บันทึกสะกดวิญญาณของนายสารวัตรหน้าตายกับหมอผีฝึกหัด•ตอนที่ 1

ศพประหลาดในห้องปิดตาย

ผลงานโดย นภากระซิบผี
กลิ่นอับชื้นของสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศยามวิกาล กลิ่นเช่นนี้ไม่เคยเป็นมิตรกับผู้ใด แต่สำหรับสารวัตรกรันต์แล้ว มันคือกลิ่นของความจริงที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมของเมืองหลวงอันเรืองรอง นิ้วเรียายาวภายใต้ถุงมือยางสีขาวยกขึ้นสัมผัสกรอบประตูไม้สักทอง บานประตูห้องพักหรูหราบนชั้นสิบสองของคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองไม่มีร่องรอยการงัดแงะแม้แต่น้อย กลอนประตูด้านในยังคงใส่โซ่คล้องไว้อย่างแน่นหนา ทางเข้าเดียวที่เป็นไปได้คือระเบียงด้านนอก ซึ่งมีความสูงลิ่วที่ต่อให้เป็นนักปีนเขามืออาชีพก็ยังต้องส่ายหน้า ทว่า... ร่างไร้วิญญาณของนักธุรกิจหนุ่มเจ้าของห้องกลับนอนแผ่หลาอยู่กลางห้องรับแขก ดวงตาเบิกโพลงค้างด้วยความหวาดกลัวขีดสุด ใบหน้าซีดเผือดราวกับถูกสูบวิญญาณออกไปจนหมดสิ้น และสิ่งที่ทำให้ทีมพิสูจน์หลักฐานทุกคนต้องขนลุกเกรียว ไม่ใช่สภาพศพที่ไร้รอยแผลภายนอก หากแต่เป็นอักขระโบราณสีดำสนิทนับร้อยตัว ที่ถูกกรีดและละเลงสลักไว้บนผนัง เพดาน และพื้นห้องจนแน่นขนัด ราวกับรังของแมลงยักษ์ที่รอวันฟักตัว "ตรวจสอบระบบกล้องวงจรปิดของตึกหรือยัง ผู้กอง?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามโดยไม่หันกลับไปมอง ลูกน้องหนุ่มที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลังสะดุ้งสุดตัว "ต... ตรวจสอบแล้วครับสารวัตร กล้องวงจรปิดทุกตัวตั้งแต่ชั้นสิบเอ็ดถึงชั้นสิบสาม ใช้งานไม่ได้ตั้งแต่เที่ยงคืนตรง ระบบไฟฟ้าในโซนนี้ล่มกะทันหันอย่างไร้สาเหตุครับ และที่สำคัญ..." ผู้กองหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ไม่มีใครเข้าออกห้องนี้เลยแม้แต่เงาเดียวครับ" กรันต์พ่นลมหายใจยาวนาน ดวงตาคมกริบกวาดมองอักขระเหล่านั้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดระคนเคลือบแคลง เขานับถือหลักการ เหตุผล และวิทยาศาสตร์มาตลอดชีวิตการทำงาน ตำรวจมือหนึ่งอย่างเขาไม่เชื่อเรื่องงมงาย ไสยศาสตร์ หรือภูตผีปีศาจ เขามักจะเชื่อเสมอว่าทุกคดีฆาตกรรมย่อมมีฝีมือมนุษย์อยู่เบื้องหลัง แต่ภาพตรงหน้า... อักขระที่ส่งกลิ่นอายเย็นเยียบราศีกำลังเกาะกินผิวหนัง ยิ่งทำให้ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ของเขาพังทลายลงทีละน้อย ภาพเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนแวบเข้ามาในหัว คราบเลือดของครอบครัวที่เขาปกป้องไว้ไม่ได้ ความรู้สึกไร้พลังที่กัดกินหัวใจ ทำให้กรันต์กำหมัดแน่นจนข้อต่องอขาว เขาเกลียดความรู้สึกนี้ เกลียดความอ่อนแอที่ไม่อาจล่วงรู้ความจริงบางอย่างได้ "ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์หรอกค่ะ สารวัตร" เสียงหวานใสแต่เจือความขี้เล่นดังขึ้นจากระเบียงด้านนอก ท่ามกลางความตึงเครียดของเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสนาย กรันต์หขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อเห็นร่างระหงของหญิงสาวในชุดไปรเวทสบายๆ สวมเสื้อแจ็คเก็ตยีนทับเสื้อยืดลายแมวอ้วน กำลังก้าวข้ามราวระเบียงชั้นสิบสองเข้ามาอย่างไร้ความเกรงกลัวต่อความตาย "คุณเข้ามาได้ยังไง รสา!" กรันต์เอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาคมหรี่ลงด้วยความไม่พอใจ "นี่คือพื้นที่ควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ห้ามคนนอกเข้าเด็ดขาด" รสาหัวคิกคักเบาๆ หล่อนปัดฝุ่นตามชายเสื้อยีนก่อนจะส่งยิ้มกวนประสาทให้สารวัตรหนุ่มผู้เคร่งครัด "คนนอกที่ไหนกันคะ เลิกงานแล้วเราก็เป็นแค่มนุษย์เงินเดือนที่บังเอิญเดินผ่านมาแถวนี้เอง... อีกอย่าง ถ้าฉันไม่มา สารวัตรคงยืนจ้องผนังห้องนี้จนเช้าโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เจ้าของร่างนี้ไม่ได้ตายเพราะขาดอากาศหายใจหรอกนะคะ" หญิงสาวก้าวเท้าเข้าไปใกล้ศพอย่างไร้ความเกรงกลัว หล่อนย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่รอยอักขระบนพื้น พลันดวงตาคู่สวยก็เปลี่ยนเป็นประกายระยับ รสาหลับตาลงชั่วครู่ราวกับกำลังรับรู้คลื่นพลังงานบางอย่างที่คนทั่วไปมองไม่เห็น กรันต์ขยับเข้าไปใกล้โดยสัญชาตญาณ แม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องไสยเวท แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตั้งแต่มีหมอผีฝึกหัดคนนี้เข้ามาพัวพันกับคดีแปลกประหลาดในรอบเดือนที่ผ่านมา หล่อนมักจะมองเห็นเบาะแสที่หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มองข้ามเสมอ "ว่าไง..." กรันต์เอ่ยเสียงเบาลงโดยไม่รู้ตัว "คุณรู้อะไรจากอักขระพวกนี้" รสาค่อยๆ ลืมตาขึ้น รอยยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาระมัดระวังและจริงจังอย่างที่กรันต์ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก "มันไม่ใช่แค่รอยขีดเขียนเล่นๆ ค่ะสารวัตร แต่มันคือ 'ค่ายกลสะกดวิญญาณเจ็ดชั้นฟ้า' อักขระพวกนี้ไม่ได้มีไว้ฆ่าคน... แต่มันมีไว้ 'กักขัง' อะไรบางอย่างไม่ให้หลุดออกไปต่างหาก" "กักขัง?" กรันต์ทวนคำ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น "หมายความว่าไง ในเมื่อเหยื่อตายคาที่แบบนี้" "เปล่าเลยค่ะ" รสาหันมาสบตากับสารวัตรหนุ่มตรงๆ ใบหน้าของหล่อนจริงจังจนน่าใจหาย "เหยื่อไม่ได้ตายเพราะถูกฆ่า... แต่เขาเป็น 'ภาชนะ' ที่ถูกใช้เพื่อเปิดประตูต่างหาก และตอนนี้ ประตูที่ว่านั่น..." ยังไม่ทันที่รสาจะได้เอ่ยประโยคถัด ให้อุณหภูมิภายในห้องก็ลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว หลอดไฟนีออนบนเพดานกะพริบถี่รัวก่อนจะดับสนิท ทิ้งให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สลัวจากระเบียงที่สาดส่องเข้ามา เสียงบางอย่าง... ดังขึ้นจากร่างไร้วิญญาณที่นอนอยู่บนพื้น *กรอบแกรบ... กรอบแกรบ...* เสียงกระดูกลั่นดังสนั่นราวกับกิ่งไม้แห้งหัก ร่างที่ควรจะไร้ลมหายใจไปแล้วนับชั่วโมง ค่อยๆ ดีดตัวขึ้นตั้งฉากกับพื้นอย่างช้าๆ ราวกับถูกดึงด้วยเส้นด้ายของเชิดหุ่นเชิด ดวงตาที่เคยเบิกโพลงไร้แวว บัดนี้กลับกลายเป็นสีดำสนิทไร้รอยต่อของตาขาว และที่น่ากลัวที่สุดคือ ริมฝีปากที่แห้งผากของศพกำลังฉีกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบถึงใบหู ผู้กองหนุ่มและตำรวจพิสูจน์หลักฐานต่างส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและวิ่งกรูไปที่ประตู แต่ไม่ว่าจะผลักหรือกระชากอย่างไร ประตูไม้สักทองบานนั้นกลับถูกล็อกตายสนิทด้วยพลังงานที่มองไม่เห็นราวกับเหล็กกล้า กรันต์ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว มือหนาเอื้อมไปหยิบปืนพกประจำกายขึ้นมาขึ้นลำกล้องอย่างแม่นยำ แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก แต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดและหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทำให้เขาพุ่งตัวไปยืนขวางหน้ารสาไว้ทันที "ถอยไปข้างหลังซะ รสา!" กรันต์ตะโกนสั่งเสียงเข้ม ดวงตาสีเข้มจ้องมองร่างที่ลุกขึ้นยืนด้วยความระแวดระวัง รสาไม่ได้ถอยหนี หล่อนกลับเอื้อมมือมาแตะที่แขนเสื้อของสารวัตรหนุ่มเบาๆ สัมผัสนั้นอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเหน็บ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอีกครั้ง แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ "ระวังตัวด้วยนะคะสารวัตร... เพราะดูเหมือนว่า 'แขกไม่ได้รับเชิญ' ตัวจริง เพิ่งจะมาถึงห้องนี้แล้วล่ะค่ะ" สิ้นเสียงกระซิบแผ่วเบาของหญิงสาว อักขระสีดำนับร้อยบนผนังก็เปล่งแสงสีแดงฉานระยิบระยับขึ้นพร้อมกันทุกจุด ราวกับชีวิตและความตายกำลังเชื่อมต่อกันในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางไขปริศนากับนภากระซิบผีนะคะ)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะกดวิญญาณของนายสารวัตรหน้าตายกับหมอผีฝึกหัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%