ลิขิตรักฉบับแก้ไขในรอยร้าว•ตอนที่ 2

ก้าวออกจากวงจรเดิม

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
“ถ้าคุณแม่ยังไม่เลิกทำหน้ายักษ์ใส่โต๊ะทำงาน น้องลินินจะเอาสติกเกอร์รูปแมวเหมียวมาแปะหน้าผากคุณแม่จริงๆ ด้วยนะคะ” เสียงใสแจ๋วเจือแววทะเล้นดังขึ้น พร้อมกับนิ้วมือป้อมๆ ที่ยื่นมาแตะปลายจมูกของฉันเบาๆ รินรดาหลุดจากภวังค์ความคิดอันดำมืดในหัวทันที ความตึงเครียดที่เกาะกุมหัวใจมาตลอดทั้งวันราวกับกลุ่มควันสีเทาถูกปัดเป่าให้จางลงด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์ของเด็กหญิงวัยสี่ขวบตรงหน้า ฉันทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้หมุนในสตูดิโอขนาดกะทัดรัดแต่โปร่งสบาย แสงไฟสีส้มวลีอ่อนโยนจากโคมไฟตั้งโต๊ะช่วยขับบรรยากาศรอบตัวให้ผ่อนคลายขึ้น ที่นี่... มุมห้องทำงานส่วนตัวในบ้านเช่าหลังเล็กปลายซอย คืออาณาจักรใหม่ที่ฉันสร้างขึ้นด้วยสองมือและหยาดเหงื่อ หลังจากสลัดคราบภรรยาในนามที่ไร้ตัวตนจากตระกูลอัครเดชากุลมาได้สามเดือนเต็ม สี่ปีที่ผ่านมา รินรดาคนเก่าตายไปพร้อมกับการจดทะเบียนสมรสที่ไร้ซึ่งความรัก คีริน... ผู้ชายที่มองว่าการแต่งงานเป็นเพียงพันธะทางธุรกิจ ไม่เคยชายตาแลแม้แต่น้อยในวันที่ฉันตั้งครรภ์และต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดลำพัง เขาผลักไสฉันให้อยู่ในความเงียบงันของคฤหาสน์หลังใหญ่ ราวกับฉันเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่หมดความจำเป็น แต่ความโหดร้ายของเขาในวันนั้น คือฟืนไฟที่หล่อหลอมให้ฉันกลายเป็นผู้หญิงคนใหม่ในวันนี้—ผู้หญิงที่ไม่ยอมก้มหัวให้โชคชะตา และที่สำคัญที่สุด... ผู้หญิงที่มีเหตุผลอันยิ่งใหญ่ในการมีชีวิตอยู่ “ไหน ใครจะเอาสติกเกอร์มาแปะหน้าผากแม่เหรอคะ ตัวแค่นี้กล้าขู่คุณแม่แล้วหรือไงหึ” ฉันแกล้งทำเสียงดุแต่แววตาระyิบระยับด้วยความเอ็นดู ก่อนจะอ้าแขนรับร่างนุ่มนิ่มที่โผเข้ามากอดเอวไว้แน่น “ลินินไม่ได้ขู่ค่ะ ลินินเตือนด้วยความรักต่างหาก” เจ้าตัวเล็กซุกใบหน้าจิမ်းลิ้มลงกับอกของฉัน กลิ่นแป้งเด็กหอมกรุ่นลอยแตะจมูก ปัดเป่าความเหนื่อยล้าจากการนั่งดราฟต์แบบแปลนบ้านให้ลูกค้านานหลายชั่วโมงจนหมดสิ้น “คุณแม่เครียดเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ เมื่อกี้ลินินเห็นคุณแม่ถอนหายใจตั้งสามรอบแน่ะ แก้มป่องหมดแล้ว” ฉันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ พลางกดจมูกลงบนแก้มยุ้ยๆ ทั้งสองข้างด้วยความหมั่นเขี้ยว ดวงตาโตใสแจ๋วของลูกสาวที่เงยขึ้นมองช่างถอดแบบมาจากใครบางคนราวกับเอาพิมพ์มาทาบ—สันจมูกโด่งรั้น ดวงตากลมโตคมเข้มยามที่เธอใช้ความคิด และริมฝีปากหยักได้รูป ทุกอย่างในตัวน้องลินินคือภาพสะท้อนของคีริน ชายผู้เป็นทั้งบาดแผลและโซ่ตรวนในอดีต แต่สำหรับฉันแล้ว... เด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่ตราบาป เธอคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่พระเจ้าประทานมาให้ในวันที่มืดมนที่สุดของชีวิต “แม่ไม่ได้เครียดค่ะ คนเก่งของแม่แค่วิตกกังวลเรื่องงานนิดหน่อย แต่ตอนนี้หายแล้วล่ะค่ะเพราะมีคนตัวเล็กมาเติมพลังให้” ฉันกระซิบตอบเสียงนุ่ม พลางลูบผมยาวสลวยของลูกสาวอย่างทะนุถนอม “ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราฉลองกันดีไหมคะ? ฉลองที่คุณแม่วาดแบบบ้านเสร็จ แล้วก็ฉลองที่ลินินกินข้าวหมดจานด้วย!” รอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันน้ำนมครบทุกซี่ทำให้หัวใจของคนเป็นแม่อบอุ่นวาบ ความยากลำบากในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะสถาปนิกอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการหาลูกค้าเอง การอดหลับอดนอนแก้แบบนับครั้งไม่ถ้วน หรือความหวาดระแวงว่าคนจากตระกูลอัครเดชากุลจะตามหาตัวเจอ... ทุกอย่างพลันเบาบางลงเมื่อแลกมากับอิสรภาพ และรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาของลูกสาว เราสองคนแม่ลูกย้ายมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองรองเงียบสงบห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองหลวง ฉันใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายที่แอบสะสมไว้สมัยเป็นภรรยา (และเงินค่าเลี้ยงดูจากการหย่าขาดที่ฉันเรียกร้องอย่างยุติธรรม) มาเปิดสำนักงานสถาปนิกเล็กๆ รับออกแบบบ้านพักอาศัยและร้านค้าคาเฟ่ แม้จะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ไร้เส้นสาย และเหนื่อยยากกว่าเดิมหลายเท่า แต่ทุกหยาดเหงื่อที่เสียไปมันเป็นของฉัน... เป็นอิสระที่เป็นของฉันและลูกอย่างแท้จริง “ตกลงค่ะ เราจะฉลองกันด้วยพุดดิ้งนมสดที่คุณแม่ทำเองดีไหมคะ” ฉันเอ่ยชวน “เย้! รักคุณที่สุดเลยค่ะ!” น้องลินินกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ก่อนจะวิ่งนำลิ่วไปยังห้องครัวขนาดกะทัดรัด ทิ้งให้ฉันมองตามด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า ทว่า... รอยยิ้มนั้นกลับค้างเติ่งอยู่บนริมฝีปาก เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนจากกระจกหน้าต่างบานใหญ่ ท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืนและแสงไฟสลัวจากถนนหน้าบ้าน รถยนต์ยุโรปสีดำสนิทคันหรูรุ่นหายาก จอดนิ่งสนิทอยู่ริมฟุตบาทฝั่งตรงข้ามอย่างผิดสังเกต กระจกฟิล์มมืดสนิททำให้มองไม่เห็นว่าใครอยู่ข้างใน แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกฉันทันทีว่า... มันไม่ใช่รถของเพื่อนบ้าน และไม่ใช่รถของลูกค้าทั่วไป หัวใจของฉันกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่สันหลัง ลมหายใจสะดุดกะทันหัน ภาพเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนผุดขึ้นมาในหัว—ดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและร่องรอยของความเจ็บปวดในดวงตาของคีริน ตอนที่เขาบังเอิญเห็นน้องลินินวิ่งเล่นอยู่ที่สวนสาธารณะใจกลางเมือง *เขาจำได้... หรือเขาตามรอยมาเจอแล้ว?* มือบางที่กำลังจะปิดคอมพิวเตอร์สั่นเทาริวก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ความกลัวที่เคยฝังรากลึกพยายามตะกุยขึ้นมาสร้างความปั่นป่วนในอก แต่ทว่า... ท่ามกลางความตื่นตระหนกนั้น ความแข็งแกร่งที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำตาตลอดสี่ปีก็ตื่นตัวขึ้นเช่นกัน ไม่ใช่... ฉันจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากลูกไปจากอกเด็ดขาด ไม่ว่าคนในรถคันนั้นจะเป็นใคร หรือแม้แต่จะเป็นคีรินเองก็ตามที “คุณแม่ขา เร็วจ้า พุดดิ้งรออยู่” เสียงเจื้อยแจ้วของน้องลินินดังแว่วมาจากห้องครัว ดึงสติของฉันให้กลับคืนมา ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ปั้นสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดก่อนจะหันไปยิ้มให้ลูกสาว ทว่าในวินาทีที่ฉันกำลังจะก้าวเท้าเดินตามลูกไปนั้น เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านก็ดังขึ้นสามครั้ง... *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* มันเป็นจังหวะเคาะที่แผ่วเบา แต่ทรงพลังและเยือกเย็นจนทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงในพริบตาเดียว ไม่มีเสียงพูด ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มีเพียงเงาสูงใหญ่ทาบทับลงบนกระจกใส, เงาของชายผู้เป็นเจ้าของนัยน์ตาคู่คมที่ฉันจำได้ไม่เคยลืม และในมือของเขานั้น... มีซองเอกสารสีน้ำตาลปริศนาที่อาจพลิกผันชีวิตของเราแม่ลูกไปตลอดกาล! *** ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รินรดากับน้องลินินมา ณ ที่นี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลิขิตรักฉบับแก้ไขในรอยร้าว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%