"ดูเหมือนว่า... พวกมันจะรีบมาเป็นปุ๋ยให้คมกระบี่ของข้าเร็วกว่าที่คิดนะ ลี่หลัน"
เสียงหัวเราะแผ่วเบาแต่ก้องกังวานดั่งเสียงระฆังสำริดในหุบเขา ลอยละลิ่วอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายอับชื้นของค่ายพักแรมสำนักกระบี่เมฆาคล้อย แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดพุ่งทะยานเข้ามากระแทกประตูไม้ไผ่จนพังครืนลงมาเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเงาร่างสามร่างที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเย่อหยิ่งลำพอง
ผู้ที่เดินนำหน้าคือ 'จ้าวหู่' ศิษย์สายในผู้มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยา นัยน์ตาของมันฉายแววดุดันและเหยียดหยาม ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามและร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้ มันสะพายกระบี่หนักเล่มโตไว้บนหลัง ด้านหลังของมันคือศิษย์น้องอีกสองคนที่ส่งเสียงหัวเราะคิกคักรอชมความฉิบหายของคนตรงหน้า
"หลี่ชิงเฟิง! เจ้าสวะตระกูลตกต่ำ กล้าดียังไงถึงบัง-!"
จ้าวหู่ยังไม่ทันกล่าวจบประโยค ร่างของมันก็ต้องชะงักกึก ความรู้สึกเย็นยะเยือกราวกับถูกคมมีดนับพันกรีดแทงผิวหนังแล่นพล่านขึ้นมาจากฝ่าเท้าจนถึงขั้วหัวใจ เมื่อมันกวาดสายตาไปพบกับสตรีชุดขาวบริสุทธิ์นางหนึ่งที่นั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง
ไป๋ลี่หลัน นางเซียนแห่งตำหนักเหมันต์นิรันดร์
นางไม่ได้แม้แต่จะชายตามองพวกมัน ร่างอรชรในอาภรณ์สีขาวดุจหิมะบริสุทธิ์สะท้อนแสงจันทร์สลัว ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากตัวนางจนหยดน้ำค้างรอบกายแข็งตัวเป็นผลึกน้ำแข็งโปร่งแสง นัยน์ตาคู่คมดุจกระบี่หยกเย็นชาราวกับมองซากศพไร้ค่า ทว่าเมื่อหันกลับมามองหลี่ชิงเฟิง แววตาคู่นั้นกลับอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง ราวกับน้ำค้างแข็งที่ถูกความอบอุ่นของรุ่งอรุณสัมผัส
"พวกสุนัขรับใช้เห่าหอนยามวิกาล... รบกวนเวลาพักผ่อนของข้ากับฮูหยินของข้า เสียมารยาทเกินไปแล้วกระมัง" หลี่ชิงเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาดำขลับล้ำลึกดุจห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง เขายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ มือข้างหนึ่งถือถ้วยชาที่ไอร้อนยังคงลอยกรุ่น ชายหนุ่มไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย ราวกับพวกจ้าวหู่เป็นเพียงฝุ่นผงที่ปลิวมาติดปลายเสื้อ
จ้าวหู่หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว ความอับอายที่ถูกเมินเฉยผสมกับความอิจฉาริษยาที่สตรีงามล่มเมืองเช่นไป๋ลี่หลันมาอยู่เคียงข้างไอ้สวะอย่างหลี่ชิงเฟิง ทำให้เส้นเลือดที่ขมับของมันเต้นตุบๆ
"ปากดีนักนะ! หลี่ชิงเฟิง เจ้าคิดว่ากลับมาจากหุบเขาอสูรแล้วจะปีกกล้าขาแข็งขึ้นหรือไง? วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้สำนึกว่า ระหว่างสวะกับศิษย์สายในเช่นข้า มันมีเส้นแบ่งที่เรียกว่า 'ฟ้ากับเหว' อยู่!"
สิ้นเสียง จ้าวหู่ระเบิดพลังปราณสีเหลืองเข้มข้นออกมาจากร่าง ลมพายุหมุนวนรอบตัวมันจนฝุ่นตลบอบอวล แรงกดดันระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเจ็ดกดทับลงบนพื้นไม้จนแตกร้าวเป็นทางยาว มันชักกระบี่หนักออกจากฝัก แสงสีเหลืองฉานสะท้อนกับคมกระบี่จนแสบตา ห้วงอากาศรอบด้านสั่นสะท้อนด้วยพลังอันดุร้าย
"วิชา 'กระบี่พתוทธาพิโรธ'!"
จ้าวหู่คำรามลั่น พุ่งทะยานเข้าหาหลี่ชิงเฟิงด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ปลายกระบี่มุ่งตรงไปยังหว่างคิ้วของชายหนุ่มหมายปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว ศิษย์น้องอีกสองคนส่งเสียงโห่ร้องด้วยความสะใจ พวกมันมองเห็นภาพที่หลี่ชิงเฟิงถูกแทงทะลุศีรษะนอนจมกองเลือดอยู่รอมร่อ
ทว่า... หลี่ชิงเฟิงยังคงนิ่งเฉย
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ราวกับโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจไปกว่ารสชาติของใบชาป่า นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายคมปลาบดบังรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ภายใต้ความสงบ
ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่ห่างจากหน้าผากเพียงไม่ถึงคืบ!
*แกร๊ก...*
เสียงโลหะกระทบฝักกระบี่ดังขึ้นเบาหวิว แต่กลับดังก้องกังวานเสียดแทงเข้าไปในจิตวิญญาณของทุกคนในห้องราวกับเสียงคำรามของมังกรบรรพกาล
หลี่ชิงเฟิงขยับมือขวา นิ้วเรียวยาวราวกับหยกขาวกุมด้ามกระบี่สนิมเขรอะที่เหน็บอยู่ข้างเอว แล้วชักมันออกจากฝักเพียง 'ครึ่งเล่ม'!
*ฟิ้ว——!*
ประกายกระบี่สีครามเข้มสายหนึ่งตัดผ่านความมืดมิดราวกับสายฟ้าฟาดจากสรวงสวรรค์ มันไม่ใช่แค่กระบวนท่าธรรมดา แต่เป็นวิถีกระบี่ที่หลอมรวมเข้ากับสัจธรรมฟ้าดิน ปราณกระบี่อันคมกริบและเย็นเยียบจนถึงขั้วกระดูกพรั่งพรูออกมาจากรอยแยกครึ่งเล่มนั้น กดทับสรรพสิ่งจนแทบหยุดหายใจ
เวลาในห้วงมิตินั้นคล้ายถูกกระชากให้เดินช้าลง
จ้าวหู่เบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า ความมั่นใจทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา เมื่อมันพบว่าปราณกระบี่ของตนถูกความว่างเปล่ากลืนกินไปจนหมดสิ้น ร่างกายของมันแข็งค้างกลางอากาศ ราวกับถูกกาลเวลาสาปให้กลายเป็นหิน
*ฉ่า——!*
เสียงเนื้อและอาภรณ์ขาดออกจากกันดังขึ้นแผ่วเบา ร่างของจ้าวหู่พุ่งเลยผ่านร่างของหลี่ชิงเฟิงไปปักกระแทกกับผนังห้องด้านหลังอย่างแรง กระบี่หนักในมือหลุดร่วงลงพื้นเสียงดังสนั่น
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องพักแรมทันที ศิษย์น้องทั้งสองคนที่ส่งเสียงโห่ร้องเมื่อครู่ อ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพ้างุนงง พวกมันไม่แม้แต่จะมองทันว่าเกิดอะไรขึ้น
เส้นผมเส้นหนึ่งของจ้าวหู่ค่อยๆ หลุดร่วงลงสู่พื้น ตามมาด้วยรอยขีดสีแดงบางเฉียบบนกลางหน้าผาก ลากยาวลงมาถึงปลายคาง...
*แปะ... แปะ...*
หยดเลือดสีแดงสดหยดลงกระทบพื้นไม้ทีละหยด ร่างของจ้าวหู่สั่นเทาอย่างรุนแรง ความหวาดกลัวระดับวิญญาณแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างจะเหลือกลาน และหมดสติล้มพับลงไปนอนจมกองเลือดอย่างไร้การต่อ抗
ศิษย์น้องทั้งสองคนเข่าอ่อนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ลมหายใจติดขัด เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย พวกมันมองหลี่ชิงเฟิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ราวกับกำลังมองมัจจุราชที่เดินออกมาจากขุมนรก
หลี่ชิงเฟิงค่อยๆ เลื่อนกระบี่กลับเข้าฝักเสียงดัง *กริ๊ก* ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่คาดเดาความรู้สึกไม่ได้ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นละอองที่บ่าเสื้อเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตากับไป๋ลี่หลันที่ส่งยิ้มบางๆ ให้เขาอย่างรู้ใจ
"ฝีมือของท่าน... พัฒนาขึ้นอีกแล้วนะศิษย์พี่" ไป๋ลี่หลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์
"ยังห่างไกลคำว่าพอใจนัก ลี่หลัน" หลี่ชิงเฟิงส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนที่ประกายตาจะแปรเปลี่ยนเป็นความคมกริบทอดยาวออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับมองทะลุกำแพงสำนักไปยังเบื้องลึกที่มืดมนยิ่งกว่า "เพราะเหยื่อตัวจริง... กำลังเดินทางมาต้อนรับเราที่ลานประลองสำนักในวันพรุ่งนี้ต่างหากล่ะ"
ทันใดนั้นเอง ท้องนภาด้านนอกก็เกิดเสียงคำรามกึกก้องด้วยสายฟ้าสีครามที่ผ่าลงมากลางลานสำนักกระบี่เมฆาคล้อย พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลระดับ 'แก่นแท้ปราณ' ที่แผ่ซ่ายกดทับเข้ามาจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น!
ร่างเงาลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ส่งตรงมาถึงหน้าประตูห้องของพวกเขา—
"หลี่ชิงเฟิง... เจ้าคิดว่าฆ่าสวะพวกนั้นแล้ว จะรอดพ้นจากเงื้อมมือของ 'ผู้อาวุโสไป๋' ไปได้เช่นนั้นหรือ!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงวิถีกระบี่นี้ไปพร้อมกันนะครับ
เซียนกระบี่สยบอสูร บรรลุวิถีฟ้าดิน•ตอนที่ 3
กระบี่แรกทวงความยุติธรรม
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่สยบอสูร บรรลุวิถีฟ้าดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
