนาวในเหมันตฤดู
"มู่หรงเซียน... เจ้าปกป้องมันไม่ได้ตลอดไปหรอก!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันเข้มข้นนี้ไปกับผมนะครับ - เพลิงโอสถสวรรค์
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 20
ศรัทธาที่สั่นคลอน
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!