เสียงฟ้าคำรามครืนใหญ่สะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นสองเสี่ยง สายฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาจากฟากฟ้าดั่งม่านน้ำตกสีเทาทึบ บดบังทัศนียภาพรอบเรือนไม้ไผ่หลังน้อยจนแทบมองไม่เห็นแนวรั้วสวนผัก
ภายในห้องครัวที่อบอวลไปด้วยไอความร้อนจากเตาถ่าน หลินซูเยว่ยังคงยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าทางที่เพิ่งผลักร่างสูงโปร่งของบุรุษปริศนาออกเบาๆ ใบหน้าหวานล้ำขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววระแวดระวังระคนประหลาดใจ นางไม่คาดคิดเลยว่าบุรุษผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลอย่างฉีจวินหวัง จะมาปรากฏตัวหลบฝนอยู่ในเรือนครัวของนางยามวิกาลเช่นนี้แถมยังเอާމารยาทการเกี้ยวพาราสีมาใช้ในยามคับขันได้อย่างหน้าตาเฉย
"ท่านจวินหวัง..." ซูเยว่เอ่ยเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบมองสำรวจร่างกายของอีกฝ่ายที่เปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำฝน เส้นผมสีดำสนิทลู่แนบกับกรอบหน้าคมคายหยาดหยดลงมาตามสันจมูกโด่งเป็นสัน แม้สภาพจะดูเยินเยินเล็กน้อยจากการฝ่าพายุฝนมา แต่รัศมีเย่อหยิ่งและสูงส่งกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย "ที่นี่ไม่ใช่โรงเตี๊ยม หากท่านต้องการที่หลบฝนและหาความสำราญ เกรงว่าท่านคงมาผิดที่แล้วกระมังคะ"
ฉีจวินหวังหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบของปีศาจยามค่ำคืน เขาไม่ได้ถอยหลังหนีแม้แต่น้อย กลับก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวนางอีกครึ่งก้าว กลิ่นอายบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นฝนและกลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาโชยเข้าเตะจมูก ซูเยว่ถึงกับต้องผถงตัวถอยหลังไปพิงขอบโต๊ะไม้โดยอัตโนมัติ
"โรงเตี๊ยมในอำเภอไม่มีอาหารจานใดเทียบเท่าฝีมือของแม่นางหลินได้หรอกค่ะ... อีกอย่าง ข้าไม่ได้มาเพื่อหาความสำราญ แต่ข้ามาเพราะ..." ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นทอดมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างขัดเคือง ก่อนจะเลื่อนขึ้นประสานสายตากับดวงตาคู่สวย "เพราะกลิ่นหอมของซุปเห็ดป่าตุ๋นโสมที่ลอยไปไกลถึงสามลี้ต่างหากเล่า"
ซูเยว่แค่น 1 ครั้งในลำคอ นางรู้ดีว่าคนผู้นี้ลิ้นไร้รสสัมผัส อาหารรสเลิศแค่ไหนผ่านปากเขาไปก็มีค่าไม่ต่างจากเคี้ยวขี้เลื่อย แล้วเหตุใดจึงยังดึงดันวิ่งตากฝนมาถึงเรือนหลังนี้เพื่อกินอาหารของนางเล่า?
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ต่อปากต่อคำ สายฝนด้านนอกก็โหมกระหน่ำรุนแรงยิ่งขึ้นจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงกิ่งไม้หักโค่นและกระแสลมที่พัดกระโชกจนหน้าต่างไม้ไผ่ตีกับวงกบดังปังๆๆ ฉีจวินหวังขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเอื้อมมือหนาออกไปผลักบานหน้าต่างให้ปิดสนิทอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
"พายุใหญ่เช่นนี้ ทางเข้าหมู่บ้านคงถูกน้ำป่าตัดขาดไปแล้ว เจ้าจะไล่แขกผู้มีเกียรติอย่างข้าออกไปตากฝนข้างนอกจริงๆ หรือ รังแต่จะใจร้ายไปหน่อยกระมัง ภรรยา?" ประโยคสุดท้ายเขาจงใจลดเสียงให้พร่าต่ำลง พร้อมกับโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนซูเยว่รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปัดป่าวอยู่ข้างแก้ม
"ใครเป็นภรรยาของท่านกัน อย่ามาพูดจาเหลวไหลนะคะ!" ซูเยว่ตวัดเสียงใส่พลางใช้มือผลักอกแกร่งของเขาออกเบาๆ ทว่าสัมผัสได้ถึงมัดกล้ามเนื้อแน่นขนัดใต้ร่มผ้าเปียกชื้นราวกับกำแพงเหล็ก ทำให้นางต้องรีบชักมือกลับแทบไม่ทัน พวงแก้มเนียนนวลเห่อร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไอความร้อนจากเตาไฟ หรือเพราะความใกล้ชิดที่เกินงามนี้กันแน่
ฉีจวินหวังยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่หาดูได้ยาก เขายอมถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวเพื่อไว้ระยะห่างอย่างสุภาพบุรุษ (ที่หน้าไม่อายในเวลาเดียวกัน) "เอาล่ะ ข้าไม่ล้อเล่นกับเจ้าแล้ว... ความจริงคือ ข้ามีเรื่องเจรจาธุรกิจกับเจ้า และในเมื่อฟ้าดินเป็นใจให้เราติดอยู่ในเรือนนี้ด้วยกันแล้ว ข้าคิดว่าเราควรใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์"
ธุรกิจ? ซูเยว่หรี่ตามองเขาอย่างพิจารณา สมองอันปราดเปรื่องเริ่มหมุนติ้ว นางรู้ว่าฉีจวินหวังผู้นี้กุมอำนาจการค้าครึ่งหนึ่งในเมืองหลวง หากเขาเอ่ยปากเรื่องธุรกิจ ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน
"เรื่องธุรกิจอันใด ว่ามาสิคะ" นางสะบัดหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย พยายามดึงความมั่นใจกลับคืนมา ก่อนจะเดินเลี่ยงไปตักน้ำซุปเห็ดป่าตุ๋นโสมร้อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วยวนใจใส่ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีนวลควันฉุย กลิ่นหอมละมุนของสมุนไพรป่าผสมผสานกับความหวานกลมกล่อมของเห็ดหายากที่นางแอบดึงออกมาจากมิติลับ ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัวทันที
ฉีจวินหวังมองตามร่างบางที่กำลังงגתอยู่กับการจัดเตรียมอาหารด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ แววตาของเขามีความซับซ้อนบางอย่างซ่อนอยู่ ตั้งแต่เกิดมาจนอายุเข้าสู่วัยฉกรรจ์ ลิ้นของเขาไม่เคยรับรู้รสชาติใดๆ บนโลกใบนี้มานานนับสปีด อาหารรสเลิศจากเชฟหลวงหรือภัตตาคารอันดับหนึ่งล้วนเป็นเพียงเศษผงไร้รสชาติสำหรับเขา จนกระทั่งวันที่เขาได้บังเอิญลิ้มลองผลไม้ในสวนของสตรีผู้นี้... วันนั้น กำแพงความด้านชาที่ปิดตายลิ้นของเขามาตลอดชีวิตกลับสั่นคลอนอย่างรุนแรง!
ซูเยว่ตักซุปเสร็จก็วางถ้วยกระเบื้องลงบนโต๊ะไม้ไผ่ตรงหน้าเขา เสียงช้อนกระทบขอบถ้วยเบาๆ ดึงสติของฉีจวินหวังให้กลับคืนมา
"กินเสียสิคะ" นางเอ่ยเสียงเรียบ แม้จะยังเคืองๆ ท่าทีรุ่มร่ามของเขาอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่ใช่คนใจดำที่จะปล่อยให้คนมาหลบฝนอด2ข้าวตายคาเรือน "นี่คือซุปเห็ดป่าตุ๋นโสมป่าอายุร้อยปี แม้ข้าจะไม่รู้ว่าลิ้นไร้รสสัมผัสของท่านจะรับรู้อะไรได้บ้าง แต่อย่างน้อยฤทธิ์ร้อนของโสมก็น่าจะช่วยให้เลือดลมในกายของท่านเดินสะดวกขึ้น หลังจากตากฝนมาจนตัวสั่นเทาเช่นนี้"
ฉีจวินหวังก้มมองถ้วยซุปตรงหน้า ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมที่เตะเข้าจมูกอย่างจัง กลิ่นหอมนี้ช่างแปลกประหลาดนัก มันไม่ใช่กลิ่นเครื่องเทศฉุนกึก แต่เป็นกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นราวกับผืนป่าหลังฝนตก ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไม่ใช่กลิ่นหอม... แต่เป็นความห่วงใยที่แฝงมากับคำพูดเชือดเฉือนของสตรีตรงต่างหาก
เขายกช้อนกระเบื้องขึ้นมาตักน้ำซุปสีอำพันใสขึ้นจิบช้าๆ
ในเสี้ยววินาทีที่ของเหลวอุ่นร้อนสัมผัสกับปลายลิ้น ดวงตาคมกريบของฉีจวินหวังเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายทั้งร่างแข็งค้างไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึก ความมืดมิดและไร้รสชาติที่เกาะกุมต่อมรับรสของเขามานานนับสิบปี ราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางใจ!
ความหวานละมุนธรรมชาติ ความกลมกล่อมล้ำลึก และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากปลายลิ้นลามไปทั่วช่องปากจนถึงขั้วหัวใจ มันไม่ใช่แค่รสชาติ... แต่มันคือ "ความมีชีวิตชีวา"
ฉีจวินหวังเงยหน้าขึ้นสบตากับหลินซูเยว่ทันที แววตาที่ทอดมองนางในยามนี้ไม่ได้มีเพียงความเจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นเมื่อครู่ หากแต่เต็มไปด้วยความโหยหา ความตะลึงงัน และประกายไฟบางอย่างที่ลุกโชนขึ้นอย่างน่ากลัว
ซูเยว่ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขา นางถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณเมื่อเห็นรอยยิ้มประหลาดผุดขึ้นบนริมฝีปากของบุรุษตรงหน้า
"ดูท่าทาง... ข้าคงต้องจ่ายค่าตอบแทนให้สตรีที่กำกุญแจไขลิ้นของข้าไว้ในกำมือคนนี้แพงหน่อยเสียแล้วสิครับ..." ฉีจวินหวังกระซิบเสียงพร่า แววตาพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์เหนือคำบรรยาย
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังระอุและหัวใจของซูเยว่เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะอยู่นั้นเอง
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงทุบประตูด้านนอกเรือนดังขึ้นอย่างรุนแรงและเร่งรีบ ตามมาด้วยเสียงตะโกนโวยวายของหญิงแก่ที่ซูเยว่คุ้นเคยดีจนอยากจะเอาไม้กวาดไล่ตี "หลินซูเยว่! อีตัวดี! ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ในนั้น เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้! อย่าคิดว่าฝนตกพายุเข้าแล้วจะหนีพ้นความผิดที่เจ้าไปขโมยของบ้านรองมานะ!"
เสียงนั้นคือเสียงของ "นางโฉว" แม่สามีใจร้ายของร่างเดิม ที่ตามรังควานไม่เลิกราแม้ในยามพายุโหมกระหน่ำ!
ซูเยว่หน้าเปลี่ยนสีทันที นางหันขวับไปมองประตูหน้าบ้านสลับกับฉีจวินหวังที่ยังคงนั่งจิบซุปนิ่งๆ ด้วยใบหน้าไร้ความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับเสียงฟ้าร้องหรือเสียงผีโขยงข้างนอกเป็นเพียงเรื่องตลกไร้สาระ
ฉีจวินหวังวางช้อนลงกระทบถ้วยเบาๆ เขายกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น ก่อนจะเอื้อมมือมาคว้าปลายนิ้วเรียวของซูเยว่มากุมไว้แน่นอย่างถือวิสาสะ พร้อมกับกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"ดูเหมือนว่า... จะมีคนมาขัดจังหวะความสุขของเราสินะ ให้ข้าจัดการแทนเจ้าดีไหม... ภรรยา?"
[ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกท่านที่อยู่เคียงข้าง "สวนส้มปลายฟ้า" มาจนถึงตอนนี้ แล้วมาลุ้นบทลงทัณฑ์คนน่ารังเกียจไปด้วยกันในตอนหน้านะคะ!]
เซียนเกษตรผู้มากับฝน กับคุณชายผู้มั่งคั่งแต่ไร้รสสัมผัส•ตอนที่ 3
รสชาติที่หายไปของคนแปลกหน้า
ผลงานโดย สวนส้มปลายฟ้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สวนส้มปลายฟ้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกษตรผู้มากับฝน กับคุณชายผู้มั่งคั่งแต่ไร้รสสัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!