"หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้แล้ว เจ้าของร้านเบเกอรี่ยังจะมีหน้ามาปฏิเสธอีกหรือเพคะ?"
เสียงแหลมสูงของฮูหยินรองตระกูลหลี่ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงจัดเลี้ยงในจวนเจ้าเมือง รายล้อมไปด้วยสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมายังรินรดาด้วยความเคลือบแคลง ชามกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามที่แตกละเอียดอยู่แทบเท้าของนางบรรจุผงสีขาวพิษร้ายแรง ซึ่งสาวใช้คนสนิทของตระกูลหลี่อ้างว่าถูกพบซุกซ่อนอยู่ใต้ก้นตะกร้าขนมปังฝรั่งเศสของร้าน ‘เบเกอรี่มิติลับ’
รินรดากวาดสายตามองหน้าผู้คนที่พยายามซ่อนรอยยิ้มสะใจไว้ภายใต้ความตื่นตระหนกจอมปลอม นางไม่ได้ลốngลนอย่างที่พวกมันคาดคิด รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่มุมปาก เรียวปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะหัวسราเบาๆ ในลำคออย่างนึกขัน
"หลักฐานมัดตัว... หรือฝีมือการป้ายสีที่ไร้ชั้นเชิงกันแน่เพคะ ฮูหยินรอง?" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานและทรงพลังจนคนฟังต้องชะงัก นางก้าวเท้าเข้าไปใกล้เศษซากหลักฐานชิ้นนั้นอย่างไม่เกรงกลัว กลิ่นอายความมั่นใจแผ่ซ่านออกมาจากตัวนางจนรัศมีรอบกายดูโดดเด่นขึ้นมาทันตาเห็น "แป้งพิษชนิดนี้ นำเข้าจากดินแดนทางเหนือไม่ใช่หรือคะ? น่าแปลกใจเสียจริง ร้านขนมปังเล็กๆ ของดิฉันเป็นเพียงร้านบ้านๆ ใช้แป้งสาลีชั้นดีจากไร่ทางใต้ของท่านแม่ทัพ แล้วเหตุใดผงพิษราคาแพงเช่นนี้จึงมาโผล่ในตะกร้าของดิฉันได้เล่า หรือว่า... ทางตระกูลหลี่จะร่ำรวยจนเอาผงพิษราคาแพงมาโปรยเล่นแก้เบื่อ?"
"เจ้า! สามหาว!" ฮูหยินรองหน้าถอดสี รีบหันไปฟ้องเจ้าเมืองทันที "ท่านเจ้าเมืองเพคะ นางสามัญชนผู้นี้กล้าต่อปากต่อคำแถมยังกล่าวหาข้า..."
"เงียบก่อน!" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของท่านเจ้าเมืองดังขึ้น ขัดจังหวะการโวยวายของฮูหยินรอง ดวงตาคมกริบกวาดมองรินรดาด้วยความพินิจพิจารณา "รินรดา เจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร? ของสิ่งนี้ถูกพบในเขตรับผิดชอบของร้านเจ้าในงานเลี้ยงสำคัญ หากผลตรวจออกมาว่ามีผู้ได้รับอันตราย โทษทัณฑ์ย่อมไม่ใช่เรื่องล้อเล่น"
บรรยากาศในห้องโถงกดดันจนแทบหยุดหายใจ บรรดาพ่อค้าแม่ขายและขุนนางต่างพากันซุบซิบ รินรดายืนตัวตรงอย่างสง่างาม นางไม่ได้หันไปมองสบตากับใครเป็นพิเศษ นอกจากเหลือบไปเห็นเงาร่างสูงใหญ่ของสามีที่ยืนนิ่งอยู่ตรงซุ้มประตูทางเข้า พันธกานต์ไม่ได้พุ่งเข้ามาโวยวายตามนิสัยทหาร แต่ดวงตาคมกริบสีสนิมคู่นั้นกลับลุกโชนด้วยประกายเพลิงอันตราย มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เพียงแค่นั้น... รินรดาก็รู้ว่านางไม่ต้องกังวลสิ่งใดเบื้องหลัง เพราะสามีคนนี้พร้อมจะพลิกแผ่นดินล้างบางทุกคนที่กล้ารังแกนางเสมอ
ทว่า... เกมนี้ นางเลือกที่จะตบหน้าพวกมันด้วยหลักฐานและความสามารถของตนเองเสียก่อน!
"ดิฉันไม่จำเป็นต้องแก้ตัวเพคะท่านเจ้าเมือง เพราะความจริงย่อมประจักษ์ด้วยตัวของมันเอง" รินรดาหมุนตัวกลับไปยังโต๊ะเตรียมอาหารขนาดย่อมที่ทางจวนจัดไว้ให้ นางหยิบถุงผ้าไหมปักลายประณีตออกมาจากมิติลับในพริบตาที่ไม่มีใครทันสังเกต ก่อนจะเทแป้งเนื้อเนียนละเอียดลงบนจานกระเบื้องสะอาด "แป้งที่ฮูหยินรองนำมากล่าวหาว่าเป็นพิษ แท้จริงแล้วคือ 'แป้งอัลมอนด์คั่วบดละเอียด' ที่ดิฉันใช้ทำมาการองต่างหากเล่าเพคะ!"
"เหลวไหล! ใครจะไปเชื่อเจ้า!" สาวใช้คนเดิมโพล่งขึ้นมาด้วยความร้อนรน
"ถ้าไม่เชื่อ... ก็พิสูจน์สิเพคะ" รินรดาปรายตามองด้วยรอยยิ้มเยาะ "เชิญท่านหมอประจำเมืองขึ้นมาตรวจสอบดูสิคะ ว่าผงสีขาวในจานของดิฉันกับผงในเศษชามแตกนั่น มันคือสิ่งเดียวกันหรือไม่? หรือว่า... ทางตระกูลหลี่จะไม่กล้าให้ตรวจสอบเชิงลึก เพราะกลัวว่ารอยนิ้วมือบนก้นชามจะฟ้องว่าใครเป็นคนแอบเอาไปซ่อนไว้กันแน่?"
คำพูดประโยคสุดท้ายพุ่งตรงราวกับลูกศรอาบยาพิษ ปักฉึกเข้าไปกลางใจของฮูหยินรองและสาวใช้จนหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ท่าทีมั่นอกมั่นใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด
ท่านเจ้าเมืองโบกมือเรียกหมอหลวงประจำจวนก้าวออกไปตรวจพิสูจน์ทันที บรรยากาศภายในห้องโถงเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม ทุกสายตาจดจ่ออยู่ที่ปลายเข็มเงินและปฏิกิริยาของหมอหลวง เวลาผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ หมอหลวงก็เงยหน้าขึ้นประสานมือรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เรียนท่านเจ้าเมือง... ผงในเศษชามแตกเป็นแป้งพิษจริงพ่ะย่ะค่ะ แต่ผงในจานของแม่นางรินรดาเป็นเพียงแป้งอัลมอนด์ผสมน้ำตาลไอซิ่ง... ไม่มีพิษภัยใดๆ ทั้งสิ้น และที่สำคัญ..." หมอหลวงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะใช้กระดาษห่อเศษชามขึ้นมาดูใกล้ๆ "บนขอบชามแตกใบนี้ มีรอยนิ้วมือของผู้หญิงที่ทาชาดสีแดงสดประทับอยู่ชัดเจนพ่ะย่ะค่ะ ซึ่งในงานนี้... มีเพียงฮูหยินรองตระกูลหลี่เท่านั้นที่ทาชาดสีนี้!"
*เปรี้ยง!* ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางห้องโถง
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทันที ฮูหยินรองเข่าทรุดลงกับพื้น ใบหน้าซีดขาวราวกับคนไร้วิญญาณ นางหันไปมองหน้าสาวใช้คนสนิทด้วยความหวาดกลัว รินรดายกยิ้มมุมปาก เดินเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ
"แผนการโยนความผิดให้ร้านเบเกอรี่ของดิฉัน เพื่อหวังฮุบสูตรขนม... ช่างเป็นวิธีสกปรกที่น่าสมเพชเสียจริงนะคะ ฮูหยินรอง" รินรดากระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมบาดลึก "ท่านคิดจะทำลายชื่อเสียงที่ดิฉันสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อ... แต่ลืมไปหรือเปล่าคะ ว่าทองแท้ ย่อมไม่กลัวไฟลน!"
"ท่านเจ้าเมืองโปรดให้ความเป็นธรรมด้วยเพคะ! นังนี่... นังสารเลว..." ฮูหยินรองกรีดร้องสติหลุด พยายามจะพุ่งเข้ามาทำร้ายรินรดา แต่ยังไม่ทันถึงตัว ร่างสูงใหญ่ของพันธกานต์ก็ก้าวเข้ามาขวางไว้ราวกับกำแพงเหล็ก เพียงแค่ปรายตามองด้วยแววตาดุดันดั่งพญาเสือโหย ฮูหยินรองก็ล้มพับลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวจนแทบปัสสาวะราด
"ภรรยาของข้า... ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นก้องห้องโถง ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่ออำนาจใดๆ ทั้งสิ้น
ท่านเจ้าเมืองทุบโต๊ะเสียงดังสนั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว "บังAาญนัก! กล้าสร้างเรื่องเสื่อมเสียในงานเลี้ยงและใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ โทษฐานแจ้งความเท็จและพยายามทำลายการค้าของหลวง... สั่งคน มัดตัวฮูหยินรองและบ่าวไพร่ไปโบยคนละสามสิบไม้ แล้วเนรเทศออกจากเมืองนี้ทันที!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงับขณะที่ร่างของคนตระกูลหลี่ถูกลากตัวออกไปจากห้องโถง รินรดายืนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางหาได้มีความรู้สึกสงสาร เพราะคนที่คิดร้ายต่อผู้อื่น ย่อมต้องได้รับผลกรรมที่สาสม
เมื่อความวุ่นวายสงบลง ท่านเจ้าเมืองจึงหันมาประสานมือกล่าวขอโทษรินรดาด้วยรอยยิ้มเจื่อน "แม่นางรินรดา ต้องขออภัยด้วยที่เกิดเรื่องน่ารำคาญใจเช่นนี้ในงานเลี้ยง เพื่อเป็นการชดเชยชื่อเสียงที่เกือบเสียหาย ข้าขอประกาศรับรอง ‘เบเกอรี่มิติลับ’ ให้เป็นร้านขนมหลวงประจำปี ขนมทุกชนิดของเจ้าจะถูกส่งตรงเข้าวังเบื้องบน!"
เสียงปรบมือดังเกรียวกราวจากบรรดาพ่อค้าและขุนนางที่ต้องการประจบประแจง รินรดาย่อกายทำความเคารพอย่างงดงามและสงบเสงี่ยม รอยยิ้มการค้าผุดขึ้นบนใบหน้าทันที นี่แหละคือผลกำไรที่แท้จริง!
ครั้นงานเลี้ยงเลิกรา รินรดาเดินเคียงคู่กับพันธกานต์ออกมายังรถม้าประจำตระกูล บรรยากาศยามค่ำคืนเงียบสงบและมีกลิ่นอายความเหนื่อยล้าจางๆ ทว่าทันทีที่ก้าวขึ้นมานั่งบนเบาะนุ่มภายในรถม้าที่ถูกตกแต่งอย่างอบอุ่น พันธกานต์ก็ดึงเอวบางเข้าไปกอดแนบชิดทันที ใบหน้าคมเข้มซบลงที่ลาดไหล่ของนาง เสียงถอนหายใจยาวนานดังขึ้นข้างใบหู
"เจ้าเก่งเกินไปแล้ว... รู้ไหมว่าข้าเกือบจะทนพังโต๊ะแล้วเข้าไปอุบัวเจ้าออกมาจากที่นั่น" น้ำเสียงทุ้มเจือความหึงหวงและเป็นห่วงระคนกัน
รินรดาหัวเราะคิกคัก ยื่นมือไปลูบแก้มนากสากของสามีอย่างมันเขี้ยว "อุ๊ย ท่านแม่ทัพของดิฉันใจร้อนเสียจริง ถ้าท่านทำเช่นนั้น แผนการตบหน้าพวกมันด้วยหลักฐานคงไม่สนุกเท่านี้หรอกค่ะ อีกอย่าง... ดิฉันปกป้องตัวเองได้สบายมาก ท่านก็รู้"
"รู้... แต่ข้าไม่ชอบให้ใครมองเจ้าด้วยสายตาแบบนั้น" พันธกานต์กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ก่อนจะซุกไซร้ใบหน้าคมที่ซอกคอหอมกรุ่นสูดดมความหอมจากตัวนาง "วันนี้เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว กลับไปบ้าน... ข้ามี 'ของขวัญพิเศษ' ที่เตรียมไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ"
ดวงตากลมโตเป็นประกายขึ้นมาทันที "ของขวัญอะไรคะ? หรือว่าท่านแอบไปอบขนมปังสูตรใหม่มาอีกแล้ว?"
พันธกานต์ยิ้มเจ้าเล่ห์ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอันตรายที่ทำให้นางใจเต้นไม่เป็นจังหวะ มือหนาเลื่อนมาสัมผัสปลายนิ้วเรียวแผ่วเบา
"ไม่ใช่ขนมปัง..." เขากระซิบชิดริมหู น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความปรารถนาอันลึกซึ้ง "แต่เป็น... ร่างกายของสามีคนนี้ ที่พร้อมจะให้เจ้า 'ชิม' จนกว่าจะพอใจต่างหากล่ะ"
รินรดาหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงใบหู ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปากต่อล้อต่อเถียง รถม้าก็หยุดกะทันหันหน้าเรือนไร่... พร้อมกับเสียงเคาะประตูด้านนอกที่ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมเงาร่างของใครบางคนที่ยืนรออยู่หน้าประตูบ้านด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน!
[ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "เบเกอรี่มิติลับ" มาโดยตลอดนะคะ!]
สูตรขนมปังอบอุ่นกับนายทหารผู้ขยันเปย์•ตอนที่ 27
คดีปริศนาในงานเลี้ยงเมือง
ผลงานโดย เบเกอรี่มิติต่างโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เบเกอรี่มิติต่างโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรขนมปังอบอุ่นกับนายทหารผู้ขยันเปย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!