"มหาเทพกระบี่... ในที่สุดข้าก็หาเจ้าพบเสียที"
เสียงพึมพำนั้นดังก้องอยู่ในมโนภาพที่มืดมิดไร้ขอบเขต หลิวเฉินยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าเบื้องหลังม่านตาของตนเอง เบื้องหน้าเขามิใช่ห้องหับในสำนักกระบี่เยือกแข็ง หากแต่เป็นห้วงมหาสมุทรแห่งจิตวิญญาณที่สั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันมหาศาล ราวกับว่าดวงดาวนับหมื่นกำลังร่วงหล่นลงสู่พื้นมหาสมุทร
เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง มิใช่ความหนาวเหน็บจากอากาศภายนอก แต่เป็น 'กลิ่นอาย' ของวิชาที่สาบสูญไปนานนับหมื่นปี ทันใดนั้น กระแสปราณสีครามเข้มพลันก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างอักษรโบราณที่ส่องประกายดุจดวงดารา มันหมุนวนอย่างเชื่องช้า ก่อนจะพุ่งเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาอย่างรุนแรงจนร่างเนื้อที่นั่งสมาธิอยู่ในห้องลับต้องสั่นสะท้าน
"อึก..."
หลิวเฉินขบกรามแน่น เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม ความเจ็บปวดจากการทะลวงเส้นชีพจรที่เคยตีบตันราวกับถูกใบมีดนับพันกรีดลึกทั่วร่างวิญญาณ หากเป็นคนทั่วไปคงกระอักเลือดตายไปนานแล้ว แต่เขาไม่ใช่คนทั่วไป เขาคือผู้ที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวัฏสงสาร!
เขารีบข่มจิตให้มั่น ลมหายใจเข้าออกประสานเป็นจังหวะเดียวกับการโคจรของมวลปราณ ‘เคล็ดวิชาไร้ลักษณ์’ มิใช่การกักเก็บพลังไว้ในร่างอย่างวิชาสายหลักทั่วไป แต่มันคือการเปลี่ยนร่างเนื้อให้กลายเป็น 'ภาชนะที่ว่างเปล่า' เพื่อรองรับพลังจากฟ้าดินโดยตรง
*วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์—ไร้รูป ไร้ลักษณ์ ไร้ตัวตน...*
คำนิยามนี้ผุดขึ้นในหัว จังหวะการหมุนเวียนปราณเปลี่ยนไป มันมิได้วิ่งไปตามเส้นชีพจรสายหลักที่คุ้นเคย แต่มันซึมลึกเข้าสู่กระดูก เคลื่อนผ่านช่องว่างระหว่างรอยต่อของกล้ามเนื้อ และแฝงเร้นอยู่ในทุกอณูของผิวหนัง พลังปราณที่เคยหยาบกระด้างบัดนี้เริ่มหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับจิตวิญญาณ ความรู้สึกที่ว่าตนเองเป็นเพียงธุลีดินค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกว่าเขากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของสายลม สายน้ำ และความว่างเปล่า
"ศิษย์พี่... ท่านยังอยู่ข้างในใช่หรือไม่"
เสียงเคาะประตูดังแผ่วเบาจากภายนอก เป็นเสียงของเซียนจื่อเวย นางไม่ได้ใช้พลังปราณเพื่อเปิดประตู แต่เลือกที่จะใช้วิธีทางโลกเพื่อรักษามารยาท แม้ในสายตาผู้อื่นนางจะเป็นนางเซียนผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็งหมื่นปี แต่กับหลิวเฉิน... นางกลับเหลือเพียงความกังวลที่ปิดไม่มิด
หลิวเฉินลืมตาขึ้น ดวงตาดำขลับของเขาในยามนี้ปรากฏประกายสีครามวูบผ่านก่อนจะดับลง เขาตวัดมือเพียงครั้งเดียว ประตูหินที่ปิดตายก็เปิดออกด้วยแรงดันอากาศที่บีบอัดอย่างแม่นยำ
เซียนจื่อเวยก้าวเข้ามาในห้อง รัศมีเย็นเยียบของนางสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับดวงตาของหลิวเฉิน นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป... ชายผู้นี้ดูราวกับว่าไม่ได้ยืนอยู่ตรงหน้านาง แต่เหมือนเขากำลังยืนอยู่ ณ ปลายสุดของขอบฟ้า
"เจ้ามาทำไม" หลิวเฉินเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังต้องหยุดหายใจ
"ท่าน... ท่านบรรลุเคล็ดวิชาขั้นที่สองแล้วใช่หรือไม่?" นางถามเสียงเบา พลางก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาจากตัวนาง "เมื่อครู่ปราณในสำนักปั่นป่วนจนข้าสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่น่ากลัว มันเป็นปราณที่ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน"
หลิวเฉินลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาสูงโปร่ง สง่างามดุจกระบี่ที่ถูกหล่อหลอมจากเหล็กกล้าชั้นเลิศ เขาจ้องมองใบหน้าที่งามล้ำดั่งภาพวาดของนางเซียนผู้สูงส่งผู้นี้ นึกถึงความผูกพันในอดีตชาติที่นางเคียงข้างเขาจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนเขาจะสิ้นชีพ
"มันคือวิถีที่จะพาข้าไปพบกับความจริง จื่อเวย" หลิวเฉินยื่นมือออกไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่คุ้นเคยทำให้เซียนจื่อเวยสะดุ้งเล็กน้อย แต่ดวงตาของนางกลับมีความอบอุ่นวาบขึ้นมา "เจ้าอย่าได้กังวล ไม่ว่าข้าจะกลายเป็นอะไร ข้าก็ยังเป็นเพียงหลิวเฉินของเจ้าเสมอ"
"ท่าน... ท่านกล้าพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าข้าหรือ" นางก้มหน้าหลบสายตา ใบหน้าที่เคยไร้ความรู้สึกบัดนี้ขึ้นสีระเรื่อ
"ข้ากล้าทำมากกว่านั้นด้วยซ้ำ"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำ เสียงหวีดหวิวจากระฆังทองคำหน้าสำนักก็ดังลั่นสนั่นหวั่นไหว มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่ไม่ได้ยินมานานนับร้อยปี!
หลิวเฉินขมวดคิ้วฉับ แววตาที่อ่อนโยนเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก "มีคนบุกสำนักกระบี่เยือกแข็ง... ดูเหมือนจะมีคนไม่ต้องการให้ความสงบนี้คงอยู่ยาวนานนัก"
เซียนจื่อเวยกำกระบี่ประจำกายแน่น รัศมีไอเย็นแผ่ออกมาจากร่างของนางจนพื้นห้องเริ่มจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง "พวกมันกล้าหาญยิ่งนักที่บุกมาถึงใจกลางสำนัก"
"ไม่ต้องห่วง" หลิวเฉินกล่าวพลางก้าวเดินไปที่หน้าต่าง มองลงไปยังลานกว้างด้านล่างที่ซึ่งศิษย์สำนักกำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มคนชุดดำนับร้อยที่ปล่อยกลิ่นอายมารร้ายอันตรายออกมา
เขาไม่ได้หยิบกระบี่ขึ้นมา เพราะในมือของเขาในยามนี้... คือความว่างเปล่าที่ทรงพลังที่สุด
"ในเมื่อพวกมันรนหาที่ตาย ข้าก็จะใช้พวกมันเป็นบันไดก้าวแรกในการทดสอบวิชาไร้ลักษณ์นี้เสียเลย"
ทันใดนั้น เงาสายหนึ่งพุ่งทะลุหลังคาลงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลิวเฉิน มันเป็นชายสวมหน้ากากเหล็กที่มีรอยสักรูปงูพิษที่ข้อมือ พร้อมเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังบาดลึกเข้าสู่โสตประสาท
"มหาเทพกระบี่? ช่างน่าขัน... วันนี้สำนักกระบี่เยือกแข็งจะต้องถูกย้อมด้วยเลือดของเจ้า!"
เจ้าของหน้ากากเหล็กตวัดมือ ปราณสีดำสนิทก่อตัวเป็นคมเคียวพุ่งเข้าใส่ลำคอของหลิวเฉินด้วยความเร็วเหนือเสียง ทว่าวินาทีก่อนที่มันจะสัมผัสผิวหนัง... ร่างของหลิวเฉินพลันจางหายไปราวกับควันไฟ และไปปรากฏตัวอยู่ด้านหลังชายชุดดำด้วยท่าทางที่ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว!
"เจ้าเร็วไป..." หลิวเฉินกระซิบข้างหูของมัน "แต่กระบี่ของข้า... เร็วกว่าเจ้าหนึ่งก้าวเสมอ"
สิ้นคำพูดของเขา คมกระบี่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าพลันปรากฏขึ้นพร้อมกับเลือดสีดำที่กระเซ็นรดพื้นห้อง!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับมังกรครามท่องภพในยุทธภพแห่งนี้ครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ พลิกฟ้าสังหารเซียน•ตอนที่ 3
เคล็ดวิชาไร้ลักษณ์
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ พลิกฟ้าสังหารเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
