เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 10

รอยร้าวในศิลาเซียน

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
คราบโลหิตสีดำคล้ำบนพื้นศิลาหยกขาวสะท้อนแสงเรืองรองจากเตาหลอมโอสถอัคคีทมิฬ ราวกับรอยมลทินบนดวงดาราที่ไร้ตำหนิ กลิ่นอายปราณหยินหยางที่ปั่นป่วนยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ รุนแรงจนทำให้ผนึกค่ายกลป้องกันตำหนักเมฆาคล้อยสั่นระริก มู่หรงเซียนยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าอ่างหยกชำระวิญญาณ ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทอดสายตามองเด็กหนุ่มที่กำลังหอบหายใจรุนแรงอยู่บนพื้นเบื้องล่าง แววตาของนางเยียบเย็นราวน้ำแข็งพันปี แต่ลึก ภายในซ่อนระลอกคลื่นแห่งความกังวลที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่อาจลบเลือนได้ “เจ้ายังดื้อรั้นเช่นเดิม... หลี่เฟยหลง” น้ำเสียงราบเรียบดุจสายน้ำนิ่งสนิท ทว่ากลับกดดันจนบรรยากาศรอบกายแทบหยุดนิ่ง หลี่เฟยหลงกัดฟันแน่นจนคราบเลือดซึมออกจากมุมปาก เด็กหนุ่มยันกายลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ปราณพิษในร่างเขากำลังกัดกินเส้นชีพจรทุกตารางนิ้ว ทว่าสิ่งที่เจ็บปวดมากกว่าความปวดร้าวทางกาย กลับเป็นสายตาของอาจารย์—สายตาที่มองมาดุจเขากำลังสร้างความหายนะให้แก่สำนัก “ข้าไม่ได้ดื้อรั้น!” หลี่เฟยหลงคำรามลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ “ข้าเพียงต้องการแข็งแกร่งขึ้น! หากข้ายังคงรอคอยความเมตตาจากค่ายกลชำระปราณของท่าน เมื่อไหร่ข้าจึงจะก้าวข้ามขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นเก้าได้? หรือท่านเกรงว่าข้า... ศิษย์ผู้ต่ำต้อยคนนี้ จะมีพลังมากพอที่จะยืนหยัดเคียงข้างท่านได้จริงๆ!” *เพียะ!* เสียงตบะปราณสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงัน มู่หรงเซียนไม่ได้ลงมือด้วยฝ่ามือ ทว่าแรงกดดันจากจิตวิญญาณระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์ของนางกลับซัดร่างของหลี่เฟยหลงกระเด็นไปกระแทกกับเสาหยกสลักลายมังกรอย่างแรง จนกระอักโลหิตสดๆ ออกมาคำโต ทว่า แววตาของมู่หรงเซียนกลับไหววูบไปชั่วพริบตา นางขยับปลายนิ้วเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการยื่นมือออกไปประคอง แต่แล้วความทรงจำอันเลวร้ายในอดีต—ภาพของศิษย์รักอีกคนในคราบเลือดที่ต้องดับสูญเพราะความทะนงตน—ก็พุ่งเข้า โถมทับจนนางต้องกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าสู่เนื้อ “เจ้าเด็กโง่เขลา... เจ้าคิดว่าวิถีแห่งเซียนคือการเอาชีวิตเข้าแลกกับความบ้าคลั่งเช่นนี้หรือ?” มู่หรงเซียนก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้ากระทบพื้นศิลาหนักแน่นดุจเสียงฆ้องสวรรค์ “ปราณพิษหยินหยางในกายเจ้า หากไร้ซึ่ง ‘โอสถสยบมังกร’ คอยกดทับ การที่เจ้าฝืนทะลวงจุดชีพจรเมื่อครู่ ก็ไม่ต่างจากการเดินเข้าสู่เส้นทางสายมาร... ร่างกายนี้เป็นของเจ้าก็จริง แต่ชีวิตที่เจ้าใช้อย่างไม่เห็นคุณค่า... เจ้าเคยนึกถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาหรือไม่?” คำพูดที่เจตนาจะตักเตือนและปกป้อง กลับหลุดออกจากริมฝีปากที่เย็นชาและไร้ความรู้สึกของนาง กลายเป็นวาจาคมกริบที่กรีดแทงหัวใจของเด็กหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน หลี่เฟยหลงเงยหน้าขึ้น หัวเราะหยันให้กับตัวเอง เสียงหัวเราะแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ฮ่าๆๆ... ผลลัพธ์งั้นหรือ? ท่านกลัวว่าข้าจะตายเหมือนศิษย์พี่คนนั้นสินะ!” บรรยากาศในตำหนักพลันดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง มู่หรงเซียนชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่ากลางใจ ชื่อนั้น... นามที่ถูกฝังกลบไว้ในหุบเหวแห่งความทรงจำอันมืดมิดนับร้อยปี บัดนี้ถูกเอ่ยออกมาจากปากของศิษย์ผู้ที่นางอุตส่าห์เก็บมารับเลี้ยง “เจ้าว่าอย่างไรนะ...” สุระเสียงของมู่หรงเซียนเบาหวิว ทว่ากลับเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่พุ่งจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว “ท่านมองข้าเป็นเพียงเงาของใครบางคน!” หลี่เฟยหลงตะโกนลั่น เส้นเลือดที่ลำคอและขมับปูดโปนด้วยความอัดอั้นตันใจ น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลปะปนกับคราบโลหิตบนใบหน้า “ท่านไม่เคยไว้วางใจข้า ท่านเห็นข้าเป็นเพียงเด็กเกเรที่รอวันแว้งกัด ท่านไม่เคยสอนเคล็ดวิชาที่แท้จริง เพราะกลัวว่าข้าจะทรยศท่านเหมือนมันผู้นั้น! ทั้งหมดที่ท่านทำ... มีเพียงการกักขังข้าไว้ในกรงทองแห่งนี้!” ความห่วงใยที่สื่อสารผ่านความเยือกเย็นและความเข้มงวด บัดนี้พังทลายลงไม่เป็นท่า กำแพงแห่งความเข้าใจที่ควรจะแน่นหนา กลับถูกเผาผลาญด้วยเพลิงแห่งความเข้าใจผิดและทิฐิอันแรงกล้าของทั้งสองฝ่าย มู่หรงเซียนหลับตาลงช้าๆ พยายามกดข่มคลื่นอารมณ์ที่ตีรวนในอก นางเป็นถึงปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนรกร้าง ผู้คนนับหมื่นต่างก้มหัวให้ แต่นางกลับไม่รู้วิธีที่จะสื่อสารความห่วงใยกับเด็กหนุ่มผู้ดื้อรั้นคนนี้เลยแม้แต่น้อย “หากเจ้าคิดเช่นนั้น... เจ้าก็จงออกไปจากตำหนักเมฆาคล้อยเสีย” มู่หรงเซียนลืมตาขึ้น แววตาคู่นั้นกลับคืนสู่ความเย็นชาดุจน้ำแข็งอีกครั้ง “ข้าไม่มีศิษย์ที่ไร้ความยับยั้งชั่งใจและไม่รู้จักเคารพกฎเกณฑ์... พรุ่งนี้รุ่งสาง จงเก็บสัมภาระแล้วลงเขาไปซะ” คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจของหลี่เฟยหลง เด็กหนุ่มนิ่งอึ้ง หัวใจหล่นวูบลงสู่หุบเหวไร้ก้นบึง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าอันหนาวเหน็บ “ท่าน... ขับไล่ข้า?” หลี่เฟยหลงพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อหู “ข้าไม่ได้ขับไล่... แต่ข้ากำลังปล่อยให้เจ้าไปเผชิญเส้นทางที่เจ้าเลือกเอง” มู่หรงเซียนหันหลังให้ ราวกับไม่ต้องการทอดสายตามองเด็กหนุ่มอีกต่อไป “ก่อนตะวันลับขอบฟ้า หากเจ้ายังดึงดันจะอยู่ต่อ... จงถือเสียว่าเราตัดขาดความสัมพันธ์อาจารย์ศิษย์กันตั้งแต่วินาทีนี้” นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ร่างระหงเลือนหายไปจากตำหนักหลักในพริบตา ทิ้งให้หลี่เฟยหลงยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายโอสถที่จางหาย ความเงียบงันเข้าปกคลุม ทว่าหัวใจของเด็กหนุ่มกลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาคุกเข่าลงกับพื้นศิลาที่เย็นเฉียบ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อจนโลหิตหยดลงบนพื้นทีละหยด... ทีละหยด... วิถีเซียนที่เขาฝืนลิขิตมาตลอด บัดนี้กำลังจะถูกพรากไปอย่างนั้นหรือ? ไม่... เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้โชคชะตา และจะไม่ยอมก้าวเท้าออกจากที่นี่ในฐานะผู้แพ้เด็ดขาด! หลี่เฟยหลงสูดลมหายใจเข้าลึก หลับตาลงเพื่อโคจรพลังปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมด ทว่า ทันใดนั้นเอง— *ตูมมม!* เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวมาจากยอดเขาเบื้องหลัง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ‘คุกอัคคีบรรพกาล’ สถานที่กักขังอาญาสวรรค์ที่ปิดตายมานานนับพันปี! แสงสีแดงฉานพุ่งทะยานเสียดฟ้า แหวกม่านเมฆหนาทึบจนเกิดเป็นรอยแยกสีดำมืดมิด และก่อนที่หลี่เฟยหลงจะทันได้ตั้งตัว เงาร่างมหึมาอันคุ้นเคยและเต็มไปด้วยกลิ่นอายมารอันชั่วร้ายก็พุ่งทะลวงออกจากรอยแยกนั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่ทำให้ทั่วทั้งเขาเมฆาคล้อยต้องสั่นสะเทือน! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านมรสุมและสายหมอกแห่งวิถีเซียนไปกับตัวละครของผมในบทนี้ครับ - เพลิงโอสถสวรรค์
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ฝืนลิขิตสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%