“ถ้าคุณยังยืนกรานจะใช้เสาประดับบ้าๆ นี่รับน้ำหนักโครงสร้าง ผมบอกไว้ก่อนเลยนะว่าตึกนี้จะถล่มลงมาทับหัวคนตายห่ากันหมดก่อนที่พวกคุณจะได้เซ็นรับมอบงานเสียอีก”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดระคนเย่อหยิ่งดังขึ้นก้องห้องประชุมกระจกใส V.I.P ชั้นสี่สิบของตึกบริษัทออกแบบชื่อดัง แรงกระแทกจากการวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะไม้โอ๊กราคาแพงทำให้กาแฟในแก้วกระเบื้องเคลือบสั่นไหวเล็กน้อย
ธันวา สถาปนิกรุ่นใหม่ไฟแรงและเป็นเจ้าของโปรเจกต์ดีไซน์ห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ ขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาดูลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความโมโห เขาส่งเสียง ‘หึ’ ในลำคออย่างเหลืออด ก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูงเพื่อเผชิญหน้ากับไอ้ ‘วิศวกรหน้าตาย’ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม
“โครงสร้างเสานั้นมันไม่ได้บ้าครับคุณเพลิงกัลป์ แต่มันคือหัวใจหลักของคอนเซปต์ ‘Organic Flow’ ที่จะทำให้ตึกนี้ฉีกกฎความน่าเบื่อเดิมๆ ที่พวกวิศวกรหัวโบราณอย่างคุณมองไม่เห็นต่างหาก” ธันวาเน้นเสียงทีละคำอย่างจงใจยั่วโมโห ดวงตากลมโตจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความท้าทาย ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
เพลิงกัลป์ วิศวกรโครงสร้างหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเนียบและไร้ความปรานีที่สุดในวงการ ปรายตามองคนตัวบางกว่าด้วยแว่นสายตากรอบทองที่สะท้อนแสงไฟนีออน เขายังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน ต่างกันตรงมุมปากหยักลึกที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน ความนิ่งสงบของอีกฝ่ายยิ่งทำให้ธันวาอยากจะคว้าแฟ้มฟาดหน้าผากหนาๆ นั่นสักที
“หัวใจหลักเหรอครับ? ผมนึกว่ามันคือความเพ้อฝันของเด็กอมมือที่เรียนจบมาด้วยเกรดนิยม แต่สมองกลับเต็มไปด้วยก้อนเมฆและจินตนาการไร้สาระเสียอีก” เพลิงกัลป์เอ่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงกระดูกดำ “ตึกไม่ได้สร้างด้วยความโรแมนติกนะธันวา มันสร้างด้วยคอนกรีต เหล็ก และแรงโน้มถ่วง ถ้าคุณออกแบบให้มันฝืนธรรมชาติ สุดท้ายธรรมชาติก็จะลงโทษพวกเราเอง”
“คุณ!” ธันวาพุ่งมือไปยันขอบโต๊ะ โน้มตัวเข้าหาอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติเมื่อความอดทนขาดผึ้ง “ปากจัดแบบนี้ สมควรแล้วล่ะที่แฟนเก่าถึงได้หนีไปซบอกผู้ชายคนอื่น เพราะความเย็นชาและไร้หัวใจของคุณมันคงทำให้ชีวิตเขาเฉาตายคาอกไปแล้ว!”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศในห้องประชุมที่อึมครึมอยู่แล้วก็ดิ่งวูบลงราวกับติดลบ ทันทีที่คำว่า ‘แฟนเก่า’ หลุดจากปากของธันวา รอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้าของเพลิงกัลป์ก็มลายหายไปในพริบตา ดวงตาคู่คมที่เคยเรียบนิ่งแปรเปลี่ยนเป็นความมืดสนิทที่น่ากลัว ร่างสูงใหญ่ของวิศวกรหนุ่มลุกขึ้นยืนช้าๆ แต่ทรงพลัง กดดันให้ธันวาต้องชะงักและเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืนทน แม้ปากจะเก่งแค่ไหน แต่สัญชาตญาณดิบกำลังเตือนภัยสีแดงฉานว่าเขากำลังล้ำเส้นเข้าสู่เขตอันตราย
เพลิงกัลป์ก้าวช้าๆ อ้อมโต๊ะประชุมยาวมาหยุดยืนประชิดตัวธันวา ร่างสูงโปร่งของสถาปนิกหนุ่มถูกบดบังด้วยเงาร่างที่ใหญ่โตกว่า กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยแตะจมูก ยิ่งทำให้ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนน่าอึดอัด ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย พยายามฝืนทำเป็นใจดีสู้เสือ แม้หัวใจจะเต้นรัวเร็วจนน่ารำคาญด้วยความตื่นตระหนก
“ปากดีแบบนี้… น่าจับมาดัดนิสัยให้เข็ดเสียจริง” เพลิงกัลป์โน้มใบหน้าลงมา กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟันชิดริมหูของคนตรงข้าม จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอขาวทำเอาธันวาขนลุกซู่ “จำเอาไว้ธันวา โปรเจกต์นี้คุณไม่มีสิทธิ์เลือก และคุณจะต้องแก้แบบทั้งหมดตามที่ผมสั่ง ไม่อย่างนั้น… ผมนี่แหละจะทำให้คุณไม่มีที่ยืนในวงการนี้อีกเลย”
“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งผม!” ธันวาเถียงกลับทันควัน ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความโกรธระคนเคืองใจที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขาดันอกแกร่งของเพลิงกัลป์ออกห่าง ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีทีท่าจะขยับเขยื้อน ซ้ำยังเอื้อมมือหนามาคว้าข้อมือบางของเขาไว้แน่นด้วยแรงบีบที่พอเหมาะ ไม่เจ็บจนเกินไปแต่ก็ไม่มีทางสะบัดหลุด
จังหวะที่ทั้งสองกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันด้วยสายตาที่เชือดเฉือนและแรงอารมณ์ที่คุกรุ่นจนแทบจะระเบิด เสียงเคาะประตูก็กระแทกเข้ามาขัดจังหวะสามครั้งสั้นๆ ตามมารยาท ก่อนที่บานประตูห้องประชุมจะถูกผลักเปิดออกโดยผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการ
“ขอโทษที่ขัดจังหวะครับคุณเพลิงกัลป์ คุณธันวา…” เสียงนั้นชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของคนทั้งคู่ที่ยืนแนบชิดกันจนเกือบจะสิงร่าง ธันวารีบสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเพลิงกัลป์ทันที ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความกระอักกระอ่วนใจที่ถูกจับภาพความรุนแรง (และชวนเข้าใจผิด) เมื่อครู่ได้คาตา
ผู้จัดการฝ่ายบริหารส่งยิ้มแห้งๆ ออกมา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาธันวาแทบอยากจะทรุดลงไปกองกับพื้นห้อง
“พอดีทางท่านประธานใหญ่เพิ่งโทรมาแจ้งด่วนครับ… เพื่อให้โปรเจกต์นี้ผ่านไปได้ด้วยดีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ท่านจึงมีคำสั่งเด็ดขาดว่า เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป… คุณธันวาและคุณเพลิงกัลป์ ต้องย้ายเข้าไปเก็บตัวทำงานร่วมกันที่ ‘เพนต์เฮาส์ส่วนตัว’ ของโครงการ เป็นเวลาสามเดือนเต็มจนกว่าแบบจะเสร็จสมบูรณ์ครับ”
ธันวาเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับคำสั่งมหาภัยที่ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
สามเดือน? ในเพนต์เฮาส์ส่วนตัว? กับไอ้ผู้ชายปากปีจอคนนี้นะเนี่ย!?
ธันวาหันขวับกลับไปมองหน้าเพลิงกัลป์ทันที ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับไม่ใช่ความตกใจ แต่มันคือรอยยิ้มมุมปากร้ายกาจที่ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับดวงตาพราวระยับที่มองมายังเขา ราวกับสิงโตเจ้าเล่ห์กำลังมองเหยื่อชิ้นโอชะที่เดินเข้ามาติดกับดักด้วยความเต็มใจ
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนแรกนี้นะครับ หวังว่าจะชื่นชอบความเดือดและเคมีระอุของทั้งคู่ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
เซฟโซนที่ชื่อว่าศัตรูตัวฉกาจ•ตอนที่ 1
โปรเจกต์นรกกับคนที่ไม่อยากเจอ
ผลงานโดย ดาร์กไนท์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาร์กไนท์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ชื่อว่าศัตรูตัวฉกาจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
