“หากวันนี้ข้าตัดสินใจที่จะไม่วางดาบลง ท่านคิดว่าแผ่นดินนี้จะลุกเป็นไฟ หรือจะถูกชำระล้างด้วยหยาดเลือดของคนโฉดจนสิ้นซากกันแน่?”
เสียงของสวี่จินหรานราบเรียบ ทว่ากังวานดุจคมกระบี่ที่กรีดลงบนความเงียบงันภายในห้องทรงพระอักษร นางยืนอยู่เบื้องหลังเงาร่างสูงใหญ่ของหลงเทียนเฉิง นิ้วเรียวงามวางทาบลงบนแผนที่แผ่นดินที่กางออกจนเต็มโต๊ะไม้จันทน์หอม
หลงเทียนเฉิงไม่ได้หันกลับมามอง ทว่ามุมปากของเขากลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เขาค่อยๆ วางพู่กันลง ก่อนจะหมุนกายกลับมาเผชิญหน้ากับสตรีผู้เป็นทั้งดวงใจและขุนพลคู่บารมี “เจ้าถามคำถามที่ข้าเคยถามตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน แต่จินหราน... ในวันที่เลือดตระกูลเจ้าถูกลบเลือนด้วยอำนาจมืด ข้าไม่ได้เลือกจะทำลายแผ่นดิน แต่ข้าเลือกที่จะทำลาย ‘ระบบ’ ที่เน่าเฟะเพื่อสร้างใหม่บนซากปรักหักพังนั้นต่างหาก”
เขายื่นมือออกมา ประสานนิ้วมือเข้ากับนางอย่างมั่นคง ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือคือความจริงเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางวังวนแห่งเล่ห์กลที่ทั้งคู่ร่วมฝ่าฟันมาด้วยกัน
“ขุนนางกังฉินเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว ทรัพย์สินที่ถูกฉ้อโกงถูกนำกลับคืนสู่ราษฎร ทว่างานที่หนักหนากว่าการยึดอำนาจคือการรักษาความยุติธรรมให้คงอยู่ตลอดไป” หลงเทียนเฉิงกระซิบ สายตาคมกริบของเขายามทอดมองนางเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนจนน่าใจหาย “ข้าทำทุกอย่างเพื่อบัลลังก์นี้ แต่จินหราน... บัลลังก์จะไม่มีความหมายใดเลยหากปราศจากเจ้าผู้เป็นมเหสีเคียงข้างกาย”
สวี่จินหรานเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ความเย็นชาที่เคยเป็นเกราะป้องกันตนมาตลอดหลายปีค่อยๆ ทลายลง นางรู้ดีว่าเส้นทางต่อจากนี้แม้จะไร้ซึ่งศัตรูที่ถือดาบรออยู่ แต่ยังมีศัตรูที่มองไม่เห็น นั่นคือความเสื่อมถอยของกาลเวลาและใจคน
“หม่อมฉันไม่ได้ต้องการเป็นเพียงดอกไม้ประดับบัลลังก์ที่เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา” นางกล่าวพลางสบตาเขาตรงๆ “หม่อมฉันขอเป็นดั่งป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในวันที่ฝ่าบาทเหนื่อยล้า และเป็นเข็มทิศในวันที่พระองค์หลงทาง... นี่คือคำสัญญาจากสวี่จินหราน”
หลงเทียนเฉิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดึงรั้งร่างบางเข้าสู่อ้อมกอด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยจากร่างนางทำให้เขารู้สึกถึงความสงบที่โหยหามาเนิ่นนาน “คนทั้งแผ่นดินต่างหวาดกลัวอำนาจของเจ้า แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ข้ารักที่สุด... ความกล้าหาญที่แม้แต่เทพเซียนยังต้องหลีกทาง”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเคร่งเครียดที่เคยปกคลุมทั่ววังหลวงมาตลอดหลายเดือนถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงบที่เปี่ยมด้วยนัยยะสำคัญ ข้างนอกหน้าต่างบานสูง แสงตะวันยามอัสดงอาบไล้ไปทั่วหลังคากระเบื้องสีเหลืองทองของพระราชวัง มันไม่ใช่แสงที่บาดตา แต่เป็นแสงที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของพายุใหญ่ และการเริ่มต้นของฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยว
“หากวันหนึ่งข้ากลายเป็นฮ่องเต้ที่ลุ่มหลงในอำนาจเฉกเช่นบรรพบุรุษที่เจ้าเคยเกลียดชัง เจ้าจะทำอย่างไร?” เขาถามขึ้นกะทันหัน น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความหยอกเย้า ทว่าแฝงความหมายลึกซึ้ง
สวี่จินหรานเงยหน้าขึ้น ดวงตากระจ่างใสคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน “หากวันนั้นมาถึง หม่อมฉันจะไม่ห้ามพระองค์ด้วยคำพูด แต่หม่อมฉันจะขอเป็นคนสุดท้ายที่ถือดาบเล่มเดียวกับที่พระองค์มอบให้... เพื่อตัดไฟต้นลม ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิม”
คำตอบนั้นทำให้หลงเทียนเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะระเบิดหัวเราะออกมาอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เขาจุมพิตลงบนหน้าผากนางอย่างแผ่วเบาและหนักแน่น “ดี... ข้าก็คาดหวังคำตอบเช่นนั้นจากเจ้าเสมอ”
เมื่อคืนวันที่ยาวนานผ่านพ้นไป แผ่นดินใต้ฟ้าของหลงเทียนเฉิงก็เริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทองที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ใช่เพราะการพิชิตด้วยกำลังทหาร แต่เป็นการพิชิตด้วยหัวใจของมเหสีผู้ชาญฉลาดและฮ่องเต้ผู้มีเมตตาธรรม ทั้งสองพระองค์ครองคู่กัน ครองใจราษฎรด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม
ทว่าในมุมที่ไม่มีใครเห็น ในห้องทรงพระอักษรที่เดิมเคยเต็มไปด้วยม้วนคัมภีร์ลับ กลายเป็นห้องที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงกระซิบกระซาบเกี่ยวกับการวางแผนการเกษตรและการปฏิรูปการศึกษา ทั้งสองไม่ได้แยกจากกันเพื่อไปเสวยสุขในกรงทอง แต่กลับจับมือกันเดินลงจากบัลลังก์สูงส่งเพื่อไปสัมผัสกับผืนดินจริง ราษฎรที่เคยหวาดกลัวอำนาจเผด็จการเริ่มยิ้มได้เมื่อเห็นฮ่องเต้และมเหสีเดินเคียงคู่กันไปตามหมู่บ้านชายแดนโดยไม่มีกองทหารคุ้มกันหนาตา
สวี่จินหรานในชุดเรียบง่ายทว่าสง่างามมองดูเด็กน้อยที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในนาข้าว นางหันไปสบตากับบุรุษข้างกายที่บัดนี้ละทิ้งท่าทีเคร่งขรึม เหลือเพียงชายหนุ่มผู้รักครอบครัวและแผ่นดินอย่างสุดหัวใจ
“ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรานั่งอยู่บนที่สูงเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ทำสิ่งใดทิ้งไว้ให้ผู้ที่อยู่เบื้องล่างบ้าง” สวี่จินหรานกล่าว
หลงเทียนเฉิงกุมมือนางไว้แน่น “ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็นนิรันดร์หรือไม่ แต่ขอเพียงวันนี้และพรุ่งนี้ยังมีเจ้าเคียงข้าง... ข้าก็ไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว”
ใต้แสงดวงดาวที่พราวระยับ หลงเทียนเฉิงและสวี่จินหรานยืนเคียงคู่กันมองออกไปสู่ขอบฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตา บัดนี้จักรวรรดิอัคคีไม่ได้ถูกปกครองด้วยไฟที่เผาผลาญ แต่ถูกโอบอุ้มด้วยความอบอุ่นแห่งความรักและความหวังที่ไม่มีวันดับสูญ ประวัติศาสตร์จะไม่จารึกเพียงชื่อฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ แต่จะจารึกเรื่องราวของมเหสีผู้พลิกชะตาสวรรค์... เคียงคู่กันไปจนกว่าดินฟ้าจะสลาย
นิยายเรื่องนี้มาถึงจุดสิ้นสุดของหน้ากระดาษแล้ว แต่เรื่องราวความรักและความภักดีของพวกเขาจะคงอยู่ตลอดไปในใจของผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาแห่งการชิงไหวชิงพริบมาจนถึงบรรทัดสุดท้ายนะคะ!
ด้วยรักและขอบคุณจากใจจริงของหลิวเยี่ยนซีค่ะ
มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 30
บทส่งท้าย: นิรันดร์เคียงคู่ฟ้าดิน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!