กลิ่นคาวสนิมเหล็กอบอวลอยู่ในลำคอ กวินทร์กระชากตัวลุกขึ้นจากเตียง หัวใจของเขาเต้นรัวแรงราวกับเพิ่งวิ่งหนีจากสมรภูมิ ภาพสุดท้ายในห้วงนิทรา—โถงทางเดินโอ่โถงที่ผนังปูนกะเทาะเผยให้เห็นอิฐแดงเก่าคร่ำ คฤหาสน์หลังนั้นที่เขาไม่เคยรู้จัก แต่มันกลับแจ่มชัดในความทรงจำราวกับเขาเพิ่งเดินเหยียบเศษแก้วบนพื้นไม้ปาร์เกต์ที่ผุพังเมื่อครู่นี้เอง
เขายกมือขึ้นลูบหน้า เหงื่อเย็นเยียบซึมตามไรผม นิ้วมือสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะไปหยุดอยู่ที่กระจกเงาบานใหญ่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
ชายในกระจกดูเหมือนคนแปลกหน้า ดวงตาที่เคยคมกล้าบัดนี้ว่างเปล่าและลึกโหล เหมือนมีใครบางคนขุดเอาส่วนหนึ่งของตัวตนเขาออกไปแล้วทิ้งรอยโหว่ไว้แทนที่ กวินทร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตานั้น พยายามเค้นความทรงจำที่หายไปห้าปีจากอุบัติเหตุครั้งนั้น แต่มันกลับเป็นเพียงความมืดมิดที่ปั่นป่วน ราวกับพายุหมุนที่ซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้
“นายยังฝันเห็นมันอีกสินะ”
เสียงเรียบนิ่งดังขึ้นจากมุมห้อง รินรดายืนกอดอกพิงกรอบประตู แสงสลัวจากไฟข้างทางลอดผ่านม่านเข้ามาเพียงครึ่งหนึ่ง ทาบเงาของเธอให้ดูสูงยาวผิดปกติ ดวงตาคู่นั้นของเธอ... มันไม่ได้มีความห่วงใยเจือปนอยู่เลย แต่มันคือการเฝ้ามอง—การเฝ้ามองในฐานะผู้คุมกฎ
กวินทร์ไม่หันไปมอง เขาขยับใบหน้าเข้าใกล้กระจกมากขึ้น สังเกตเห็นรอยขีดข่วนจางๆ บนแก้วกระจกที่ดูเหมือนรอยเล็บ “มันไม่ใช่แค่ความฝัน ริน... กลิ่นสนิมนั่น กลิ่นดินเปียกชื้นที่ปลายเท้า ผมสัมผัสได้ถึงมันจริงๆ ราวกับว่าตัวผมอีกคนกำลังรออยู่ที่นั่น”
“ตัวตนที่ตายไปแล้วไม่ควรถูกรื้อฟื้น” รินรดาก้าวเข้ามาใกล้ เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะที่บีบคั้นประสาท เธอหยุดยืนอยู่ข้างหลังเขาในกระจก เงาของเธอซ้อนทับกับไหล่ของเขาพอดี “ถ้าความจำนายกลับมาทั้งหมด นายคิดว่าสิ่งที่นายจะเจอคือ ‘บ้าน’ หรือ ‘หลุมศพ’ กันแน่”
กวินทร์แค่นยิ้มที่มุมปาก มือที่วางบนโต๊ะกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “นั่นคือสิ่งที่เธอคอยเตือนฉันมาตลอดห้าปีงั้นสิ? เพื่อให้ฉันเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้ความหลัง?”
“ฉันทำเพื่อรักษาชีวิตนาย กวินทร์” เธอกระซิบข้างหู น้ำเสียงอ่อนลงแต่ทว่าเต็มไปด้วยแรงกดดัน “ธันวาไม่ได้ใจดีเหมือนเมื่อก่อน และเขาก็ไม่ชอบให้ใครไปขุดคุ้ย ‘สมบัติ’ ที่เขาฝังไว้ในคฤหาสน์หลังนั้น”
ชื่อของ ‘ธันวา’ กระตุ้นให้นัยน์ตาของกวินทร์วาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง ภาพชายในชุดสูทเนี้ยบกริบที่เคยเป็นเพื่อนรัก แต่ในความทรงจำเลือนรางที่เหลืออยู่ ธันวากลับยืนถือเอกสารบางอย่างพร้อมรอยยิ้มสมเพชในวันที่เขาสติหลุดลอยจากเศษเหล็กของรถยนต์
กวินทร์หันกลับไปเผชิญหน้ากับรินรดา ระยะห่างของทั้งคู่เพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของเธอฉุนกึกจนเขาอยากอาเจียน “ธันวาต้องการอะไรกันแน่? ทำไมเขาต้องส่งรูปคฤหาสน์หลังนั้นมาให้ฉันทุกปี... ในวันครบรอบอุบัติเหตุ”
รินรดาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาหลบ “เขาก็แค่ชอบเล่นเกมกับของที่พังแล้ว”
ทันใดนั้น กวินทร์ก็หันกลับไปมองที่กระจกอีกครั้ง ทว่าภาพสะท้อนในนั้นกลับทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ เงาในกระจกไม่ได้แสดงภาพห้องนอนที่คุ้นเคย แต่มันเผยให้เห็นโถงทางเดินของคฤหาสน์ร้างในฝัน! ประตูบานสีดำสนิทที่ปลายสุดโถงค่อยๆ แง้มออก กวินทร์เบิกตากว้างเมื่อเห็น ‘ตัวเอง’ อีกคนยืนอยู่ในความมืดหลังประตูบานนั้น ร่างนั้นสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกับที่เขาสวมเมื่อห้าปีก่อน มือของมันชี้มาที่เขาก่อนจะเขียนอักษรบางอย่างลงบนกระจกฝั่งนั้น
รอยหมอกจางๆ ปรากฏขึ้นบนกระจกหน้าเขาทั้งสองคน มันเป็นตัวอักษรที่เขามีเพียงคนเดียวที่อ่านออก: *‘อย่าเชื่อในสิ่งที่เธอบอก’*
กวินทร์ผงะถอยหลังด้วยความตกตะลึง ทว่ารินรดาที่ยืนอยู่ข้างหลังกลับไม่เห็นอะไรเลย เธอคว้าแขนเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนเขารู้สึกเจ็บ “กวินทร์? นายดูซีดมาก... ไปพักเถอะ พรุ่งนี้ธันวาจะมารับนายไปเซ็นสัญญาที่บริษัท ถ้าเขารู้ว่านายเริ่มคุมตัวเองไม่ได้...”
กวินทร์เงยหน้าขึ้นมองกระจกอีกครั้ง ทว่าตอนนี้มันเป็นเพียงกระจกธรรมดาที่สะท้อนภาพเขากับรินรดาที่กำลังยืนประจันหน้ากัน ทว่าที่มุมกระจกตรงตำแหน่งที่ ‘ร่างนั้น’ เขียนข้อความไว้ ยังคงมีรอยนิ้วมือเปื้อนฝุ่นดินแห้งกรังประทับอยู่... รอยนิ้วมือที่เล็กกว่าฝ่ามือของเขาเพียงเล็กน้อย และรอยนิ้วมือนั้น กำลังค่อยๆ หยดเลือดสีแดงสดลงมาเป็นทางยาว
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทแรกของรอยอดีตที่กำลังจะถูกปลุกขึ้นมาครับ - โครโนสทริกเกอร์
เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 1
ภาพหลอนในกระจก
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!