โลหิตสีดำข้นคลั่กหยดลงกระทบพื้นศิลาหยกเย็นเยียบ เกิดเสียงดัง *ติ๋ง... ติ๋ง...* ดุจเสียงเคาะระฆังแห่งความตายในยามวิกาล
กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วตำหนักโอสถคิมหันต์ มู่หรงเซียนทรุดกายลงคุกเข่าเบื้องหน้าเตาหลอมโอสถอัคคีทมิฬ ร่างระหงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ปลายกระบี่เซียนประจำกายร่วงหล่นจากเรียวปากแผลในอุ้งมือ เลือดสีสดตัดกับอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งดอกเหมยยามเหมันต์โปรยปราย นางกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ข่มกลั้นเสียงครางแห่งความเจ็บปวดที่แผดเผาเส้นลมปราณเก้าหยินในร่างจนแทบแหลกสลาย
พิษโลหิตอัคคีสวรรค์... กำลังย้อนกลับเข้าสู่หัวใจ
“อาจารย์!”
เสียงตะโกนทุ้มต่ำด้วยความตระหนกดังขึ้นพร้อมกับร่างของหลี่เฟยหลงที่พุ่งทะยานผ่านม่านค่ายกลเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต ดวงตาของเด็กหนุ่มแดงก่ำด้วยความเร่าร้อน ปราณพิษหยินหยางในกายปั่นป่วนจนเกิดกระแสลมหมุนวนรอบตัวเขา เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงระเบิดอัคคีเล็ดลอดออกมาจากห้องหลำโอสถปิดตาย จึงตัดสินใจใช้กระบี่คำรามฟ้าทำลายค่ายกลเข้ามาโดยไม่ลังเล
“อย่าเข้ามา...” มู่หรงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เย็นชา และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรีที่นางพยายามค้ำจุนไว้ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่สวยที่เคยดุจน้ำแข็งพันปีบัดนี้กลับเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นและอ่อนล้า “ข้า... สั่งว่าอย่าเข้ามา!”
หลี่เฟยหลงชะงักฝีเท้า หัวใจของเขาบีบรัดแน่นดั่งถูกคีมเหล็กหลอมร้อนบดขยี้ ภาพของปรมาจารย์ผู้สูงส่ง เย่อหยิ่ง และไร้พ่ายในสายตาผู้คน ทว่าในยามนี้กลับนั่งคุกเข่าอย่างไร้เรี่ยวแรง ร่างกายสั่นสะท้านพิงเตาหลอมโอสถด้วยความทรมาน มันช่างบาดลึกหัวใจของเขาเสียยิ่งกว่าการถูกกระบี่นับพันเล่มแทงทะลวง
นี่น่ะหรือ... มู่หรงเซียน ผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้ผู้ใดแม้แต่ในวันที่สำนักถูกเผาทำลาย?
“ท่านกำลังฝืนหลอมโอสถสลายพิษให้ข้า... ทั้งที่รู้ว่ามันจะย้อนเข้าตัวท่านเอง ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ เหตุใดจึงโง่เขลาถึงเพียงนี้!” หลี่เฟยหลงก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ เจือปนทั้งความโกรธ ความรู้สึกผิด และความอาลัยที่ซ่อนเร้นมานาน
“เจ้าเด็กสามหาว! เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาสั่งสอนข้า...” มู่หรงเซียนแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันตนเอง นางยกมือขึ้นปาดคราบโลหิตที่มุมปาก พยายามรวบรวมลมปราณเพื่อกดข่มพิษร้าย ทว่ายิ่งโคจรพลัง โลหิตสีดำยิ่งทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ร่างกายของนางเซเซถลาล้มลงไปในอ้อมแขนของหลี่เฟยหลงที่พุ่งเข้ามารับไว้ได้ทันพอดี
สัมผัสจากกายสาวที่เย็นเฉียบดั่งหยกน้ำแข็ง แต่กลับสั่นเทาด้วยพิษไข้ ทำให้หลี่เฟยหลงสะท้านไปถึงสันหลัง เขาไม่สนใจกฎระเบียบของสำนัก ไม่สนใจความต่างระหว่างศิษย์และอาจารย์อีกต่อไป มือหนาทั้งสองข้างโอบประคองร่างอันบอบบางของนางไว้แนบอก ถ่าย
“ปล่อยข้า...” มู่หรงเซียนกระซิบเสียงแผ่วเบา ศีรษะของนางซบลงกับบ่ากว้างของเด็กหนุ่มอย่างหมดสภาพ ความเข้มแข็งที่นางใช้ปกป้องตนเองจากโลกอันโหดร้ายมาตลอดหลายสิบปี พังทลายลงในอ้อมกอดนี้ เหลือเพียงความอ่อนแอที่กัดกินจิตวิญญาณ “เฟยหลง... ข้าเหนื่อยเหลือเกิน...”
คำว่า *“ข้าเหนื่อยเหลือเกิน”* ดุจสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของหลี่เฟยหลง
เด็กหนุ่มนิ่งงัน หยาดน้ำตาของนางที่ซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้เขารู้สึกราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงที่ร้อนแรงที่สุดในสามภพ เขาจำได้ดีถึงแววตาที่นางมองเขาในวันแรกที่เก็บมาจากกองซากศพ แววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ความเข้มงวด และความโดดเดี่ยว นางไม่เคยร้องไห้ ไม่เคยแสดงความเจ็บปวดให้ใครเห็น แม้แต่ในวันที่ศิษย์พี่ใหญ่ของเขาหักหลังและทรยศสำนัก นางก็ยังคงยืนหยัดด้วยกระบี่เล่มเดียวอย่างเด็ดเดี่ยว
แต่วันนี้... นางกลับร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของเขา ศิษย์ผู้ที่ใครๆ ต่างตราหน้าว่าเป็นตัวกาลกิณี
“ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว อาจารย์” หลี่เฟยหลงกระซิบข้างใบหูของนาง เสียงของเขาอบอุ่นและหนักแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือข้างหนึ่งของเขาโอบเอวคอดกิ่วของนางไว้แน่น อีกข้างยกขึ้นถ่ายทอดลมปราณหยินหยางบริสุทธิ์เข้าสู่จุดตันเถียนของนางเพื่อช่วยระงับพิษร้าย “ท่านสั่งสอนข้าให้แข็งแกร่ง ให้ยืนหยัดต่อสู้กับฟ้าดิน... ถึงตาข้าบ้างแล้ว ที่จะปกป้องท่านจากความตาย”
มู่หรงเซียนสะดุ้งเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่อยู่ใกล้แค่คืบ แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างหินสะท้อนให้เห็นแววตาที่เด็ดเดี่ยวและมั่นคงของหลี่เฟยหลง แววตาคู่นั้น... ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องนางด้วยชีวิต
หัวใจที่ด้านชาและปิดตายมานานนับร้อยปีของมู่หรงเซียนพลันกระตุกวูบ ความรู้สึกแปลกประหลาดสายหนึ่งไหลทะลักเข้าสู่ห้องหัวใจที่ว่างเปล่า นางอยากจะผลักเขาออกไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่มือของนางกลับไม่มีแรงแม้แต่จะยกขึ้น ทว่าในยามที่ริมฝีปากของทั้งสองเกือบจะสัมผัสกันท่ามกลางกลิ่นอายโลหิตและไอปราณที่วนเวียนอยู่นั้น...
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวจากเบื้องล่างภูเขาเมฆาคล้อยดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันเงียบงัน ม่านค่ายกลป้องกันตำหนักสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนหินผาร้าวราก
หลี่เฟยหลงตวัดสายตาคมกริบมองไปยังประตูทางเข้า ประกายจิตสังหารพวยพุ่งออกจากร่างของเขาทันที พร้อมกับเงาร่างนับสิบที่พุ่งทะยานฝ่าความมืดเข้ามาด้วยความเร็วสูง และหนึ่งในเสียงที่หัวเราะเยาะก้องกังวานขึ้นท่ามกลางราตรีนั้น... กลับเป็นเสียงที่มู่หรงเซียนจำได้แม่นยำยิ่งกว่าสิ่งใด
เสียงของศิษย์ทรยศผู้ที่นางเคยคิดว่าถูกสังหารด้วยมือตนเองไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน!
“อาจารย์... ดูเหมือนว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญ จะมาเร็วกว่าที่พวกเราคิดเสียอีกนะครับ” หลี่เฟยหลงกระซิบเสียงต่ำ พลางค่อยๆ วางร่างของมู่หรงเซียนพิงเสาหินอย่างทะนุถนอม ก่อนจะชักกระบี่หิมะทมิฬออกจากฝัก ประกายคมกระบี่สีครามสว่างวาบขึ้นท่ามกลางเงาจันทร์
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่วิถีเซียนไปด้วยกันในบทนี้ครับ จากใจจริง - เพลิงโอสถสวรรค์
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 6
ความลับใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!