"หากเจ้ายังดื้อด้านถือครองเศษเหล็กไร้ค่านี้ต่อไป เกรงว่าอีกสามวัน... ศาลเจ้าบรรพชนคงต้องจัดเตรียมป้ายวิญญาณแผ่นใหม่ไว้ให้คนไร้ค่าเช่นเจ้าแล้วกระมัง, หลี่ชิงเฟิง!"
เสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังระคนกับเสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินศิลาอย่างหนักหน่วง สะท้อนก้องไปทั่วห้องพักคับแคบและอับชื้น กลิ่นอายของยาทะลวงชีพจรราคาถูกคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับของความยากจน
หลี่ชิงเฟิงรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบราวน์กับถูกเตาหลอมอัคคีแผดเผาที่กลางหน้าอก ลมหายใจของเขาติดขัด ร่างกายนี้หนักอึ้งดั่งแบกภูเขาไว้ทั้งลูก หยาดโลหิตสีดำคล้ำไหลรินจากมุมปากลงสู่พื้นไม้ผุพัง ทว่าสิ่งที่คมชัดยิ่งกว่าความเจ็บปวดทางกาย คือความทรงจำอันมหาศาลที่ไหลบ่าเข้ามาในห้วงสำนึกราวกับเขื่อนแตก
*สวรรค์... ข้า ‘หลี่ชิงเฟิง’ มหาเทพกระบี่แห่งแดนบูรพา ผู้เคยใช้กระบี่เพียงเล่มเดียวสะท้านสะเทือนสามพันภพภูมิ ไฉนจึงต้องมาตกอับอยู่ในร่างของศิษย์สำนักย่อยผู้พิการเส้นชีพจรลมปราณเช่นนี้เล่า?*
ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับกับปัจจุบัน... ศิษย์พี่ร่วมสำนักผู้ทรยศ คมกระบี่สีโลหิตที่แทงทะลุหัวใจ และพลังแห่งห้วงมิติที่บดขยี้วิญญาณของเขาจนแหลกสลาย แต่วิญญาณอันทระนงของมหาเทพหาได้แตกดับไม่ มันกลับอาศัยวัฏจักรแห่งฟ้าดิน ข้ามผ่านห้วงเวลามาสถิตอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มตระกูลหลี่ สาขาเมืองเฟิงหยุน ผู้มีชื่อแซ่เดียวกัน นามเดียวกัน และมีความตายรออยู่เบื้องหน้าเช่นเดียวกัน!
"หึ... เจ้าสวะนี่ แม้แต่จะอ้าปากหายใจยังเปลืองอากาศของสำนักเมฆาอัคคี!" หลี่เทียนหาว กวาดสายตามองร่างที่นอนแผ่หลาบนอนด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์ เขายื่นเท้าออกไปหมายจะเหยียบลงบนใบหน้าซีดเซียวของเด็กหนุ่มเพื่อเป็นการสั่งสอนครั้งสุดท้ายก่อนจะจากไป
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...
ประกายแสงสีเงินยวดยวงสายหนึ่งพลันวาวโรจน์ขึ้นในดวงตาคู่นั้น!
มันไม่ใช่แววตาของคนใกล้ตาย แต่เป็นสายตาของพญาอินทรีที่นอนบาดเจ็บ แต่มันยังคงกวาดมองมดปลวกเบื้องล่างด้วยความเหยียบเย็นและสูงส่ง!
หลี่เทียนหาวชะงักกึกโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกหน็บหนาววาบแล่นพล่านจากฝ่าเท้าพุ่งตรงสู่สันหลัง ขนกายลุกชันขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เขารู้สึกราวกับว่าตนเองไม่ได้กำลังมองดูเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีผู้ไร้พลังปราณ แต่กำลังจ้องมองพญามัจจุราชที่กำลังชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อรอเวลาปลิดชีพ
*สายตานี้... มันคืออะไรกัน?* หลี่เทียนหาวผะหนีถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ใบหน้าของเขาฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด
"ไสหัวไป."
เสียงแหบแห้งแต่ทว่าทรงพลังอำนาจลึกลับดังลอดไรฟันออกมา คำพูดเพียงสามคำสั้นๆ กลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของหลี่เทียนหาวดั่งเสียงอสุนีย์บาตรคำราม
"เจ้า... เจ้าสวะกล้าไล่ข้าผู้บรรลุขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่สามอย่างนั้นหรือ!" หลี่เทียนหาวรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรง ความหวาดกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยโทสะอันพลุ่งพล่าน เขาประสานมือเป็นกรงเล็บ พลังปราณสีแดงฉานแผ่ซ่านออกจากฝ่ามือ พุ่งเข้าใส่ลำคอของหลี่ชิงเฟิงหมายจะปลิดชีพให้สิ้นซากในคราเดียว!
ความเร็วของวิชาหมัดอัคคีเพลิงรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ สำหรับหลี่ชิงเฟิงในอดีต การเคลื่อนไหวระดับนี้คงช้าดั่งเต่าคลาน ทว่าในยามนี้ ร่างกายเนื้อกลับเปราะบางราวกระดาษ เส้นชีพจรทั่วร่างตีบตัน ลมปราณในจุดตันเทียนเหือดแห้งจนแทบไม่เหลือ
ทว่า... วิถีกระบี่มิได้สถิตอยู่ที่พลังปราณ หากแต่มันสถิตอยู่ที่ "จิต" และ "วิญญาณ"!
หลี่ชิงเฟิงไม่หลบหนี ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย สัญชาตญาณและประสบการณ์ต่อสู้ผ่านความเป็นความตายมานับหมื่นครั้งทำงานอย่างอัตโนมัติ นิ้วมือเรียวยาวข้างขวาดีดเข้าที่จุดชีพจรใต้ซี่โครงของหลี่เทียนหาวอย่างแม่นยำราวจจับวาง!
*ป๊อก!*
"อ๊ากกก!"
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังลั่นห้องพัก ปราณอัคคีที่กำลังพุ่งทะยานของหลี่เทียนหาวพลันแตกซ่านย้อนกลับเข้าสู่ร่าง จนกระอักโลหิตออกมาคำโต ร่างทั้งร่างทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เขากุมหน้าอกตัวเองที่เวลานี้ลมปราณปั่นป่วนจนควบคุมไม่ได้ มองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปราวกับเห็นภูตผีปีศาจ
"เป็นไปได้... เป็นไปได้อย่างไร? จุดชีพจร... จุดอับลมปราณเมื่อครู่ เจ้าใช้เคล็ดวิชาอันใดกัน!?"
หลี่ชิงเฟิงค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะยังคงสั่นเทาจากการฝืนใช้พลังปราณปฐพีที่หลงเหลืออยู่ในจิตวิญญาณ แต่แผ่นหลังของเขากลับตั้งตรงสง่างามดั่งกระบี่เหล็กกล้าที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด แสงสว่างรำไรจากภายนอกสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้าง เผยให้เห็นมุมปากที่ยกย่องขึ้นเล็กน้อยด้วยความเย้ยหยัน
"วิชากระบี่ของสำนักเมฆาอัคคีในสายตาเจ้า อาจเป็นยอดวิชาที่น่าเกรงขาม... แต่ในสายตาข้า มันก็เป็นเพียงแค่รำมวยปาหี่ของเด็กอมมือเท่านั้น" หลี่ชิงเฟิงก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ทุกย่างก้าวแผ่ซ่านแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวออกมาราวกับคลื่นพายุ "กลับไปบอกผู้อาวุโสรองของเจ้า... สามวันให้หลัง หลี่ชิงเฟิงผู้นี้ จะไปเยือนลานประลองสำนักย่อยด้วยตัวเอง!"
หลี่เทียนหาวใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกต่อไป ได้แต่คลานถอยหลังอัปลักษณ์ แล้วรีบพยุงร่างที่สะบักสะบอมวิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างไม่คิดชีวิต
ความเงียบสงบกลับคืนมาอีกครา หลี่ชิงเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ภายในห้วงมิติวิญญาณของเขานั้น เคล็ดวิชาบรรพกาล "คัมภีร์กระบี่บรรลุฟ้าดิน" กำลังหมุนวนอย่างช้าๆ เปล่งแสงเจิดจ้าขับไล่ความมืดมิดในร่างออกไปทีละน้อย
ทว่า ทันใดนั้นเอง...
บรรยากาศโดยรอบห้องพักก็พลันเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน อุณหภูมิลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุมหน้าต่าง อักษรปราณสีครามเข้มปรากฏขึ้นกลางอากาศ ดึงดูดความสนใจของหลี่ชิงเฟิงให้หันขวับไปมองที่ระเบียงห้อง
ที่นั่น... หญิงสาวในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดากลางหิมะ กำลังยืนอยู่บนยอดไม้ไผ่โดยที่ปลายเท้าแทบไม่สัมผัสใบไม้ ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึก เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับทอประกายซับซ้อนขณะจ้องมองมาที่เขา
นางเซียนแห่งตำหนักเหมันต์นิรันดร์... ไป๋ลี่หลัน! เหตุใดนางจึงมาปรากฏตัว ณ สำนักย่อยอันทุรกันดารแห่งนี้ได้?
และก่อนที่หลี่ชิงเฟิงจะทันได้เอ่ยปากถามอันใด นางเซียนผู้เย็นชาต่อคนทั้งหล้าผู้นั้น กลับสะบัดแขนเสื้อเบาๆ กลีบดอกเหมันต์นับร้อยโปรยปรายลงมา พร้อมกับเสียงกระซิบอันแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในจิตวิญญาณของเขา—
*"ในที่สุด... ข้าก็หาท่านพบแล้ว... ศิษย์พี่"นางกล่าวพร้อมกับชักกระบี่เย็นเยียบออกจากฝักช้าๆ แววตาสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่เก็บงำมานานนับร้อยปี!*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่บทแรกด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
- หมื่นกระบี่คืนรัง -
เซียนกระบี่สยบอสูร บรรลุวิถีฟ้าดิน•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนในร่างสวะ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่สยบอสูร บรรลุวิถีฟ้าดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
