ปลายนิ้วที่เคยสัมผัสอยู่บนหน้าจอกระจกแข็งๆ ของโทรศัพท์มือถือชะงักค้างกลางอากาศ รินรดาแทบไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา เมื่อข้อความที่เพิ่งเด้งขึ้นมาบนหน้าจอของฟ้าใสเมื่อครู่ สะท้อนสะเก็ดไฟบางอย่างที่พวกเธอต่างพยายามหลบเลี่ยงมาตลอดหลายปี
"นั่น... คืออะไรคะฟ้าใส"
เสียงของรินรดาแผ่วเบาเสียจนเกือบจะกลืนหายไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้องนั่งเล่น แต่ในความเงียบงันที่กดทับ บรรยากาศรอบตัวกลับหนักอึ้งราวกับมีมวลอากาศนับตันมากองอยู่ตรงกลางระหว่างโซฟาตัวนั้น
ฟ้าใสรีบคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงอย่างลิบลี้ รอยยิ้มที่เคยอบอุ่นและเป็นกันเองเมื่อสักครู่ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกที่ฉายชัดผ่านนัยน์ตาคู่สวย สถาปนิกสาวผู้มักจะควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้เสมอ กลับกำลังเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด มือเรียวที่วางอยู่บนตากระตุกน้อยๆ อย่างปิดไม่มิด
"มัน... ไม่มีอะไรหรอกค่ะริน" ฟ้าใสพยายามฝืนยิ้ม เสียงที่ตอบกลับมาแหบพร่ากว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด "ก็แค่... ข้อความจากรุ่นพี่ที่บริษัทน่ะค่ะ เขาถามเรื่องงานออกแบบโปรเจกต์ใหม่ที่ต่างจังหวัด"
รินรดานิ่งเงียบ สายตาคู่คมกริบที่มักใช้มองตัวละครในนิยายกลับกำลังจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ช่างน่าขันเสียจริง ที่ผ่านมาเธอมักคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ขี้ขลาดและกลัวการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด แต่ในวินาทีนี้ รินรดากลับสัมผัสได้ถึงกำแพงบางอย่างที่ฟ้าใสสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องบางสิ่ง... หรือเพื่อปกป้องหัวใจของพวกเธอกันแน่?
"รุ่นพี่ที่ไหน ถึงทำให้คุณต้องทำหน้าเหมือนความลับกำลังจะแตกแบบนั้นคะ" รินรดายขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นอายความคุ้นเคยที่มักจะทำให้สบายใจ กลับกลายเป็นความตึงเครียดที่ชวนให้หายใจไม่ทั่วท้อง "เราเป็นเพื่อนบ้านกันมานานแค่ไหนแล้วคะฟ้าใส เราผ่านอะไรด้วยกันมาตั้งเท่าไหร่ ทำไม... ถึงยังมีเรื่องที่คุณเลือกที่จะเก็บไว้คนเดียวอีก"
ฟ้าใสเบือนหน้าหนี มองออกไปนอกกระจกหน้าต่างที่สะท้อนเงาของแสงไฟจากตึกฝั่งตรงข้าม ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าสบายใจ มันคือความเงียบที่บีบคั้นหัวใจจนแทบแตกสลาย
"เพราะว่า... ยิ่งรินเข้าใกล้ตัวตนที่แท้จริงของฟ้ามากเท่าไหร่ ฟ้าก็ยิ่งกลัวค่ะ" เสียงของฟ้าใสสั่นระริก ยอมจำนนต่อแรงกดดันในแววตาคู่นั้นในที่สุด ใบหน้าที่มักจะเข้มแข็งเสมอในยามนี้กลับเปื้อนไปด้วยความเปราะบางอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน "รินก็รู้ว่าเราอยู่ในจุดที่สบายใจแค่ไหน การก้าวข้ามเส้นคำว่า 'เพื่อนข้างห้อง' ไป มันไม่ได้หมายถึงแค่การเริ่มต้นใหม่นะคะริน... แต่มันหมายถึงความเสี่ยงที่เราอาจจะสูญเสียทุกอย่างไปตลอดกาล ถ้าหากว่าเราไปกันไม่รอด"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ คำพูดนั้นเหมือนมีคมมีดกรีดลงกลางใจ เพราะนั่นคือสิ่งที่เธอหวาดกลัวมาตลอดเช่นกัน ความกลัวที่จะสูญเสียรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และไอน้ำอุ่นๆ ของกาแฟในยามเช้าที่แบ่งปันกัน
แต่ทว่า... เมื่อมองลึกลงไปในแววตาที่ไหวระริกของฟ้าใส รินรดากลับตระหนักได้ว่า ความกลัวที่พวกเธอกอดเก็บไว้ มันไม่ได้ช่วยปกป้องอะไรเลย มันมีแต่จะทำให้พวกเธอต่างฝ่ายต่างยืนอยู่คนละฝั่งของกำแพงที่สร้างขึ้นเอง
รินรดายื่นมือออกไปช้าๆ ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนหลังมือของฟ้าใสที่วางอยู่บนตักสัมผัสที่อบอุ่นและสั่นเทานั้นทำให้ฟ้าใสสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามอง
"แล้วถ้าการที่เราไม่กล้าก้าวออกไปไหนเลย... มันคือการที่เรากำลังสูญเสียกันและกันทีละน้อยตั้งแต่ตอนนี้ล่ะคะ?" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่หนักแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นัยน์ตาคู่สวยฉายแววเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนโยน "ฟ้าใสคะ... รินเบื่อเต็มทีแล้วกับความสัมพันธ์ที่เราต่างต้องคอยระมัดระวังคำพูด เพื่อไม่ให้เผลอล้ำเส้น รินไม่อยากเป็นแค่เพื่อนบ้านที่แสนดีในวันที่ฟ้าต้องการใครสักคนจริงๆ อีกต่อไปแล้วนะคะ"
ฟ้าใสเบิกตากว้าง หายใจสะดุดกึก หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอพังทลายลงในพริบตาเดียว หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาของสถาปนิกสาว เมื่อกำแพงที่เธอเพียรสร้างมาหลายปีพังทลายลงด้วยคำพูดเรียบง่ายแต่มันตราตรึงถึงขั้วหัวใจของรินรดา
"ริน..." ฟ้าใสครางชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา ราวกับไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือความจริง
"เราลองก้าวออกจาก Comfort Zone นี้ไปด้วยกันดูไหมคะ" รินรดาส่งยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญที่เธอรวบรวมมาทั้งชีวิต "ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้ค่ะ ไม่ต้องมั่นใจว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง... แค่รู้ว่าเราจะก้าวไปพร้อมๆ กันก็พอค่ะ"
ฟ้าใสจ้องมองรอยยิ้มนั้น เนิ่นนานราวกับเวลาหยุดเดิน ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะคลี่ยิ้มกว้างออกมา เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุด โล่งโปร่งที่สุด และสวยงามที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็นมาในชีวิต มือที่เคยสั่นเทากลับพลิกขึ้นมาจับมือของรินรดาไว้แน่น กระชับความอบอุ่นนั้นให้แนบแน่นยิ่งขึ้น
"ค่ะ... เราไป1ด้วยกันนะคะริน" ฟ้าใสพยักหน้ารับ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหลังมือ แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับสว่างไสวเสียยิ่งกว่าแสงไฟยามค่ำคืน
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นละมุนละไมที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู ความหวาดกลัวที่เคยเกาะกินหัวใจถูกแทนที่ด้วยความโล่งใจและการเริ่มต้นใหม่ที่มั่นคงกว่าครั้งไหนๆ ทั้งสองคนขยับเข้าไปใกล้กันมากขึ้น ระยะห่างที่เคยมีค่อยๆ ถูกร่นลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง หัวใจสองดวงที่เคยเต้นผิดจังหวะมาตลอด เริ่มปรับคลื่นความถี่ให้เข้าหากันทีละนิดอย่างเป็นธรรมชาติ
ท่ามกลางความเงียบสงบที่เต็มไปด้วยความหมาย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันจากหน้าห้อง... กะทันหันจนทำให้ทั้งสองสะดุ้งสุดตัว!
ฟ้าใสขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ขณะที่รินรดาหันไปมองนาฬิกาบนผนังที่บอกเวลาเที่ยงคืนตรงพิกัดพอดี ใครกันที่จะมาเคาะห้องของพวกเธอในยามวิกาลเช่นนี้?
รินรดาลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินไปที่ประตูห้องด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ มือเรียวบิดลูกบิดประตูแล้วดึงเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปรดของบุคคลที่ไม่คาดฝันยืนยิ้มระรื่นอยู่หน้าห้อง พร้อมกับคำพูดที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงในพริบตา
"สวัสดีค่ะริน... ไม่เจอกันนานเลยนะ จำพี่ได้ใช่ไหมคะ?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครมาจนถึงบทนี้นะคะ สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รีดีใจจริงๆ ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวความรักละมุนละไมนี้กับทุกคนค่ะ
องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม•ตอนที่ 49
ก้าวใหม่ที่มั่นคง
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะข้างห้องคนเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!