สถาปนิกไร้เงากับจอมขมังเวทนอกรีต•ตอนที่ 1

พิมพ์เขียวที่มีรอยเลือด

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับของกระดาษไขโบราณคละคลุ้งอยู่ในห้องทำงานใต้ดิน บรรยากาศรอบตัวอึมครึมจนคล้ายกับว่าอากาศถูกดูดออกไปจนเกือบหมด รวินท์ขยับกรอบแว่นสายตาเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวของสถาปนิกหนุ่มกำลังใช้วงเวียนโลหะขูดเส้นสเกลบนกระดาษเขียนแบบแผ่นใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้สักทอง ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาไม่ใช่ตัวเลขคำนวณโครงสร้างรับน้ำหนักหรือองศาของเสาเข็ม หากแต่เป็นเส้นสายสีดำสนิทที่กำลังเลื้อยวนอยู่บนแผ่นกระดาษราวกับสิ่งมีชีวิต สำหรับคนทั่วไป นี่คือแบบแปลนของ "คฤหาสน์ร่มฉัตร" อาคารทรงโคโลเนียลอายุอานามกว่าแปดสิบปีที่ถูกทิ้งร้างริมคลองผดุงกรุงเกษม แต่วัยสามสิบปีของรวินท์มาพร้อมกับความสามารถพิเศษที่เขาไม่เคยร้องขอ ดวงตาของเขามองเห็น "เส้นสายพลังงาน" ที่ซ้อนทับอยู่ในมิติทางกายภาพ แบบแปลนแผ่นนี้ไม่ได้ถูกร่างขึ้นด้วยหมึกจีนธรรมดา แต่มันถูกวาดด้วยอาคมสายดำ "เส้นศูนย์กลางของคานรับน้ำหนักเบี่ยงเบนไปสามองศา... ไม่สิ นั่นไม่ใช่ความผิดพลาดในการเขียนแบบ" รวินท์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ โครงสร้างของตึกที่ควรจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสม칭 กลับถูกบิดเบือนด้วยเส้นอาคมที่ตีกรอบล้อมรอบเสาหลักทั้งสี่ต้น เส้นสายเหล่านั้นขมวดปมเข้าหากันเป็นรูปยันต์โบราณที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่สถาปัตยกรรมเพื่อความมั่นคงแข็งแรง แต่มันคือ "กรงขัง" ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บอะไรบางอย่างไว้ใต้ดิน รวินท์ถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้าจากการอดนอนติดต่อกันสามวันสะท้อนผ่านเงาสะท้อนในกระจกเงาด้านหลัง เขาเป็นสถาปนิกอิสระผู้รับหน้าที่รีโนเวตตึกเก่าให้กลายเป็นบูติกโฮเทล แต่ยิ่งเขาศึกษาแบบแปลนเดิมมากเท่าไหร่ ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนปากเหวลึกก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเท่านั้น แรงผลักดันที่จะไขปริศนาความลับเบื้องหลังตึกหลังนี้กำลังดึงดูดให้เขาก้าวลึกเข้าไปในอาณาเขตที่อันตรายเกินกว่าจะถอนตัว "ถ้าคุณยังเอาแต่จ้องมันด้วยสายตาโง่ๆ แบบนั้น อีกไม่นานวิญญาณของคุณคงได้ไปสิงอยู่บนกระดาษแผ่นนั้นแทนหมึกพิมพ์แน่ครับ รวินท์" เสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง รวินท์ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ศิลากำลังยืนพิงกรอบประตู กอดอกมองมาด้วยสายตาเรียบนิ่งไร้ระลอกคลื่น อดีตจอมขมังเวทผู้มีแผลเป็นจางๆ พาดผ่านสันดั้งจมูกสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักอักขระที่จางลงตามกาลเวลา แม้ศิลายืนอยู่ห่างออกไปหลายเมตร แต่รวินท์สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม "ผมไม่ได้มองด้วยความโง่เขลา ศิลา แต่ผมกำลังมองหาตรรกะเบื้องหลังความวิกลจริตนี้ต่างหาก" รวินท์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหงุดหงิดเล็กน้อย เขายกไม้บรรทัดทีสเกลขึ้นชี้ไปยังจุดกึ่งกลางของแบบแปลน "คุณดูนี่สิ รอยหมึกตรงนี้... มันไม่ใช่รอยเปื้อนธรรมดา แต่มันคือคราบเลือดที่ถูกผสมเข้ากับชาดแดงและผงกระดูกผี เป็นสูตรการลงอคมที่สูญหายไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6" ศิลาเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มก้มมองกระดาษแผ่นนั้น แววตาที่เคยเฉยชาพลราบเรียบกลับไหววูบไปชั่วขณะเมื่อปลายนิ้วของเขาแตะลงบนรอยสีแดงเข้มบนกระดาษ ทันใดนั้น เส้นสายสีดำบนแปลนตึกก็กระตุกวูบราวกับรับรู้ถึงการมีอยู่ของอดีตจอมขมังเวท "ไม่ใช่แค่สูตรโบราณ..." ศิลาเอ่ยเสียงเบา ใบหน้าคมสันตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "แต่นี่คือ 'ค่ายกลสะدรึงโลหิต' สถาปนิกที่ออกแบบตึกนี้ไม่ได้ต้องการสร้างอาคาร แต่เขาต้องการสร้างแท่นบูชาเพื่อปิดตายทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับปรภพ" รวินท์ขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ "ปิดตาย? หมายความว่าใต้ถุนตึกนั่น..." "ใช่ มีบางสิ่งที่ถูกฝังไว้ใต้รากฐานของตึกหลังนั้น และมันกำลังรอเวลาที่จะตื่นขึ้นมาเมื่อโครงสร้างถูกรื้อถอน" ศิลาหันมามองสถาปนิกหนุ่มอย่างจริงจัง สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยคำเตือนที่ชัดเจน "ถอนตัวซะ รวินท์ งานนี้มันใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาอย่างนายจะรับมือไหว" รวินท์เงียบไปชั่วขณะ เขาก้มมองมือตัวเองที่สั่นเทาเล็กน้อย ความหวาดกลัวแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมจิตใจ แต่ในขณะเดียวกัน ความท้าทายและสัญชาตญาณของการเป็นสถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบก็ร้องเตือนว่าเขาไม่สามารถเดินหนีจากงานนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้รอยเลือดนั้น นิ้วเรียวของรวินท์กดลงบนมุมขวาล่างของแบบแปลน ซึ่งเป็นจุดที่ถูกพับเก็บไว้ในซอกมืดของโต๊ะเขียนแบบ เขากางกระดาษส่วนนั้นออกจนสุด เผยให้เห็นลายเซ็นของผู้doesออกแบบที่ถูกลบเลือนด้วยรอยขีดข่วนหนาทึบ "ผมถอนตัวไม่ได้หรอก ศิลา..." รวินท์เงີยบหน้าขึ้น สบตากับอดีตจอมขมังเวทตรงๆ "เพราะคนที่เซ็นชื่อกำกับแบบแปลนนี้... คือพ่อของผมเอง" บรรยากาศในห้องใต้ดินตกอยู่ในความเงียบงันชั่วข้ามคืน ทว่าก่อนที่ศิลาจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ทันใดนั้น หลอดไฟนีออนบนเพดานก็กะพริบถี่รัวจนเกิดเสียงดังฮัมต่ำๆ แสงไฟสีขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในพริบตา *ติ๊ง!* เสียงแจ้งเตือนโลหะก้องกังวานขึ้นในโสตประสาทของรวินท์ ทั้งๆ ที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือวางอยู่ใกล้ตัว หน้าต่างสีฟ้าใสปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้า พร้อมกับตัวอักษรเรืองแสงที่เขียนด้วยเลือดสดๆ **[ระบบตรวจพบ: ภารกิจระดับ SSS 'รากเหง้าแห่งคำสาป' เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ]** **[คำเตือน: ผู้เล่นได้ก้าวเข้าสู่เขตอาณาเขตต้องห้าม เงื่อนไขการปลดผนึกเสร็จสิ้น 100%]** **[เป้าหมายปัจจุบัน: หลบหนีออกจากห้องใต้ดิน... ก่อนที่เงาใต้ฝ่าเท้าของคุณจะลุกขึ้นมามีชีวิต]** รวินท์เบิกตากว้างเมื่อมองลงไปที่พื้น เงาของเขาและศิลาไม่ได้ทอดตัวยาวไปตามผนังอีกต่อไป แต่มันกำลังบิดเบี้ยว ยืดขยาย และแยกตัวออกจากร่างเนื้อ ก่อนจะค่อยๆ เงยศีรษะขึ้นมาส่งยิ้มให้พวกเขาจากความมืดมิด ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับจอมขมังเวทนอกรีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%