เสียงลมหายใจผ่อนเข้าออกผ่านแผ่นกรองเสียงของไมโครโฟน Shure SM7B ดังสะท้อนในความเงียบงันของห้องส่งกระจกทึบ แสงไฟสีแดงเข้มตรงป้าย *ON AIR* กะพริบถี่กระชั้นราวกับจังหวะชีพจรที่กำลังเต้นเร้าด้วยความตื่นตระหนก บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้ากรณ์ ข้อความแจ้งเตือนจากระบบรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์เกมระดับโลกพรั่งพรูขึ้นมาเป็นแถบยาวเหยียดราวกับสายฝนดิจิทัล
เส้นสีแดงฉานพาดผ่านแผนที่โลกเสมือนจริง บ่งบอกถึงการถูกเจาะระบบจากกลุ่มแฮกเกอร์นิรนามที่ใช้ชื่อโค้ดเนมว่า *“The Phantom Grid”* และเป้าหมายที่พวกมันประกาศกร้าวผ่านทุกช่องทางสตรีมมิ่งทั่วประเทศในเวลานี้ คือบัญชีผู้ใช้ระดับมาสเตอร์ของ ‘กรณ์เทพ’
“ไอ้บ้าเอ๊ย... เล่นเกมเอาโล่หรือเอาชีวิตวะเนี่ย”
กรณ์สบถเบาๆ ในลำคอ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองตัวเลขโค้ดที่วิ่งผ่านหน้าจอด้วยความเร็วสูง สมองของเซียนเกมระดับฮาร์ดคอร์ประมวลผลสถานการณ์อย่างเยือกเย็น แม้สถานการณ์ภายนอกจะกำลังโกลาหลจนมินาหน้าถอดสี มือเรียวหนายกขึ้นเสยเส้นผมสีเข้มที่รกเคลิงหน้าผากอย่างหงุดหงิด ไม่ใช่เพราะกลัวภัยคุกคามจากพวกสวะโลกีย์หลังจอพวกนั้น แต่เป็นเพราะตารางการจัดรายการวิทยุยามดึกที่เขากำลังนั่งจัดร่วมกับโปรดิวเซอร์สาวคนเก่งต่างหากที่กำลังจะพังไม่เป็นท่า
“ตั้งสติหน่อยครับมินา แค่ระบบโดนแฮก ไม่ได้แปลว่าห้องส่งนี้จะระเบิดเสียหน่อย” กรณ์เอ่ยเสียงเรียบผ่านไมค์ด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าเฉียบขาดจนคนที่กำลังตื่นตระหนกถึงกับชะงัก
“แต่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะกรณ์! พวกมันประกาศชื่อนายท้าทายกลางเน็ตเวิร์กใหญ่ขนาดนั้น อีกไม่เกินสิบนาที ตำรวจไซเบอร์กับกองทัพนักข่าวคงแห่กันมาหน้าสถานีแน่!” มินาละล่ำละลัก เสียงเธอลอดผ่านหูฟังเข้ามาอย่างร้อนรน
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบจะหยดเป็นเลือด ประตูห้องควบคุมด้านนอกก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงร่างโปร่งของพริมโรสในชุดสูทลำลองเข้ารูปก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาของเธอไม่มีความตื่นตระหนกเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเด็ดเดี่ยวที่เฉียบคมราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง
พริมเดินตรงมาที่แผงควบคุมเสียง เธอกดปิดไมค์ของมินาก่อนจะหันมาสบตากรณ์ผ่านกระจกใส แววตานั้นสื่อความหมายชัดเจน—*สถานการณ์อยู่ในการควบคุม*
“มินา ออกไปจัดการเรื่องแถลงการณ์หน้าสถานีและบล็อกไอ피แปลกปลอมที่เข้ามาทางระบบหลักซะ ส่วนทางนี้... รายการสดต้องดำเนินต่อไป” พริมออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่น่าเกรงขาม มินากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนจะพยักหน้ารัวๆ แล้วรีบวิ่งออกไปจากห้องทันที
เมื่อประตูปิดลง เหลือเพียงกรณ์และพริมในพื้นที่ปิดทึบแห่งนี้ ความเงียบงันที่กดดันเข้ามากลับถูกแทนที่ด้วยสนามพลังทางอารมณ์ที่พุ่งเข้าชนกันอย่างดุเดือด กรณ์ถอดหูฟังข้างหนึ่งออกแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มุมปากหยักยกยิ้มหยันตามนิสัยซึนๆ ที่มักจะใช้กลบเกลื่อนความห่วงใย
“ใจกล้าดีนี่โปรดิวเซอร์พริม รู้ไหมว่าการปล่อยให้รายการออนแอร์ต่อ ทั้งที่ผมกำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยระดับชาติ อาจทำให้สถานีนี้โดนสั่งปิดถาวรได้เลยนะ” กรณ์เอ่ยน้ำเสียงยียวน ทว่าดวงตากลับจับจ้องใบหน้าเนียนใสของหญิงสาวไม่วางตา
พริมถอนหายใจเบาๆ เธอโน้มตัวลงมาใกล้กระจกกั้น ก่อนจะกดปุ่มไมค์เฉพาะกิจเพื่อพูดคุยกับเขาโดยตรง น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลขึ้น แต่วาจายังคงคมกริบตามสไตล์
“ถ้าฉันกลัวปัญหา ฉันคงไม่มานั่งยืนหยัดอยู่ตรงนี้กับผู้ชายปากเสียอย่างคุณหรอกค่ะ, กรณ์เทพ... อีกอย่าง ฉันเชื่อมั่นในตัวเซียนเกมอย่างคุณมากกว่าพวกแฮกเกอร์กระจอกๆ พวกนั้นเสียอีก”
คำพูดเรียบง่ายแต่หนักแน่นนั้นทำเอาจังหวะหายใจของกรณ์สะดุดกึก ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาที่สันหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว ผู้ชายที่เคยคุมเกมมาแล้วทั่วโลกอย่างเขา กลับต้องมาเสียอาการให้กับประโยคสั้นๆ ของผู้หญิงคนนี้ทุกทีสิน่า!
*ติ๊ง!*
เสียงสัญญาณเตือนจากระบบโทรศัพท์สายตรงในห้องส่งดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบที่กำลังอบอวลไปด้วยเคมีแปลกประหลาด ไฟสีส้มกระพริบเตือนว่ามีสายเรียกเข้าจากผู้ฟังทางบ้านที่รอต่อสายเข้ามาสดๆ กลางดึกสงัดเช่นนี้
กรณ์ขบกรามแน่นเล็กน้อยเพื่อดึงสติกลับมา เขากดปุ่มรับสายทันทีตามหน้าที่ของดีเจจำเป็น โดยไม่ทันคาดคิดเลยว่า สายแรกในค่ำคืนนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้กำแพงความเย็นชาของเขาสั่นคลอน
“สวัสดีครับ... รายการ ‘ยามดึกกับเซียนเกม’ ครับ เชิญพูดคุยได้เลยครับ” กรณ์ปรับน้ำเสียงให้กลับมานุ่มทุบและน่าฟังตามสไตล์นักพากย์มืออาชีพ
*(เสียงปลายสายเงียบไปชั่วขณะ มีเสียงลมหายใจสั่นเครือและเสียงสะอื้นเบาๆ เล็ดลอดออกมา)*
“เอ่อ... สวัสดีค่ะ...” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นผ่านลำโพง เสียงนั้นสั่นเทาและแหบพร่าราวกับคนไม่ได้นอนมาหลายวัน “คือ... ฉันไม่รู้จะปรึกษาใครแล้วค่ะ... ฉันคบกับแฟนมาสามปี เราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะมาก... แต่... แต่สุดท้ายเขาก็เลือกเดินจากไปเพราะเขารู้สึกว่า... การอยู่กับฉันมันทำให้ชีวิตเขาไม่มีอนาคต”
กรณ์ขมวดคิ้วมุ่นทันที ท่าทีหยอกล้อเมื่อครู่หายวับไปกับตา เมื่อสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แท้จริงจากปลายสาย พริมที่ยืนอยู่ด้านนอกมองเข้ามาด้วยแววตาที่อ่อนลง เธอรู้ดีว่ากรณ์เกลียดความอ่อนแอของคนอื่นที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นพวกใจอ่อนและเกลียดการเห็นใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากที่สุดเช่นกัน
“แล้วคุณคิดว่ายังไงล่ะครับ?” กรณ์เอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไร้ซึ่งความกวนประสาท มีเพียงความนิ่งสงบที่พร้อมจะเป็นที่12ให้คนฟัง “การที่เขาบอกว่าอยู่กับคุณแล้วไม่มีอนาคต... มันคือเหตุผลจริงๆ ของเขา หรือมันเป็นแค่ข้ออ้างของคนที่อยากจะไปจากคุณตั้งแต่แรกแล้วกันแน่?”
ปลายสายสะดื้นโฮออกมาเบาๆ “เขาบอกว่า... เขาเหนื่อยที่จะต้องคอยฉุดฉันขึ้นมาเวลาที่ฉันล้ม... เขาอยากได้คนที่เดินเคียงข้าง ไม่ใช่คนที่ต้องคอยอุ้มชู...”
คำพูดนั้นสะท้อนก้องในห้องส่ง กรณ์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นัยน์ตาคมกริบมองทอดผ่านกระจกไปสบตากับพริมโดยบังเอิญ แววตาของหญิงสาวสะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและเข้าใจอย่างถ่องแท้
“ฟังผมนะ...” กรณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทุบต่ำและจริงจังจนคนฟังทั้งสถานีต้องเงียบเสียงลงเพื่อฟัง “ความรักไม่ใช่การแข่งขันวิ่งมาราธอน ที่ใครวิ่งเร็วกว่าแล้วจะชนะ... แต่มันคือการเดินก้าวไปพร้อมๆ กัน แม้ว่าจะมีคนหนึ่งสะดุดล้มลงไป ถ้าคนที่เดินข้างๆ เลือกที่จะปล่อยมือแล้ววิ่งต่อ... นั่นไม่ใช่เพราะเขาเหนื่อยหรอกครับ... แต่มันเป็นเพราะเขา ‘ไม่เคยรักมากพอ’ ที่จะรอต่างหาก”
บรรยากาศในห้องส่งเงียบสนิทลงทันที พริมเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินมุมมองความรักที่จริงจังและบาดลึกเกินกว่าคาดคิดจากปากของผู้ชายสายฮาร์ดคอร์คนนี้ ประโยคดังกล่าวไม่ได้แค่ปลอบประโลมผู้หญิงปลายสายเท่านั้น แต่มันพุ่งตรงเข้าไปกระแทกหัวใจของโปรดิวเซอร์สาวอย่างจัง
“คุณไม่ต้องไปวิ่งตามคนแบบนั้นหรอกครับ...” กรณ์กล่าวต่อ น้ำเสียงเจือความเยור็นชาเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยพลังปกป้อง “เพราะถ้าเขาเห็นค่าคุณจริงๆ ต่อให้ทางข้างหน้าจะมืดมนแค่ไหน เขาก็จะไม่มีวันปล่อยมือจากคุณเด็ดขาด... จำไว้ครับ”
“ขอบคุณนะคะ... ดีเจกรณ์... ขอบคุณค่ะ” เสียงปลายสายสะอื้นเบาๆ ก่อนจะวางสายไป
กรณ์ถอนหายใจยาวเหยียด เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หน้าจอคอมพิวเตอร์หลักของสถานีก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ข้อความเตือนภัยเรื่องแฮกเกอร์หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยหน้าจอสีดำสนิทที่มีตัวหนังสือสีขาวพุ่งขึ้นมาทีละตัวอย่างช้าๆ
*“เก่งมาก… กรณ์เทพ นายสอนคนอื่นเรื่องความรักได้ดีนี่ แต่… นายแน่ใจเหรอว่าตัวนายเองกำลังกุมมือใครไว้จริงๆ?”*
พริมที่ยืนอยู่หน้ากระจกสะดุ้งสุดตัว เธอรีบหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาจะตะโกนบอกกรณ์ แต่จู่ๆ ไฟฟ้าในห้องส่งทั้งหมดก็ดับวูบลงเหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลัวที่สาดส่องใบหน้าของทั้งคู่ให้ยิ่งดูเย้ายวนและอันตราย
ประบvelการเชื่อมต่อของประตูห้องควบคุมด้านนอกถูกกระชากเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักแน่นของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาในความมืด พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับลงบนกระจกใส—ไม่ใช่รปภ. และรอดพ้นจากระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดได้อย่างไร้ร่องรอย!
กรณ์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ นัยน์ตาดุดันจ้องเขม็งไปที่ความมืดเบื้องหน้า ขณะที่มือข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้าข้อแขนของพริมเข้าหาตัวเพื่อปกป้องตามสัญชาตญาณ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า... ปลายกระบอกปืนเงียบเสียงที่จ่อตรงมายังพวกเขานั้นไม่ได้มาจากคนแปลกหน้า แต่มาจากคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังเงาสลัวนั้นเอง!
“ยินดีต้อนรับสู่เกมรอบสุดท้ายครับ... กรณ์เทพ” เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มกระหายเลือดในความมืด
(โปรดติดตามตอนต่อไปครับ)
***
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของดรากอนไรเดอร์เสมอมานะครับ!
เซียนเกมสายฮาร์ดคอร์กับผู้จัดรายการวิทยุยามดึก•ตอนที่ 3
สายแรกจากผู้ฟังขี้เหงา
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกมสายฮาร์ดคอร์กับผู้จัดรายการวิทยุยามดึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!