แม่ทัพเย็นชาผู้ไม่เคยสยบ กับกุนซือหญิงผู้ลิขิตหมากกระดาน•ตอนที่ 2

หน้ากากบัณฑิต

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
เสียงกระเบื้องเคลือบกระทบโต๊ะไม้จันทน์หอมดัง *กริ๊ก* เบาๆ ทว่ากลับบาดลึกในความเงียบงันของค่ายหลวงยามราตรี ฉินอวี้เฉิงมิได้ปรายตามองถ้วยชาที่เพิ่งถูกวางลงตรงหน้า ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายยังคงตรึงแน่นอยู่บนแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นใหญ่ที่กางอยู่เบื้องล่าง รอยหมึกสีดำเข้มวาดลวดลายเป็นแนวเทือกเขาและเส้นทางลำเลียงเสบียงของกองทัพแคว้นเป่ยหลิว บรรยากาศรอบกายแม่ทัพหนุ่มแผ่ไอเย็นเยียบจนผู้คนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจแรง "ท่านอ๋องทรงคิดว่า กองทัพห้าหมื่นนายของข้าศึกจะบุกตีค่ายพยัคฆ์คำรามทางด้านทิศเหนือหรือทิศตะวันออกดีเพคะ?" สุ้มเสียงนุ่มนวลทว่าราบเรียบดังขึ้นจากสตรีร่างระหงในชุดบัณฑิตสีฟ้าครามปักลายไผ่ ซูเยว่ฉีเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามไร้พ่าย ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มิอาจคาดเดาความรู้สึก นางหาได้มีความยำเกรงต่อบารมีของแม่ทัพผู้กุมอำนาจครึ่งแผ่นดินแม้แต่น้อย ฉินอวี้เฉิงแค่นเสียง "หึ" ในลำคอ ท่าทางเย่อหยิ่งและดุดันปรากฏชัดบนใบหน้าคมสันที่ราวกับถูกแกะสลักจากหินผา "เจ้าเป็นเพียงบัณฑิตพลัดถิ่น รู้จักแต่ตัวหนังสือบนกระดาษ จะไปเข้าใจอะไรเรื่องการสงคราม กองทัพเป่ยหลิวขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายป่าเถื่อน พวกมันมีทั้งกองทหารม้าเหล็กและหน่วยจู่โจมเงาเพลิง การปะทะกันตรงๆ คือหนทางเดียวที่จะรักษาศักดิ์ศรีของต้าเฉิงไว้ การเสียเลือดเนื้อเพื่อปกป้องแผ่นดิน เป็นเกียรติยศสูงสุดที่บุรุษชาติทหารพึงกระทำ... มิใช่การนั่งเพ้อเจ้อคำนวณตัวเลขในห้องบัญชาการเช่นนี้" คำพูดของเขาเฉียบคมดั่งใบมีด เคลือบด้วยความดูแคลนที่ไม่อาจซ่อนเร้น ซูเยว่ฉีเพียงแต่แย้มยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด ดวงตากลมโตคู่สวยฉายประกายลึกล้ำราวกับหุบเหวที่ไร้ก้นบึง นางไม่โต้เถียง ไม่แสดงความขุ่นเคือง ทว่ากลับเอื้อมมือเรียวขาวดั่งหยกหยิบพู่กันขนกระต่ายขึ้นมาจุ่มหมึกช้าๆ "เกียรติยศของท่านอ๋อง แลกมาด้วยชีวิตของทหารหาญนับหมื่นที่รอวันกลับไปพบมารดาและภรรยาที่บ้านเกิด... งดงามยิ่งเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับทิ่มแทงเข้าที่กลางใจดำของแม่ทัพหนุ่มอย่างจัง "แต่ทว่า หากข้าศึกบุกมาทางทิศตะวันออกจริงดังคาด ท่านอ๋องทรงมั่นใจหรือเพคะว่า ค่ายกลป้องกันที่ท่านวางไว้จะต้านทาน 'เพลิงอัคคีทมิฬ' ของพวกมันได้เกินสามชั่วยาม?" ฉินอวี้เฉิงชะงัก ร่างสูงใหญ่พลانตึงเครียดขึ้นมาทันที ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว เพลิงอัคคีทมิฬคืออาวุธลับชนิดใหม่ของเป่ยหลิวที่เพิ่งใช้ทำลายค่ายหน้าด่านเมื่อสัปดาห์ก่อน ข้อมูลนี้มีเพียงแม่ทัพและรองแม่ทัพไม่กี่คนที่ล่วงรู้ เหตุใดสตรีผู้นี้จึงล่วงรู้ถึงจุดอ่อนของค่ายกลทิศตะวันออกได้เล่า? "เจ้าเป็นใครกันแน่ ซูเยว่ฉี?" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยลอดไรฟัน ร่างหนาก้าวเข้าประชิดตัวนางในพริบตา มือหนาเอื้อมไปบีบปลายคางมนของนางไว้แน่นจนขึ้นรอยแดงจางๆ ทว่าซูเยว่ฉีหาได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงแต่เงยหน้าสบตากับเขาอย่างไร้ความหวาดกลัว กลิ่นอายบุรุษเพศที่แผ่ออกมาจากตัวเขาร้อนระอุ ตัดกับความเย็นเยียบในแววตานั้นอย่างสิ้นเชิง "หม่อมฉันเป็นใคร... ไม่สำคัญเท่ากับว่า แผนการที่หม่อมฉันกำลังจะเสนอต่อไปนี้ จะสามารถสยบกองทัพเป่ยหลิวได้โดยที่ทหารของต้าเฉิงไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว... ท่านอ๋องกล้าพอที่จะเดิมพันกับบัณฑิตหญิงไร้ค่าผู้นี้หรือไม่เพคะ?" ความเงียบเข้าปกคลุมกระโจมใหญ่อีกครั้ง เสียงลมหนาวนอกค่ายพัดหวีดหวิวราวกับเสียงโหยหวนของภูตผี ฉินอวี้เฉิงจ้องมองดวงตาคู่สวยที่สะท้อนภาพเงาของตนเอง เขากำลังประเมินความเสี่ยง ชั่งน้ำหนักระหว่างสัญชาตญาณนักรบกับเล่ห์กลของสตรีตรงหน้า "ว่ามา..." สุสุ้มเสียงแหบพร่าเอ่ยอนุญาตในที่สุด พร้อมกับที่มือหนายอมปล่อยคางมนของนางให้เป็นอิสระ ซูเยว่ฉีแย้มยิ้มอย่างผู้กำชัยชนะ นางใช้พู่กันในมือแตะลงบนแผนที่ ลากเส้นโค้งผ่านหุบเขาอัคคีด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ "กองทัพเป่ยหลิวขึ้นชื่อเรื่องความฮึกเหิมและเก่งกาจในการรบแบบประชิดตัว ทว่าจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของพวกมันคือ 'ความเย่อหยิ่ง' และ 'เสบียงกรังที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบหลงเหมิน' หากเราไม่ส่งทหารออกไปปะทะ แต่ใช้ 'ควันพิษไร้ลักษณ์' ที่หม่อมฉันคิดค้นขึ้น โปรยลงไปในลำธารสายหลักที่พวกมันต้องใช้ดื่มกินในอีกสามวันข้างหน้า... ทหารห้าหมื่นนายจะไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะยกดาบขึ้นสู้ โดยที่เราไม่ต้องสูญเสียแม้แต่พลทหารปลายแถวคนเดียวเพคะ" คำกล่าวของนางดั่งสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ฉินอวี้เฉิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ใช้พิษสงคราม... เป็นวิธีที่หยามเกียรติลูกผู้ชายชาติตหารยิ่งนัก ทว่าในยามที่กำลังพลของต้าเฉิงร่อยหรอและเสียเปรียบเชิงภูมิประเทศ นี่คือทางรอดเดียวที่ชาญฉลาดและไร้ความปรานีที่สุด แม่ทัพหนุ่มจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ความเย็นชาในแววตาถูกแทนที่ด้วยความระแวงแก Iความทึ่งระคนกัน เขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า ภายใต้ใบหน้างดงามอ่อนหวานและรอยยิ้มราเภิดนัยน์ตานั้น ซูเยว่ฉีซ่อน "คมดาบ" ที่แหลมคมยิ่งกว่าอาวุธใดในใต้หล้าเอาไว้ "เจ้าช่าง... ร้ายกาจยิ่งนัก" ฉินอวี้เฉิงเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ซูเยว่ฉีเพียงแต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของนางเย้ายวนแต่ทว่าเยือกเย็นในคราวเดียวกัน "ในสงครามแห่งอำนาจ ความเมตตาคือความโง่เขลาที่สุดเพคะ ท่านอ๋อง... ทรงเลือกแล้วมิใช่หรือ ว่าจะยอมแปดเปื้อนมือด้วยเล่ห์กล หรือจะยอมปล่อยให้แผ่นดินล่มสลาย?" เพล้ง! ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกระเบื้องแตกละเอียดที่หน้ากระโจมก็ดังขึ้นตัดจังหวะ พร้อมกับร่างของทหารยามนายหนึ่งที่ล้มคว่ำเข้ามาพร้อมกับเลือดสีดำสนิทที่ไหลทะลักออกจากปาก! ฉินอวี้เฉิงและซูเยว่ฉีหันขวับไปมองพร้อมกัน ที่เบื้องหน้าทางเข้ากระโจม ท่ามกลางสายหมอกยามวิกาล ร่างระหงในอาภรณ์หรูหราของสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานราวกับดอกไม้พิษ นางกวาดสายตามองทั้งสองคนก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยาดเยิ้ม "หม่อมฉันได้ยินว่า ท่านอ๋องทรงกำลังปรึกษาราชการลับกับกุนซือคนใหม่... ช่างน่าสนุกเสียจริงเพคะ ให้หม่อมฉันร่วมวงด้วยคนสิเพคะ?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับไป๋เหลียนฮทานะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพเย็นชาผู้ไม่เคยสยบ กับกุนซือหญิงผู้ลิขิตหมากกระดาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%