"นังสะใภ้ขี้เกียจ! ถ้าพระอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า เจ้าอย่าได้คิดจะเอาเศษข้าวเข้าปาก! งานในนาแถบตะวันออกยังไม่เสร็จสิ้น เจ้าจะมานอนเป็นผีตายซากอยู่ในเรือนนี้ไม่ได้!"
เสียงแหลมสูงดุจมีดกรีดลงบนแผ่นเหล็กดังก้องทะลุเข้ามาในโสตประสาทของไป๋ลี่หลิน ความเจ็บปวดระบมแล่นพล่านไปทั่วร่างราวกับถูกรถบรรทุกสิบแปดล้อเหยียบทับซ้ำๆ เธอพยายามลืมตาขึ้น แต่กลับพบเพียงความมืดมิดที่ปนเปไปกับกลิ่นอับชื้นของฟางเก่าๆ และกลิ่นควันไฟที่อบอวลจนน่าคลื่นไส้
"หุบปากของท่านเสียที... จางชุ่ยหยา"
เสียงแหบพร่าหลุดออกจากลำคอของไป๋ลี่หลินโดยสัญชาตญาณ แม้สมองจะยังประมวลผลไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของศัลยแพทย์มือหนึ่งที่ควรจะอยู่บนเตียงผ่าตัดในกรุงปักกิ่ง แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ฝังลึกในกมลสันดานกลับสั่งให้เธอโต้ตอบทันควัน
แม่ใหญ่จางชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเหี่ยวย่นที่เต็มไปด้วยความริษยาบิดเบี้ยวทันทีเมื่อเห็นสะใภ้รองที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัวนางดุจหนูเห็นแมว บัดนี้กลับยันกายลุกขึ้นนั่ง แววตาคมกริบดุจมีดผ่าตัดคู่นั้นจ้องมองนางอย่างไม่เกรงกลัว
"เจ้า... เจ้าว่าอย่างไรนะ! นังเด็กเหลือขอ กล้าดีอย่างไรมาเรียกชื่อแม่สามี!" แม่ใหญ่จางคว้าไม้เรียวข้างฝาผนังฟาดลงมาอย่างไม่ยั้งมือ
ไป๋ลี่หลินเบี่ยงตัวหลบด้วยความชำนาญ แม้ร่างกายนี้จะอ่อนแอเกินกว่าจะต้านทานแรงมหาศาล แต่ทักษะการเคลื่อนไหวของอดีตแพทย์ที่ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วนยังคงอยู่ เธอคว้าข้อมือเหี่ยวย่นของแม่สามีไว้แน่น แรงบีบที่จุดชีพจรทำให้หญิงแก่ต้องร้องลั่นด้วยความตกใจ
"อย่าได้ลองดีกับข้าอีกครั้ง" ไป๋ลี่หลินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก "ความอดทนของมนุษย์มีขีดจำกัด และตอนนี้... ข้าก็กำลังหิวจนเกือบจะกินหัวคนได้แล้ว ถ้าท่านยังไม่ถอยไป อย่าหาว่าข้าลืมความกตัญญูที่ท่านพร่ำสอนมาตลอดสิบปีเลย"
แม่ใหญ่จางถอยกรูดด้วยความหวาดหวั่น นางมองสะใภ้ที่ดูเปลี่ยนไปราวกับคนละคน แววตาของไป๋ลี่หลินไม่ใช่แววตาของเด็กสาวผู้โง่เขลาอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของนักล่าที่พร้อมจะสังหารทุกคนที่ขวางทาง
หลังจากหญิงชรากึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีออกไป ไป๋ลี่หลินจึงทรุดตัวลงพิงผนังไม้ผุพัง เธอหลับตาลงและสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในจิตใต้สำนึก... 'มิติห้องปรุงยา' ที่เธอใช้มาตลอดชีวิตก่อนตายยังคงอยู่ แต่มันกลับถูกแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่เก็บโอสถทิพย์ที่เธอเคยฝันถึงในตำราโบราณ
ทว่า ความหิวโหยที่เป็นดั่งตัวกระตุ้นสัญชาตญาณสัตว์ป่ากลับพุ่งพล่านจนเธอแทบยืนไม่อยู่ เธอเดินโซเซไปยังครัวหลังบ้านที่ว่างเปล่า มีเพียงหม้อดินใบเล็กที่มีน้ำต้มข้าวจางๆ ราวกับน้ำล้างหม้อวางอยู่
"ยุค 70... ยุคที่อาหารการกินคือสมบัติล้ำค่าเช่นนี้งั้นรึ" ไป๋ลี่หลินแค่นยิ้ม "ดี... ข้าจะพลิกแผ่นดินที่เน่าเฟะแห่งนี้ให้ดู ว่ามือของหมออย่างข้าจะสร้างอะไรขึ้นมาได้บ้าง"
เมื่อตะวันเริ่มคล้อยต่ำ กลิ่นหอมประหลาดที่ไม่อาจนิยามได้เริ่มโชยออกจากครัวบ้านรอง มันไม่ใช่กลิ่นข้าวต้มจางๆ แบบเดิม แต่มันคือกลิ่นของสมุนไพรจีนชั้นดีที่ถูกเคี่ยวจนงวด ผสานกับรสสัมผัสของเครื่องเทศที่ลอยอบอวลไปทั่วทั้งหมู่บ้านจนชาวบ้านต่างหยุดมองมาที่เรือนหลังเก่าด้วยความฉงน
ในขณะที่ไป๋ลี่หลินกำลังหยิบฉวยสมุนไพรล้ำค่าจากมิติลับมาปรุงอาหารเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เสียงฝีเท้าหนักแน่นของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน
มันเป็นเสียงฝีเท้าของชายหนุ่มที่มีอำนาจและพลังอำนาจมากกว่าใครในตำบลนี้... เขาคือเฉินจ้านฮ่าว สามีที่เธอแทบไม่เคยเห็นหน้า เพราะเขาต้องไปประจำการอยู่ที่หน่วยรบแถวหน้า และในวินาทีที่เขาก้าวพ้นธรณีประตู สายตาคมกริบของเขาก็จ้องมองมาที่ร่างบางในครัวด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
"เจ้า... ไม่ใช่ไป๋ลี่หลินที่ข้าจากมา" เขากล่าวเสียงต่ำ บรรยากาศรอบตัวเริ่มตึงเครียดจนลมหายใจแทบหยุดชะงัก พร้อมกับมือหนาที่คว้าข้อมือของเธอไว้แน่นก่อนจะดึงเข้าหาตัวจนแผ่นหลังของเธอแนบชิดกับแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายดินปืนและหยาดเหงื่อ!
หลินฮวายุคปฏิรูปหวังว่าบทเปิดตัวนี้จะทำให้รี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นไปกับก้าวแรกของไป๋ลี่หลินนะคะ!
สืบสานตำรับโอสถทิพย์ กับภริยานายทหารผู้พลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 1
เสียงคำรามในยามรุ่งสาง
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบสานตำรับโอสถทิพย์ กับภริยานายทหารผู้พลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
