“ถ้าพวกท่านยังไม่เลิกส่งเสียงโวยวายหน้ารั้วบ้านฉัน เกรงว่าฉันคงต้องเอา ‘น้ำล้างผัก’ หมักสามวันถังนั้นมารดไล่แมลงวันแถวนี้เสียหน่อยแล้วค่ะ”
น้ำเสียงหวานใสทว่าเย็นเยียบดังขึ้นจากบริเวณลานบ้าน หลินซูฮานในชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน ก้าวเท้าช้าๆ ออกมาจากห้องครัว มือเรียวบางข้างหนึ่งกำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดคราบแป้งสาลีจางๆ ที่เปื้อนอยู่บนปลายนิ้วอย่างใจเย็น ดวงตากลมโตคู่สวยไม่ได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความรำคาญใจที่ฉายชัดราวกับกำลังมองฝูงแมลงหวี่น่ารำคาญใจกลุ่มใหญ่
หน้าประตูรั้วไม้ไผ่ที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับเนืองแน่นไปด้วยผู้คน กลุ่มคนเหล่านั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบรรดาเครือญาติฝ่ายสามีของนาง—ตระกูลลู่สายรองจากหมู่บ้านข้างเคียง ที่เมื่อก่อนยามที่ครอบครัวของพวกเขาตกต่ำถึงขีดสุด ไม่เคยมีใครโผล่หัวมามองแม้แต่หางตา ซ้ำยังเคยพูดจาดูถูกเหยียดหยามว่าลู่จ้านกั๋วเป็นเพียงทหารพิการไร้อนาคต และนางเป็นแค่หญิงสาวเจ้าสำอางที่ทำอะไรไม่เป็น
ทว่าวันนี้ ภาพเหล่านั้นกลับตาลปัตร
“ซูฮาน... หลานสะใภ้รอง!” ป้าสะใภ้ใหญ่ลู่ ผู้มีใบหน้าอวบอิ่มและรอยยิ้มจอมปลอมละม้ายคล้ายจิ้งจอก รีบดันตัวเข้ามาใกล้รั้วพร้อมกับส่งเสียงร้องเรียกด้วยความสนิทสนมจนน่าขนลุก ในมือของนางหอบห่อผ้าเก่าๆ ที่ข้างในเดาได้ไม่ยากว่าคงมีมันเทศแห้งขึ้นราอยู่ไม่กี่หัว “พวกเราได้ยินข่าวว่าบ้านของพวกเธอค้าขายร่ำรวย แถมยังมีฝีมือทำอาหารจนคนยกย่อง ทั้งสองครอบครัวเราสายเลือดเดียวกัน ไยต้องทำห่างเหินเช่นนี้เล่า วันนี้ป้ากับบรรดาอาและพี่ชายของพวกเธอตั้งใจมาเยี่ยมเยียนด้วยความคิดถึงเชียวล่ะ”
คิดถึง? คิดถึงเงินในกระเป๋าของฉันเสียมากกว่ากระมังคะ!
หลินซูฮานแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ นางไม่ได้เชิญคนพวกนี้ให้เข้ามาข้างใน ปล่อยให้พวกเขายืนหน้าแตกอยู่หลังรั้วไม้ไผ่ที่นางเพิ่งซ่อมแซมใหม่เมื่อสัปดาห์ก่อน สายตากวาดมองสำรวจแต่ละคนอย่างพิจารณา—ลุงรองลู่ที่ยืนกอดอกทำทีเป็นผู้ใหญ่ใจดีแต่สายตาโลภโมสั่นเหลือบมองไปทางห้องเก็บฟืนที่มีกลิ่นหอมของแป้งและน้ำตาลลอยออกมาจางๆ ไหนจะลูกพี่ลูกน้องอีกสามคนที่ทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็น จ้องมองซูเปอร์มาร์เก็ตมิติลับในจินตนาการของพวกเขาว่าซ่อนสมบัติอะไรไว้บ้าง
“ความคิดถึงของพวกท่านนี่ช่างราคาถูกเสียจริงนะคะ” ซูฮานกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา นางเดินเข้าไปใกล้รั้วอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันงาและแป้งทอดที่นางเพิ่งทำเสร็จลอยกรุ่นออกมาจากตัว ทำเอาบรรดาญาติห่างๆ ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื๊อก
“เจ้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร ซูฮาน!” ลุงรองลู่ทนความอวดดีของหญิงสาวไม่ไหว ออกโรงทำเสียงเข้มใส่ทันที “พวกเราเป็นผู้ใหญ่ เป็นญาติผู้พี่ของสามีเธอ ย่อมมีสิทธิ์ตักเตือนสั่งสอน เมื่อก่อนตอนที่พวกเธอขัดสน ใครกันล่ะที่เคยเกือบจะแบ่งข้าวสารให้? ตอนนี้พวกเธอรวยแล้ว ปีกกล้าขาแข็ง ลืมแม้กระทั่งรากเหง้าของตระกูลลู่แล้วหรือไง!”
“รากเหง้า?” ซูฮานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาดุดันขึ้นมาวูบหนึ่งจนลุงรองลู่เผลอถอยหลังไปครึ่งก้าว “ตอนที่สามีฉันบาดเจ็บกลับมาจากชายแดน แทบไม่มีเงินซื้อแม้แต่ยาประทังชีวิต พวกท่านอยู่ที่ไหนคะ? ตอนที่ฉันต้องหอบห่อผ้าเดินไปยืมแป้งบ้านอื่นจนเขาไล่ตะเพิด พวกท่านเคยส่งข้าวสารมาให้สักเม็ดไหม? อย่ามาพูดคำว่า ‘รากเหง้า’ กับฉันเลยค่ะ เพราะตระกูลลู่สายหลักที่พวกท่านเหยียบย่ำเมื่อหลายปีก่อน ได้ตายไปพร้อมกับความใจร้ายของพวกท่านหมดแล้ว!”
บรรยากาศหน้าประตูรั้วเงียบกริบลงทันที บรรดาญาติที่เคยส่งเสียงเจี๊ยวจ้าวต่างหน้าชาเป็นแถบ ไม่คิดว่าหญิงสาวที่เคยอ่อนแอและยอมคนในอดีต จะมีวาจาคมกริบราวกับใบมีดโกนเช่นนี้
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดและไร้ทางออกสำหรับฝั่งผู้มาเยือนนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิร์ตสีเขียวเข้มพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นมัดกล้ามเนื้อทรงพลังก็ก้าวออกมาจากตัวบ้าน ลู่จ้านกั๋วยืนนิ่งสงบอยู่ด้านหลังภรรยา ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงตาสีนิลคมกริบทอดมองไปยังบรรดาญาติห่างๆ ด้วยรัศมีกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจนทุกคนต้องห่อไหล่
นายทหารปลดประจำการผู้นี้ แม้จะไม่ได้เอวาจาขู่ ญี่ปุ่น แต่เพียงแค่ยืนนิ่งๆ อยู่เคียงข้างภรรยา ก็ราวกับภูเขาหินผาที่ไม่มีใครกล้าปีนป่ายแล้ว
“ถ้าไม่มีธุระอะไรสำคัญ เชิญกลับไปเสียเถอะครับ” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่เฉียบขาด “บ้านหลังนี้ไม่มีส่วนบุญส่วนทานอะไรจะแจกให้ใคร และผมก็ไม่ชอบให้ใครมาส่งเสียงดังรบกวนภรรยาของผมพักผ่อน”
ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าเสียยิ่งกว่าเดิม นางพยายามฝืนยิ้มแห้งๆ ส่งสายตาอ้อนวอนไปทางหลู่จ้านกั๋ว “จ้านกั๋ว... หลานพูดแบบนี้ได้ยังไง พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ หลานชาย... ป้าแค่อยากจะมาคุยเรื่องสูตรอาหารที่เธอทำขายในตลาดหน่อย เผื่อว่าตระกูลเราจะช่วยกันทำ จะได้ลืมตาอ้าปากได้ด้วยกันทั้งหมด ไม่ดีหรือไง?”
อ้อ... หางโผล่เสียทีนะคะ! ที่แท้ก็มาเพื่อจะปล้นสูตรอาหารทำมาหากินของนางนี่เอง
ซูฮานแอบยิ้มเยาะในใจ นางกำลังจะอ้าปากตอกกลับให้หน้าหงายไปเสียให้เข็ด ทว่าก่อนที่คำพูดประชดประชันจะหลุดออกจากริมฝีปาก เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายของคนกลุ่มใหม่ก็ดังแทรกขึ้นมาจากสุดทางเดินหมู่บ้านเสียก่อน
“หลินซูฮาน! อยู่บ้านหรือไม่! แย่แล้ว... เกิดเรื่องใหญ่ที่ตลาดอำเภอแล้ว!”
ร่างของชายหนุ่มผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านวิ่งหน้าตั้งกระหืดกระหอบเข้ามาหยุดหอบหายใจอยู่หน้าบ้านของพวกเขา ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ซูฮานใจกระตุกวูบ ลู่จ้านกั๋วขมวดคิ้วมุ่นทันที
“เกิดอะไรขึ้น?” ลู่จ้านกั๋วเอ่ยถามเสียงเข้ม
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะชี้มือไปทางตลาดอำเภอแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของสองสามีภรรยาเย็นเฉียบ
“ซูเปอร์มาร์เก็ต... ซูเปอร์มาร์เก็ตในความดูแลของเธอกลางตลาด ถูกเจ้าหน้าที่จากกรมการค้าและสารวัตรทหารบุกเข้าปิดประกาศยึดทรัพย์และจับกุมคนงานแล้ว! พวกเขาบอกว่าเธอ... มีความผิดฐาน ‘ค้ากำไรเกินควรและลักลอบนำเข้าสินค้าต้องห้ามจากต่างประเทศ’!”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และตื่นเต้นไปกับรสชาติชีวิตของหลินซูฮานในบทนี้ด้วยนะคะ! — หลินฮวายุคปฏิรูป
ซูเปอร์มาร์เก็ตมิติยุค 70: แม่ครัวยอดฝีมือป่วนหมู่บ้านตระกูลหลี่•ตอนที่ 45
ญาติห่างๆ โผล่มาขอส่วนบุญ
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ซูเปอร์มาร์เก็ตมิติยุค 70: แม่ครัวยอดฝีมือป่วนหมู่บ้านตระกูลหลี่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!