เสียงแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำที่ถูกกระแทกลงบนโต๊ะประชุมไม้สักยาวเหยียดดังปัง สะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมใหญ่ชั้นสี่สิบของบริษัทคอร์ปอเรชั่นอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ กลิ่นกาแฟคั่วเข้มผสมกับความตึงเครียดที่ลอยวนอยู่ในอากาศราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิตสมานตัวกันจนหายใจแทบไม่ออก
"ฉันไม่เซ็นค่ะ"
น้ำเสียงหวานใสแต่เฉียบคมราคมมีดโกนของไอริณเอ่ยขึ้นทันที ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นกันแดดแบรนด์เนมที่ถูกดันขึ้นไปปักไว้บนศีรษะจ้องมองตรงไปยังอีกฟากของโต๊ะ รอยยิ้มมุมปากของสถาปนิกสาวผู้พกความมั่นใจมาเต็มร้อยเคลือบยาพิษเสียจนคนที่นั่งฟังอยู่ต้องขยับตัวด้วยความหงุดหงิด
ไอริณในชุดสูทโอเวอร์ไซส์สีเบจกับเสื้อกล้ามผ้าไหมซาตินด้านในกำลังนั่งไขว่ห้าง ปลายเรียวขาอวดรองเท้าส้นสูงโลโก้หรู เธอคือดีไซเนอร์มือหนึ่งผู้สร้างปรากฏการณ์ตึกบิดเกลียวกลางเมืองที่ใครต่างก็กราบกรานในรสนิยม แต่สำหรับโปรเจกต์ 'The Eclipse' ล่าสุดนี้ เธอกลับมองว่ามันคืองานศิลปะที่ต้องฉีกทุกกรอบจำเจทิ้งเสีย
"คุณไม่มีสิทธิ์ไม่เซ็นถ้าโปรเจกต์นี้ยังต้องใช้หลักวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐานมารองรับความเพ้อเจ้อของคุณ ไอริณ"
รินรดาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นชา และไร้อารมณ์ขันโดยสิ้นเชิง วิศวกรสาวในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิท รวบผมตึงเป๊ะอย่างไร้ที่ติ ปล่อยให้กรอบหน้าคมคายและดวงตาสีเข้มดั่งนิลกาฬจดจ้องมองเอกสารแบบแปลนสามมิติที่ถูกทำไฮไลต์สีแดงเถือกในจุดที่เธอมองว่า 'อันตรายถึงชีวิต'
รินรดายกมือขึ้นกอดอก ปลายเรียวนิ้วเคาะเบาๆ ลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบแต่กดดัน เธอกลอยตามองสถาปนิกสาวผู้ทรงอิทธิพลด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเหนื่อยหน่ายระคนรังเกียจ
"ความเพ้อเจ้อที่คุณว่า มันคือซิกเนเจอร์ที่ทำให้ตึกของบริษัทเราขายหมดเกลี้ยงก่อนจะตอกเสาเข็มเสียอีกค่ะ คุณรินรดา" ไอริณยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ฝ่ามือเรียวบางกดลงบนขอบโต๊ะเพื่อรุกคไล่ "อย่าเอาตรรกะหัวโบราณของวิศวกรโรงงานมาครอบงำงานดีไซน์ล้ำสมัยของฉันเลยค่ะ มันเชย และที่สำคัญ... มันน่ารำคาญ"
"งานศิลปะที่ตึกถล่มลงมาทับคนตายคาที่ เขาไม่เรียกว่าความล้ำสมัยหค่ะ เขาเรียกความไร้ความรับผิดชอบ" รินรดาตอกกลับทันควันโดยไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย ร่างเพรียวระหงลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว แรงกดดันระหว่างคนทั้งสองแผ่ซ่านจนมินตรา เพื่อนสนิทและผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่นั่งอยู่หัวโต๊ะต้องแอบยกมือขึ้นปิดปากกลั้นยิ้มอย่างสะใจกับมวยคู่เอกที่ถูกจับมาชนกันในรอบปี
"คุณกล้าดียังไงมาว่าฉันไร้ความรับผิดชอบ!" ไอริณก้าวเท้าเข้าประชิดโต๊ะฝั่งตรงข้าม ร่างกายของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าปะทะเข้ากับกลิ่นเปปเปอร์มินต์จางๆ จากตัวของวิศวกรสาว ไอริณเชิดหน้าขึ้นดื้อดึง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มวาวโรจน์ด้วยความโกรธ "ฉันคำนวณสัดส่วนความลาดเอียงและมุมรับแสงมาอย่างดีที่สุดแล้วเสาต้นกลางนั่นน่ะ ถ้าคุณขยับออกไปอีกสามเมตรตามที่คุณท้วงมา ดีไซน์โค้งเว้าที่เป็นหัวใจของตึกนี้จะพังไม่เป็นท่า!"
"แล้วถ้าแผ่นดินไหวขึ้นมาจริงๆ หรือลมมรสุมพัดเข้ากรุงเทพฯ ด้วยความเร็วเกินพิกัด เสาต้นนั้นแหละที่จะเป็นจุดคานงัดให้โครงสร้างทั้งหมดพับทบลงมาเหมือนกระดาษโอริกามิ" รินรดาก้มตัวลงกระซิบช้าๆ ชิดใบหูของอีกฝ่าย น้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจังจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างแก้มใส ทำให้ไอริณชะงักไปชั่ววินาที
ความใกล้ชิดที่กะทันหันทำให้หัวใจของสถาปนิกสาวกระตุกวูบอย่างไม่คาดคิด กลิ่นกายสะอาดๆ ปนความเย็นชาของอีกฝ่ายทำเอาสติที่กำลังพุ่งพล่านเมื่อครู่สะดุดกึก ไอริณรีบผถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความฮึดฮัด ไม่ใช่ความเขินอาย... เธอพยายามบอกตัวเองเช่นนั้น
"คุณ... คุณตั้งใจจะขัดขวางฉันตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม ถึงได้คอยหาข้อติโน่นติตอนี้อยู่เรื่อย!" ไอริณชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความโมโหกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก
"ฉันทำงานบนพื้นฐานของความจริงและความปลอดภัย ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัวเหมือนที่คุณกำลังทำอยู่ คุณไอริณ" รินรดายืดตัวตรง ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิมราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ถ้าคุณยังดึงดันจะใช้แบบนี้ ฉันจะทำเรื่องยับยั้งโครงการนี้ต่อหน้าท่านประธานในบ่ายวันนี้แน่นอนค่ะ"
"คุณกล้าเหรอ!"
"ลองดูไหมล่ะคะ ว่าระหว่างเกียรติประวัติสถาปนิกยอดเยี่ยมแห่งปีของคุณ กับชีวิตของคนนับพันในตึกนั้น ท่านประธานจะเลือกอะไร"
ห้องประชุมกลับมาตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ไอริณกัดริมฝีปากล่างแน่นจนเป็นรอยขาว ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายและเคียดแค้นผสมปนเปกัน เธอเกลียดคนประเภทนี้ที่สุด... คนที่ใช้เหตุผลเย็นชามาทำลายความฝันอันร้อนแรงของเธอ
รินรดามองปฏิกิริยานั้นด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเหนือกว่า เธอก้มลงเก็บแฟ้มเอกสารบนโต๊ะเตรียมจะหันหลังเดินออกจากห้อง เพื่อปล่อยให้สถาปนิกสาวจมอยู่กับความหงุดหงิดตามลำพัง
ทว่า ในจังหวะที่รินรดากำลังจะหมุนตัวเดินผ่านเก้าอี้ของไอริณนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ก่อนที่บานประตูไม้บานใหญ่จะถูกผลักเปิดออกโดยเลขาหน้าห้อง
"ขอประทานโทษค่ะคุณไอริณ คุณรินรดา..." เสียงของเลขาสั่นพร่าเล็กน้อยด้วยความตกใจ "มีแขกไม่ได้รับเชิญมารอพบพวกคุณที่ห้องรับรองพิเศษค่ะ... ท่านบอกว่าเป็นเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียง และมีข้อเสนอที่อาจจะทำให้โปรเจกต์นี้ต้องพับเก็บไปตลอดกาลค่ะ"
รินรดาชะงักฝีเท้า หันกลับมามองเลขาด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากันสนิท ส่วนไอริณหันขวับไปมองที่ประตูทันที ความโกรธเคืองระหว่างพวกเธอเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยระคนตื่นตระหนกในเสี้ยววินาที
และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากซักถามร่างระหงของหญิงสาวปริศนาในชุดเดรสยาวสีแดงเพลิงก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ธรณีประตู พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่สลักไว้บนริมฝีปากสีสด...
ขอบคุณที่แวะมาเปิดประตูบานแรกสู่โลกของยัยตัวแสบกับวิศวกรสาวสุดเนี๊ยบด้วยกันนะคะ
เซฟโซนของยัยตัวแสบคือวิศวกรเครื่องกล•ตอนที่ 1
รอยร้าวแรกพบ
ผลงานโดย สการ์เล็ตโรส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สการ์เล็ตโรส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของยัยตัวแสบคือวิศวกรเครื่องกล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!