“หลักฐานมัดตัวแน่นหนาถึงเพียงนี้ แต่ท่านแม่ทัพกลับยังกล้าเอ่ยปากว่า ‘ไม่อาจปรักปรำ’... ช่างเป็นความเมตตาที่น่าขบขันสิ้นดี หรือว่าที่แท้แล้ว ใต้เสื้อเกราะเหล็กกล้านั่น มิได้มีหัวใจไว้เพื่อผดุงความยุติธรรม แต่มีไว้เพื่อประคับประคองพวกพ้องที่กระทำผิดกันแน่เพคะ!”
สุ้มเสียงกังวานใสของฉินอวี้ดังก้องไปทั่วท้องพระโรงที่เงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของเหล่าขุนนางที่ยืนก้มหน้าหลบสายตา มือเล็กๆ ของนางกำแน่นอยู่ในแขนเสื้อ ขณะที่ดวงตากลมโตดุจกวางป่าจ้องเขม็งไปยังร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
เฟิงหานไม่ขยับกายแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์ซ่อนเล็บใต้คิ้วกระบี่คู่นั้นกวาดมองสตรีที่บังอาจท้าทายอำนาจของเขาต่อหน้าพระพักตร์ ราวกับกำลังมองดูแมลงตัวน้อยที่รนหาที่ตาย
“บุตรสาวขุนนางตกอับผู้หนึ่ง มีสิทธิ์อะไรมาตัดสินความภักดีของข้าในท้องพระโรง” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ แหบพร่าและเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก “คดีทุจริตในกองเสบียงไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือไต่เต้าเพื่อดึงความสนใจจากเบื้องบน หากเจ้าไม่มีหลักฐานที่มากกว่า ‘คำครหา’ ก็จงหุบปากเสีย ก่อนที่ลิ้นของเจ้าจะไม่ได้มีโอกาสได้ใช้พูดอีกต่อไป”
“คำครหาหรือเพคะ?” ฉินอวี้หัวเราะในลำคอ แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย “บัญชีรายจ่ายสามฉบับที่ข้าพบในคลังลับของสกุลหลิน คือสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุด หากท่านแม่ทัพยังหลับตาข้างหนึ่งเพียงเพราะเขาเป็นคนสนิทของท่าน เช่นนั้นใต้หล้านี้ก็คงมิต้องมีกฎหมายไว้ให้เกะกะสายตาอีกแล้ว!”
ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างของแม่ทัพหนุ่ม เฟิงหานก้าวเท้าเดินตรงเข้าหาฉินอวี้อย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นราวกับแผ่นดินสั่นสะเทือน ขุนนางรอบข้างถอยกรูออกไปจนเกิดเป็นวงกว้าง ทิ้งให้คนทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันกลางโถงกว้าง
“เจ้าคิดว่าเจ้าฉลาดนักหรือ ฉินอวี้” เขาหยุดยืนตรงหน้านาง ระยะห่างน้อยจนฉินอวี้ได้กลิ่นอายไม้กฤษณาจางๆ ผสมกับกลิ่นคาวเลือดที่แฝงมากับชุดเกราะ “การพุ่งชนกำแพงเหล็กด้วยตัวคนเดียวมิได้เรียกว่ากล้าหาญ แต่มันเรียกว่า ‘โง่เขลา’... เจ้ากำลังพาตัวเองไปสู่หลุมศพที่เจ้าขุดขึ้นมาเอง”
ฉินอวี้เชิดหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่หลบเลี่ยง แม้ในใจจะหวั่นเกรงต่อรัศมีอำนาจอันท่วมท้น แต่ศักดิ์ศรีที่นางยึดมั่นกลับทำให้หัวใจแกร่งขึ้น
“หากความตายคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ความจริงปรากฏ ข้าก็ยินดีเพคะ ดีกว่าต้องมีชีวิตอยู่ด้วยการเป็นเงาให้คนโฉดชั่วอาศัยบังแดด!”
องค์ชายสามที่ประทับอยู่บนบัลลังก์สำรองคลี่ยิ้มบางๆ สายตาคมปลาบจับจ้องการปะทะฝีปากนั้นด้วยความพึงพอใจ แผนการกำจัดแม่ทัพผู้เป็นเสี้ยนหนามและนางสตรีสติเฟื่องผู้มีสมองเป็นเลิศกำลังดำเนินไปอย่างงดงาม ทุกถ้อยคำที่ฉินอวี้พ่นออกมา คือการเติมเชื้อไฟให้เฟิงหานโกรธจัด และเมื่อใดที่เฟิงหานลงมือฆ่าสตรีต่อหน้าธารกำนัล เมื่อนั้นเขาก็จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการถอดถอนอำนาจแม่ทัพผู้หยิ่งผยองเสีย
“พอได้แล้ว!” เสียงตวาดของเฟิงหานมิได้ดังลั่น แต่กลับทำให้ทั้งท้องพระโรงสั่นสะเทือน เขาเอื้อมมือหนาไปกระชากต้นแขนของฉินอวี้อย่างแรงจนร่างบางถลาเข้ามาปะทะกับแผงอกแข็งแกร่ง
ฉินอวี้ตกใจจนลมหายใจสะดุด นางพยายามขืนตัวออก แต่แรงมหาศาลของชายที่ผ่านการศึกมานับไม่ถ้วนนั้นหรือจะยอมให้หนีไปได้ เขาลากนางออกมาจากวงล้อมขุนนาง กึ่งลากกึ่งจูงไปที่มุมลับตาหลังเสามังกร ก่อนจะกดไหล่บางของนางติดกับเสาหินเย็นเฉียบ
“ท่านจะทำอะไร!” นางตวาดเสียงสั่น แม้ความกลัวจะแล่นริ้วขึ้นมา แต่สีหน้ายังคงแข็งกร้าว
เฟิงหานก้มลงมาจนจมูกโด่งสันแทบชิดแก้มเนียน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะใบหน้านางอย่างจงใจ แววตาเย็นชาคู่นั้นวูบไหวด้วยประกายที่ฉินอวี้แปลความหมายไม่ถูก มันไม่ใช่ความเกลียดชังเสียทีเดียว แต่มันเป็นความ ‘หงุดหงิด’ ที่ปนเปกับความปรารถนาบางอย่างที่ซ่อนลึก
“เจ้าคิดว่าตัวเองเก่งนักใช่ไหมที่กล้าดึงข้าลงมาเล่นเกมบ้าๆ นี่” เขาเค้นเสียงต่ำ “เจ้ากำลังเล่นกับไฟฉินอวี้ และไฟกองนี้ไม่ได้แค่จะแผดเผาเจ้า แต่มันจะทำลายทุกอย่างที่ข้าปกป้องอยู่!”
“นั่นก็เพราะท่านปกป้องของเน่าเสียอยู่ไงเล่า!” นางโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน ดวงตาสบกันเนิ่นนานจนราวกับกาลเวลาหยุดหมุน
ทันใดนั้นเอง ประตูใหญ่ของท้องพระโรงก็ถูกผลักออกด้วยแรงมหาศาล เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์นับสิบกรูเข้ามาล้อมพื้นที่ สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่เงาร่างสองร่างที่กำลังแนบชิดกันอยู่หลังเสา
เฟิงหานชะงักไปเล็กน้อย เขาผละออกจากนางเพียงครึ่งก้าว ทว่ามือที่กดไหล่นางไว้ยังคงไม่ปล่อย ฉินอวี้เบิกตากว้างเมื่อเห็นบุคคลที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงด้วยเล่ห์ร้าย... องค์ชายสามกำลังเดินตรงมาพร้อมกับราชโองการในมือ
“แม่ทัพเฟิง... ดูเหมือนว่าสตรีผู้นี้จะพยายามยั่วยวนท่านเพื่อหวังผลทางคดีความนะ” องค์ชายสามกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึก “หรือว่า... สองคนนี้แอบคบหาดูใจกันลับหลังราชสำนักจนถึงขั้นมีสัมพันธ์ลึกซึ้งแล้ว?”
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นความโกลาหลทันที เฟิงหานหันกลับมามองฉินอวี้ที่ใบหน้าเริ่มซีดเผือดลง เพราะนี่คือกับดักที่นางไม่ได้เตรียมใจรับมือมาก่อน
“ข้าถามจริงๆ เถอะแม่ทัพเฟิง” องค์ชายสามยิ้มเย็น “คืนนี้เจ้าจะเลือก ‘รักษาคอ’ ของนาง... หรือจะเลือก ‘รักษาบัลลังก์’ ของเจ้ากันแน่?”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความรักที่ห่อหุ้มด้วยคมดาบในครั้งนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ดอกโบตั๋นพันปี
เล่ห์จารึกรัก ปักใจแม่ทัพน้ำแข็ง•ตอนที่ 1
ศัตรูบนเวทีพิพากษา
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์จารึกรัก ปักใจแม่ทัพน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
