กลิ่นคาวเลือดเจือจางในสายลมหนาวเหน็บแห่งชายแดนประจิม ช่างเป็นกลิ่นที่ฉินอวี้เฉิงคุ้นเคยเสียยิ่งกว่ากลิ่นหอมของชาชั้นดีในเมืองหลวง แผ่นหลังกว้างภายใต้ชุดเกราะเหล็กดำสนิทประดับลวดลายพยัคฆ์ทะยานนิ่งสงบดั่งภูผา ทว่าดวงเนตรคมกลาบดั่งใบมีดกลับกวาดมองกองกระดาษรายงานความเสียหายบนโต๊ะไม้เนื้อหยาบด้วยประกายตาดุดัน กองทัพพยัคฆ์ประจิมของเขาไม่เคยพ่ายแพ้ แต่การเสบียงร่นระยะและคำสั่งสนับสนุนจากราชสำนักที่ขาดหายไปอย่างไร้เหตุผล กลับเป็น "ศัตรู" ที่น่ารังเกียจที่สุดในยามนี้
"ท่านแม่ทัพ..." เสียงทุ้มต่ำของรองแม่ทัพหลินเอ่ยขึ้นอย่างลังเล พลางก้าวเข้ามาในกระโจมบัญชาการด้วยท่าทางกระวนกระวาย "สายสืบมารายงานว่า ขบวนเกวียนเสบียงหลวงล็อตสุดท้ายถูกกองโจรเผาทำลายที่หุบเขาอัสดง... แต่อย่างที่ท่านรู้ ภูมิประเทศแถบนั้นไม่มีโจรกลุ่มใดกล้าอาจหาญถึงเพียงนั้น เว้นเสียแต่..."
"เว้นเสียแต่จะมีคนในราชสำนักต้องการให้พวกเราอดตายอยู่ที่นี่" ฉินอวี้เฉิงต่อประโยคให้ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ราวกับว่าชีวิตของทหารนับหมื่นในค่ายนี้เป็นเพียงเบี้ยบนกระดานที่ถูกคาดการณ์ไว้แล้ว
องค์ชายสาม... น้องชายผู้สวมหน้ากากแห่งความเมตตาและรอยยิ้มอ่อนโยนคนนั้น ช่างขยันขันแข็งในการตัดกำลังของเขาเสียจริง
ทว่า ก่อนที่บรรยากาศภายในกระโจมจะดิ่งลึกสู่ความมืดมน เสียงฝีเท้าฝ่าความหนาวเย็นก็ดังขึ้นด้านนอก ไม่ใช่เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารยาม แต่เป็นเสียงฝีเท้าแผ่วเบา มั่นคง และทิ้งจังหวะอย่างน่าประหลาด
"แม่ทัพฉินผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนประจิม กำลังนั่งรอความตายอย่างสงบเช่นนี้เองหรือเจ้าคะ"
น้ำเสียงใสดังกังวานก้องกังสดาล ทะลุผ่านม่านผ้าดิบหนาทึบเข้ามา สะเทือนถึงโสตประสาทของคนทั้งสองในกระโจม ฉินอวี้เฉิงมิได้หันกลับไปทันที เขายังคงใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาปะทะสายตากับผู้มาเยือน
นางเป็นสตรีรูปร่างระหง สวมอาภรณ์สีเทาอมฟ้าเรียบง่ายไม่สะดุดตา ทว่าเส้นผมกลับถูกรวบเก็บอย่างเป็นระเบียบด้วยปิ่นไม้เรียบๆ ใบหน้าเนียนละเอียดราวกับหยกสลัก ดวงตาคู่นั้นมิได้มีความหวาดกลัวต่อค่ายทหารอันเหี้ยมเกรียมแม้แต่น้อย กลับพกพาประกายความเฉลียวฉลาดที่ราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงความคิดของเขาทุกกระบวนความ
"เจ้าเป็นใคร กล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาในเขตกองบัญชาการทหารสูงสุด" รองแม่ทัพหลินชักดาบออกจากฝักครึ่งหนึ่ง พร้อมจะปลิดชีพผู้บุกรุกได้ทุกเมื่อ
ทว่าสตรีผู้นั้นหาได้สะทกสะท้าน นางแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันอันเหนือชั้น "ข้าคือคนที่นำทางรอดมาให้ท่าน... แม่ทัพฉิน นามของข้าคือ ซูเยว่ฉี"
ซูเยว่ฉี... ชื่อนี้สะดุดหูฉินอวี้เฉิงเล็กน้อย บุตรสาวขุนนางตระกูลซูผู้ถูกถอดถอนและลบชื่อออกจากทะเบียนราษฎร์เมื่อสามปีก่อนด้วยข้อหากบฏ สตรีที่ควรจะตายไปนานแล้ว เหตุใดจึงมายืนอยู่ ณ ดินแดนรกร้างแห่งนี้ และกล้าดียังไงถึงมากล่าววาจาอวดดีต่อหน้าเขา
"คนตระกูลซู... สมควรถูกประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร เหตุใดเจ้ายังมีชีวิตอยู่ และมีเหตุผลอันใดที่ข้าจะต้องฟังคำเพ้อเจ้อจากนักโทษหนีอาญา" ฉินอวี้เฉิงก้าวเท้าเข้าหาช้าๆ แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่ราวกับพญาเสือโคร่งที่พร้อมขย้ำเหยื่อ กลิ่นอายไอสังหารเข้มข้นพอที่จะทำให้คนใจเสาะสติหลุดได้ทันที
ซูเยว่ฉีไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางเชิดหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเย็นชาที่สุดในแผ่นดินอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววท้าทาย "เพราะหากไม่มีข้า อีกสามวัน ทหารสี่หมื่นนายในค่ายนี้จะลุกฮือขึ้นก่อกบฏด้วยความหิวโหย และท่าน... แม่ทัพผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ จะกลายเป็นนักโทษประหารที่ตายด้วยน้ำมือของฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาขององค์ชายสามเองเพคะ"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกระโจม รองแม่ทัพหลินถึงกับหน้าถอดสี ส่วนฉินอวี้เฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตพุ่งวาบผ่านแววตา
ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมการเมืองใดจะเฉียบคมเท่าความจริงอันโหดร้ายนี้อีกแล้ว
"เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหน ว่าข้าจะเชื่อคำขู่ของสตรีสติฟั่นเฟือน" ฉินอวี้เฉิงโน้มใบหน้าลงมาใกล้ กดดันนางด้วยส่วนสูงและอำนาจที่เหนือกว่า ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจ
ซูเยว่ฉีไม่หลบตา หัวใจในอกเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น นางรู้ดีว่ากำลังเล่นอยู่กับคมดาบที่พร้อมจะปลิดชีพนางได้ทุกเมื่อ แต่นี่คือหมากกระดานเดียวที่จะช่วยชีวิตนาง และพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพื่อชำระแค้นได้
"ข้าไม่ได้มาขู่ท่าน... แต่ข้ามาเพื่อ 'จับคู่' กับท่านต่างหาก" นางกระซิบแผ่วเบา รอยยิ้มลึกล้ำปรากฏขึ้นบนเรียวปากสีชาด "ท่านส่งคนไปตรวจสอบที่หุบเขาอัสดงตอนนี้สิเพคะ แล้วท่านจะรู้ว่า ข้าไม่ได้มีดีแค่ปาก"
ฉินอวี้เฉิงนิ่งงันไปชั่วขณะ สมองอันปราดเปรื่องด้านพิชัยสงครามกำลังประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เขายังไม่ทันได้เอ่ยคำใดต่อ ความผิดปกติบางอย่างก็เกิดขึ้นด้านนอกกระโจม
เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาพุ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะคุกเข่าลงหน้ากระโจมด้วยเนื้อตัวสั่นเทา
"เรียนท่านแม่ทัพ! มี... มีพระราชโองการด่วนที่สุดจากเมืองหลวง ส่งตรงมาถึงมือท่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
องครักษ์เงายื่นกล่องไม้ประทับตราหยกสีชาดด้วยมือที่สั่นเทา ทว่าสิ่งที่ทำให้ฉินอวี้เฉิงต้องชะงักค้าง คือสายตาที่ซูเยว่ฉีมองมาที่กล่องใบนั้น... สายตาที่ราวกับนางล่วงรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า ภายในกล่องนั้นมีข้อความอันใดซ่อนอยู่
ซูเยว่ฉีกระตุกยิ้มมุมปากเบาๆ ราวกับจะกล่าวว่า *'เห็นหรือไม่ หมากตานี้... ข้าเดินนำหน้าท่านไปก้าวหนึ่งแล้ว'*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับไป๋เหลียนฮทานะคะ
แม่ทัพเย็นชาผู้ไม่เคยสยบ กับกุนซือหญิงผู้ลิขิตหมากกระดาน•ตอนที่ 1
กลยุทธ์เหนือขุนเขา
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพเย็นชาผู้ไม่เคยสยบ กับกุนซือหญิงผู้ลิขิตหมากกระดาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
