“กระดูกปราณพังทลาย เส้นชีพจรตีบตันถึงเก้าส่วน... ศิษย์เช่นเจ้ามีชีวิตอยู่ไปก็เป็นเพียงขยะที่เปลืองทรัพยากรของสำนักไผ่เขียวเท่านั้น!”
เสียงตวาดกร้าวของชายวัยกลางคนผู้สวมชุดศิษย์ชั้นในดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของหลิวเฉิน กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นดินชื้นแฉะของหุบเขาเบื้องหลังสำนักโชยเข้าจมูกอย่างรุนแรง ร่างกายของเขาในตอนนี้รู้สึกราวกับถูกบดขยี้ด้วยค้อนเหล็กนับพันลูก ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างจนแทบไม่อาจขยับปลายนิ้วได้
‘ข้า... ยังไม่ตายหรือ?’
หลิวเฉินพยายามลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าคือท้องฟ้าสีครามที่บิดเบี้ยวด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อล้น ชายผู้หนึ่งกำลังเงื้อเท้าขึ้นสูง เตรียมจะเหยียบลงมายังใบหน้าของเขาเพื่อปิดฉากชีวิตศิษย์สวะที่ไร้ค่าผู้นี้ให้สิ้นซาก
ในจังหวะที่ส้นเท้าหนักอึ้งกำลังจะฟาดลงมา ความทรงจำที่แตกกระจัดกระจายดั่งกระจกเงาที่ถูกทุบทำลายพลันหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเขา ราวกับน้ำป่าไหลหลากที่เชี่ยวกราก
*วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์… ปราณมหาจักรวาล… เทพกระบี่จิ่วหยาง…*
นามนั้นก้องกังวานอยู่ในจิตสำนึก! หลิวเฉินในยามนี้ไม่ใช่ศิษย์สวะผู้อ่อนแออีกต่อไป แต่คือมหาเทพกระบี่ผู้เคยผ่าเมฆาด้วยคมดาบเดียวกลับชาติมาเกิดในร่างของเด็กหนุ่มผู้โชคร้าย
“หยุดมือ!”
เสียงที่เปล่งออกมาแม้จะแหบพร่าแต่กลับทรงพลังจนน่าประหลาด ผู้ที่กำลังจะลงมือถึงกับชะงักงันไปชั่วครู่ แววตาของหลิวเฉินเปลี่ยนจากความหวาดกลัวกลายเป็นความเย็นชาที่ลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง เขาไม่รอให้ศัตรูได้ตั้งตัว พลิกกายหมุนตัวขัดขวางแรงเหยียบด้วยทักษะการเคลื่อนไหวที่แม้จะติดขัดด้วยร่างกายที่ไร้พลัง แต่กลับเปี่ยมด้วยจังหวะที่งดงามและแม่นยำดุจจับวาง
“เจ้า... เจ้ากล้าขัดขืนข้าหรือไอ้สวะ!” ศิษย์ชั้นในผู้นั้นคำรามด้วยความโมโหที่ปนความตระหนก “ในเมื่อเจ้าอยากตายเร็วขึ้น ข้าก็จักสงเคราะห์ให้!”
มันชักกระบี่เหล็กกล้าออกมา กวัดแกว่งเป็นวงโค้งหมายจะปลิดชีพ หลิวเฉินแค่นยิ้มในใจ แม้ไร้ปราณ แต่ในสมองของเขามี ‘มรรคาแห่งกระบี่’ ที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นฟ้า
เขาขยับตัวหลบคมกระบี่เพียงเสี้ยวเส้นผม ปลายนิ้วสัมผัสที่สันกระบี่ของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะกระแทกจุดชีพจรที่ลับตาที่สุด ความลับของกระบวนท่านี้คือการใช้แรงส่งที่น้อยที่สุดสร้างผลลัพธ์ที่ใหญ่ที่สุด
*ฉึก!*
ร่างของศิษย์ชั้นในกระตุกเกร็ง กระบี่หลุดจากมือหล่นกระทบพื้น เสียงดังกังวานนั้นทำให้บรรยากาศเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนที่ชายผู้นั้นจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยอาการเส้นชีพจรขัดข้องเฉียบพลัน
หลิวเฉินยืนขึ้นอย่างเชื่องช้า ร่างกายที่เคยบอบช้ำเริ่มซึมซับพลังงานจากฟ้าดินที่เบาบางรอบตัว เขาจ้องมองมือของตนเองที่สั่นเทา พลางถอนหายใจยาว “วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ มิใช่การครอบครองพลังที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือการเข้าใจในความว่างเปล่าที่ก่อกำเนิดสรรพสิ่ง... ข้ากลับมาแล้ว”
ทว่าความเงียบสงัดก็ถูกทำลายลงด้วยแรงกดดันมหาศาลที่จู่โจมเข้ามาดั่งภูเขาทับทม กลิ่นอายความเย็นเยือกที่หนาวเหน็บถึงกระดูกสันหลังแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ ต้นไผ่รอบด้านเริ่มถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งบางๆ ในชั่วพริบตา
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาราวกับภูตพราย นางเป็นสตรีผู้มีใบหน้างดงามล่มเมือง หากแต่แฝงด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์สะบัดไหวไปตามแรงลมที่นางสร้างขึ้น ดวงตาคู่คมกริบจ้องมองมายังหลิวเฉินด้วยความฉงนที่ซ่อนอยู่ในความเย็นชา
“เจ้า... หลิวเฉิน ใช่หรือไม่?” เสียงของนางกังวานใสแต่ไร้ความรู้สึก หากแต่คนที่ฟังจะสัมผัสได้ถึงความกังวลที่ถูกกดทับไว้ลึกสุดหัวใจ
นางคือ ‘เซียนจื่อเวย’ เจ้าสำนักกระบี่เยือกแข็ง ผู้ที่เหล่าศิษย์ต่างหวาดกลัว แต่กลับเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่คอยปกป้องศิษย์สวะผู้นี้จากความอยุติธรรมมาโดยตลอด
หลิวเฉินเงยหน้าขึ้นสบตานาง แววตาของเขามิได้หวั่นเกรงหรือเคารพยำเกรงอย่างที่เคยเป็น แต่มันกลับเป็นสายตาของบุรุษที่มองสตรีผู้หนึ่งอย่างเท่าเทียมและลึกซึ้ง
“ข้าคือหลิวเฉิน และข้าไม่ได้เป็นศิษย์สวะของใครอีกต่อไป” เขาตอบเสียงเรียบ
เซียนจื่อเวยชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติจากเด็กหนุ่มตรงหน้า... จิตวิญญาณของเขาช่างสูงส่งและอันตรายเกินกว่าจะเป็นศิษย์ที่ไร้พลังเช่นเดิม นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้จนหลิวเฉินได้กลิ่นหอมเย็นจางๆ จากกายของนาง “เจ้าไปเอาความกล้าหาญนี้มาจากไหน หรือว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เจ้าสูญเสียสติไปแล้ว?”
มือเรียวบางของนางเอื้อมมาหวังจะจับชีพจรของเขา หลิวเฉินมิได้ถอยหนี แต่กลับคว้าข้อมือของนางไว้ด้วยความเร็วที่เหนือชั้น
“ข้ามิได้เสียสติ ท่านเซียนจื่อเวย...” หลิวเฉินกระซิบเบาๆ แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยประกายกระบี่ “หากท่านอยากทราบว่าข้าคือใครหลังจากวันนี้ จงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะนับแต่นี้ ข้าจะพลิกฟื้นสำนักไผ่เขียวและสั่นสะเทือนสวรรค์ด้วยกระบี่ของข้าเอง”
ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่ควรจะมืดมิดกลับมีสายฟ้าสีครามผ่าลงมายังเบื้องหลังของหลิวเฉิน แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้พื้นดินแยกออกจากกัน เผยให้เห็นศิลาจารึกโบราณที่ฝังอยู่ใต้ดินซึ่งไม่มีใครเคยล่วงรู้มาก่อน
แสงสีครามเจิดจ้าอาบไล้ร่างของทั้งคู่ และในวินาทีที่กระบี่เล่มหนึ่งที่ถูกผนึกไว้ในศิลานั้นเริ่มสั่นระริกพร้อมจะพุ่งออกมาจากฝัก เซียนจื่อเวยก็นัยน์ตาเบิกกว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่นางไม่เคยพบเห็นมาตลอดชีวิต
“กระบี่เทพ... มันตื่นขึ้นแล้ว!”
หลิวเฉินปล่อยมือจากนาง ก้าวไปข้างหน้าอย่างองอาจในขณะที่ฟ้าดินเริ่มคำรามรับการตื่นของคมกระบี่ชิ้นสำคัญ เขาจะหยิบฉวยชะตาชีวิตของตนเองกลับคืนมา หรือจะถูกพลังอำนาจนี้แผดเผาจนมอดไหม้ไปพร้อมกับร่างสวะนี้กันแน่!
...
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับมังกรครามท่องภพในบทนำนี้ หวังว่าท่านจะติดตามการพลิกโฉมยุทธภพไปพร้อมกับข้าในตอนถัดไปนะครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ พลิกฟ้าสังหารเซียน•ตอนที่ 1
ฟื้นตื่นในร่างสวะ
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ พลิกฟ้าสังหารเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
