คราบเลือดบนพื้นศิลาขาวจางหายไปนานแล้ว เหลือไว้เพียงร่องรอยการกัดกร่อนจากกาลเวลาและไอเย็นยะเยือกที่บาดลึกถึงกระดูก หลี่เฟยหลงไม่ใส่ใจความหนาวเหน็บระดับที่จะแช่แข็งวิญญาณของผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมลมปราณทั่วไป ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลไร้ดาวก้าวเดินผ่านซากปรักหักพังของอารามร้าง นัยน์ตาคมกริบดุจคมกระบี่กวาดมองคราบอักขระโบราณที่หลงเหลืออยู่บนผนังผุพัง ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนง ราวกับผืนแผ่นดินเบื้องล่างไม่คู่ควรแก่การรองรับน้ำหนักของบุรุษผู้ถือครองวิถีกระบี่ฝืนลิขิตฟ้า
"ยุทธภพนี้ช่างน่าขันนัก... มนุษย์ต่างดิ้นรนไขว่คว้าหาความเป็นอมตะ ราวกับสุนัขที่แย่งชิงเศษเนื้อเน่าเปื่อย"
เสียงทุ้มต่ำพึมพำกับความว่างเปล่า ขณะที่มือเรียวยาวดุจหยกขาวลูบไล้ด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอว กระบี่เล่มนี้ไม่มีลวดลายประดับประดา ไม่มีอัญมณีล้ำค่า มีเพียงร่องรอยการผ่านศึกและรaสชาติของโลหิตเซียนที่เคยอาบไล้ แต่มันกลับแผ่ไอสังหารที่ทำให้อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น
ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน ณ หุบเขาอสนีบาตคำราม ความขัดแย้งระหว่างสำนักกระบี่เมฆาและนิกายโลหิตโลกันตร์ได้ปะทุขึ้นจนฟ้าดินสะเทือน หลี่เฟยหลงในฐานะผู้พิทักษ์แดนร้างถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง ทว่าผู้ใดเล่าจะกล้าออกคำสั่งแก่พยัคฆ์ผู้โดดเดี่ยว? เขาเลือกที่จะหันกระบี่ใส่ทั้งสองฝ่าย สังหารผู้อาวุโสสูงสุดสามคนภายในกระบวนท่าเดียว จนสร้างความสะพรึงกลัวไปทั่วทั้งยุทธภพ บัดนี้ เขากลายเป็นเป้าหมายของการตามล่าจากร้อยสำนัก แต่กระนั้น ดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงประกายไฟแห่งการท้าทายที่ลุกโชนอยู่ภายใน
*เปร๊าะ...*
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังขึ้นท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำด้านนอกอาราม หลี่เฟยหลงหยุดฝีมือ ร่างกายตื่นตัวในสัญชาตญาณนักรบ ปราณกระบี่ในตันtian (ตันเถียน) หมุนวนอย่างบ้าคลั่งพร้อมแผ่พุ่งออกทางรูขุมขน ความกดดันระดับขอบเขตกำเนิดจิตวิญญาณกดทับลงบนพื้นศิลาจนแตกร้าวเป็นทางยาว
"หลบซ่อนตัวมาตลอดทาง เจ้าคิดว่ามดปลวกเช่นเจ้าจะซ่อนเร้นรอดพ้นสัมผัสแห่งกระบี่ของข้าได้หรือ?" เขากล่าวออกไป น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทรงพลังดุจสายฟ้าฟาดกลางฤดูหนาว
เงาร่างหนึ่งสะท้านไหววูบวาบหลังเสาหินที่สลักลวดลายอสูรโบราณ หญิงสาวในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายดาราจักรเดินก้าวออกมาอย่างช้า ๆ ทุกย่างก้าวที่นางเหยียบลงพื้น หิมะสีขาวกลับกลายเป็นผลึกน้ำแข็งใสสะอาดราวกับกระจก นางคือ เซียนจินเยว่ นางพญาผู้ปกครองเขตเหมันต์นิรันดร์ ผู้ซึ่งแม้แต่บรรพบุรุษของนิกายใหญ่ยังต้องก้มหัวให้ยามเมื่อนางปรากฏกาย
ทว่าในยามนี้ ใบหน้างามล้ำเลิศที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีกลับซีดเซียวเล็กน้อย มุมปากมีรอยโลหิตสีชาดไหลซึม ตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบอย่างน่าเวทนา
"หลี่เฟยหลง... เจ้ายังคงอวดดีไม่เปลี่ยน" น้ำเสียงไพเราะดุจเสียงพิณสวรรค์เอื้อnเอ่ยออกมา ทว่าแฝงไว้ด้วยความอ่อนล้าอันเกิดจากพิษประหลาดที่กัดกินชีพจรเซียนของนาง "ข้าถูกทรยศโดยผู้อาวุโสในแดนเหมันต์ พิษเก้าวจิตวิญญาณกำลังแผดเผาแก่นแท้ของข้า... เจ้าคิดจะลงมือซ้ำเติมข้าในยามที่ข้าไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ด้วยกระบี่เล่มนั้นหรือ?"
หลี่เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจดจ้องใบหน้านั้น นัยน์ตาคมกริบวิเคราะห์ทุกรายละเอียด แม้มนตราแห่งความเยือกเย็นจะแผ่ออกมาจากตัวนางเพื่อปกปิดความอ่อนแอ แต่เขากลับมองเห็นความร้าวฉานในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่เคยเย่อหยิ่งจองหองและมองสรรพชีวิตเป็นเพียงธุลี บัดนี้กลับสะท้อนภาพเงาของเขาเพียงผู้เดียว
รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของบุรุษผู้ทะนงตน "เซียนจินเยว่ ผู้คนต่างร่ำลือว่าเจ้าคือผู้ไร้หัวใจ เย็นชายิ่งกว่าธารน้ำแข็งหมื่นปี เหตุใดจึงก้าวเข้ามาในอาณาเขตของข้าด้วยสภาพใกล้ตายเช่นนี้เล่า? หรือเจ้าคิดว่าคมกระบี่ของข้าจะมีความเมตตาต่อสตรีผู้หนึ่ง?"
"ข้าไม่ได้มาเพื่อขอความเมตตา" จินเยว่เชิดหน้าขึ้น แม้จะอยู่ในยามเพลี่ยงพล้ำ ศักดิ์ศรีของนางพญาเซียนก็มิอาจถูกทำลาย นางก้าวเข้าไปใกล้เขาเรื่อย ๆ จนกลิ่นอายความเย็นยะเยือกปะทะเข้ากับไอความร้อนจากปราณอัคคีในกายของหลี่เฟยหลง เกิดเป็นละอองหมอกสีขาวฟุ้งกระจาย "ข้าแค่อยากรู้... ว่าในวาระสุดท้ายของชีวิตเซียนเช่นข้า ผู้ใดจะกล้าพอที่จะกุมมือข้าไว้ และผู้ใดจะกล้าใช้กระบี่เล่มนั้นปลิดชีพข้าเพื่อไม่ให้ตกเป็นเชลยของพวกมัน"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงพายุหิมะที่คำรามก้องอยู่เบื้องนอก หลี่เฟยหลงนิ่งงันไปชั่วอึดใจ หัวใจที่เคยด้านชาและถูกหล่อหลอมด้วยวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวมาเนิ่นนาน กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่ยอมจำนนต่อเขา... เพียงแค่เขาคนเดียว
ทันใดนั้นเอง ประสาทสัมผัสอันแหลมคมของยอดฝีมือกระบี่ก็ร้องเตือนภัยอย่างบ้าคลั่ง!
*ตูมมม!*
ผนังด้านทิศตะวันออกของอารามร้างพังทลายลงเป็นจุล แรงระเบิดมหาศาลพร้อมด้วยจิตสังหารอันแหลมคมพุ่งตรงเข้ามาหาพวกเขาทั้งสองในพริบตา แสงกระบี่สีโลหิตเจิดจ้าสามสายพุ่งแหวกม่านหิมะเข้ามา หมายจะเด็ดศีรษะของนางพญาเซียนและผู้พิทักษ์แดนร้างในกระบวนท่าเดียว
หลี่เฟยหลงแค่นเสียงฮึ and แววตาทอประกายอำมหิตขึ้นวูบ มือข้างที่ว่างคว้าจับด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ทันที พลังปราณฟ้าดินนับหมื่นลี้ถูกดึงดูดเข้ามาหลอมรวมกับคมกระบี่จนเกิดเสียงคำรามดุจมังกร
"รนหาที่ตาย!"
เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ร่างกายทะยานเข้าหาแสงกระบี่สีโลหิตโดยไม่ลังเล พร้อมกับที่ปลายนิ้วเรียวยาวของเซียนจินเยว่สะบัดออกเบาๆ ก่อเกิดเป็นกำแพงน้ำแข็งเก้าชั้นขวางกั้นเบื้องหลัง เพื่อปกป้องหลังให้เขาโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ
คมกระบี่ไร้ลักษณ์ถูกชักออกจากฝัก... ประกายแสงสีเงินยวงตัดผ่านความมืดมิดของอารามร้างราวกับสายฟ้าที่ผ่าทะลวงฟ้าดิน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ด้วยกันนะคะ
กระบี่หิมะทะลวงฟ้า กับนางพญาผู้ถูกจองจำในเหมันต์•ตอนที่ 1
คมกระบี่ไร้ลักษณ์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะทะลวงฟ้า กับนางพญาผู้ถูกจองจำในเหมันต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
