"สี่สิบบาท? คุณกำลังล้อเล่นกับหยาดเหงื่อของคนทั้งไร่หรือเปล่าครับ เสี่ยอภิชัย"
เสียงของเมฆไม่ได้ดัง ไม่ได้ตวาดแผดกร้าว แต่ก้องกังวานและเฉียบคมพอจะทำให้บรรยากาศรอบลานคัดแยกผลผลิตเงียบสนิทลงในพริบตาเดียว ปลายจวักที่เขาเคยใช้จับตะหลิวในห้องอาหารหรูระดับมิชลินสตาร์ บัดนี้หยาบกร้านขึ้นด้วยรอยดินและรอยขีดข่วนจากการจับจดอยู่กับแปลงเกษตรอินทรีย์ แต่มือคู่นี้แหละที่ประคับประคองสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ท้องถิ่นและผักออร์แกนิกทุกลูกทุกใบให้เติบโตขึ้นมาด้วยความทะนุถนอมตลอดหลายเดือน
เสี่ยอภิชัย พ่อค้าคนกลางรายใหญ่ประจำอำเภอ ซึ่งสวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมราคาแพงตัดกับรองเท้าหนังที่เปื้อนฝุ่นดินแดงเพียงเล็กน้อย หัวเราะในลำคอเบาๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันที่ปิดไม่มิด ชายวัยกลางคนร่างท้วมตบมือแปะเบาๆ เป็นเชิงเยาะเย้ย ก่อนจะยกมือขึ้นกอดอก
"อย่าใช้คำว่าหยาดเหงื่อมาต่อรองกับธุรกิจเลยครับคุณเมฆ... โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความพยายาม แต่มันขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด ผักของคุณสวยจริง ปลอดสารจริง แต่ถ้าผมไม่รับซื้อแล้วใครจะเอา? รถบรรทุกสิบล้อของผมวิ่งส่งตรงถึงตลาดกลางจังหวัดทุกคืนนะ ถ้าไม่มีผม ผลผลิตพวกนี้ก็เน่าคาต้นเหี่ยวคาตะกร้าอยู่ดี คิดดูให้ดีสครับ... สี่สิบบาทต่อกิโลกรัม สำหรับผลผลิตที่ล้นตลาดในตอนนี้ ถือว่าผมเมตตาคุณมากแล้ว"
ลมหนาวพัดโชยกลิ่นไอดินและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกคาโมมายล์ที่ปลูกแทรกไว้ตามแปลงผักเข้ามาปะทะจมูก เมฆสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังตีตื้นขึ้นมาในอก ปมในอดีตที่เขาเคยล้มเหลวจากการบริหารจัดการร้านอาหารจนทำให้คนรอบข้างเดือดร้อนผุดวาบขึ้นมาในหัว แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะยอมก้มหัวให้ความเอาเปรียบอย่างไร้คุณธรรมในวันนี้
เมฆก้าวเท้าเข้าไปประชิดโต๊ะไม้ไผ่ที่ใช้เป็นจุดตรวจรับผลผลิต ดวงตาคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งโดยไม่หลบสายตา
"ผลผลิตของผมไม่ได้ล้นตลาดครับ แต่มันมีจำกัด เพราะเราเลือกที่จะไม่เร่งโตด้วยสารเคมี เราให้เวลาธรรมชาติทำงานตามรอบฤดูกาล คุณรู้ดีว่าผักชุดนี้มีคุณภาพต่างจากผักตามท้องตลาดทั่วไปแค่ไหน ถ้าผมยอมขายให้คุณในราคานี้ นั่นเท่ากับผมกำลังดูถูกหยาดเหงื่อของตัวเอง และดูถูกผืนดินที่เลี้ยงดูพวกเรามา"
"ปากกล้าดีนี่ครับเชฟตกอับ..." เสี่ยอภิชัยหรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไป แทนที่ด้วยแววตาดุดันและเย่อหยิ่ง "ระวังเถอะครับ ความอุดมคติมันกินไม่ได้หรอกนะ ถ้าคุณยังดื้อดึงไม่ยอมเซ็นสัญญาผูกขาดกับผมล่ะก็... เชื่อเถอะว่าหลังจากนี้ จะไม่มีพ่อค้าคนไหนในรัศมีร้อยกิโลกลามกล้ารับซื้อผลผลิตจากไร่สุขกลางไอหมอกของคุณอีกเลย คอยดูสิว่าคุณจะเอาอะไรไปจ่ายค่าจ้างคนงานและค่าน้ำค่าไฟ!"
ความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ คนงานในไร่หลายคนเริ่มแสดงสีหน้ากังวลใจ บ้างก็ก้มหน้าหลบสายตา รินซึ่งยืนถือสมุดบัญชีอยู่ไม่ไกลรีบเดินเข้ามาใกล้ เธอวางมือเรียวลงบนท่อนแขนของเมฆเบาๆ สัมผัสอุ่นๆ นั้นส่งผ่านความห่วงใยและพลังใจมาให้ เพื่อเตือนสติไม่ให้เขาใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา รินเงยหน้าขึ้นสบตากับพ่อค้าคนกลางด้วยแววตานิ่งสงบแต่เด็ดเดี่ยว
"ทางเราคงต้องขอปฏิเสธข้อเสนอของคุณครับ เสี่ยอภิชัย" รินเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่มั่นคง "ไร่ของเรายึดมั่นในวิถีอินทรีย์ และเราให้คุณค่ากับผู้บริโภคที่เข้าใจความตั้งใจของเรา มากกว่าการถูกกดขี่จากพ่อค้าที่มองเห็นผลกำไรเป็นที่ตั้ง เชิญคุณกลับไปเถอะครับ"
เสี่ยอภิชัยแค่น 3 ครั้งด้วยความขัดเขิน เขาสบถเบาๆ อย่างหัวเสีย "ดี! ปากดีกันทั้งคู่ งั้นก็เชิญเน่าคาไร่ไปตามสบายเถอะ อย่ามาคลานเข่าขอร้องผมทีหลังก็แล้วกัน!"
ชายร่างท้วมสะบัดหน้าพรืด หันหลังเดินกระแทกส้นเท้าไปยังรถกระบะคันหรูที่จอดอยู่ริมรั้วไผ่ ประตูรถถูกกระแทกปิดเสียงดังสนั่นจนนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้บินหนีเตลิด ก่อนที่รถคันดังกล่าวจะพ่นควันดำโขมงแล้วขับออกไปจากไร่อย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบและบรรยากาศที่ยังคงอึมครึม
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เมฆผ่อนลมหายใจยาวเหยียด เขาก้มลงมองตะกร้าสตรอว์เบอร์รีสีแดงสดที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า ผลผลิตที่ผ่านการดูแลด้วยความรักและความใส่ใจ ทว่าอนาคตในสัปดาห์นี้กลับมืดแปดด้านตามคำขู่ของพ่อค้าคนนั้น
"คุณเมฆ ไหวไหมครับ..." รินเอ่ยถามเบาๆ พลางส่งผ้าอุ่นให้ชายหนุ่มซับเหงื่อ
"ผมไหวครับริน..." เมฆหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้หญิงสาว แม้แววตาจะยังมีความกังวลซ่อนอยู่ "แค่กำลังคิดว่า... บางทีเราอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการกระจายสินค้าจริงๆ แล้วล่ะครับ เราพึ่งพาพ่อค้าคนกลางไม่ได้อีกต่อไปแล้ว"
"ฉันเห็นด้วยกับคุณครับ..." รินพยักหน้ารับอย่างสนับสนุน "ถ้าเราไม่เดินออกไปหาผู้บริโภคโดยตรง เราก็จะต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนพวกนี้ร่ำไป แต่ปัญหาคือ... เราจะเริ่มต้นอย่างไรในเมื่อเครือข่ายตลาดของเรายังมีจำกัดขนาดนี้"
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังยืนครุ่นคิดถึงทางออกท่ามกลางความเงียบงันของผืนไร่ เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางประตูทางเข้าไร่ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคนงานในท้องถิ่น และไม่ได้มาทางรถยนต์ แต่เป็นเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินลัดเลาะผ่านม่านหมอกบางๆ เข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าแปลงปลูกผัก
เมฆและรินหันไปมองพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ
ร่างของชายสูงวัยในชุดเสื้อคลุมกันหนาวเนื้อดี ใบหน้าคมคายมีหนวดเคราสีดอกเลาประดับอยู่เล็กน้อย ดวงตาคู่คมพินิจพิเคราะห์บรรยากาศรอบไร่ด้วยความสนใจ ก่อนที่เขาจะกวาดสายตามาหยุดอยู่ที่ตัวเมฆ มุมปากของชายแปลกหน้าแย้มรอยยิ้มจางๆ ที่คาดเดาความรู้สึกได้ยาก
"นี่สินะ... ไร่สุขกลางไอหมอก ที่เขาลือกันว่ามีเชฟชื่อดังมาพลิกผืนดินทำเกษตรอินทรีย์" น้ำเสียงทุ้มนุ่มทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความสุขุมนุ่มลึกจนเมฆต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
ชายคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด หยิบผลสตรอว์เบอร์รีอินทรีย์ที่ตกค้างอยู่ในตะกร้าขึ้นมาพิจารณาอย่างผู้เชี่ยวชาญ ก่อนจะเงยหน้าสบตาเมฆแล้วกล่าวประโยคที่ทำให้ลมหายใจของสองหนุ่มสาวสะดุดกึ้ง
"ผมไม่ได้มาในฐานะพ่อค้าคนกลาง... และผมก็ไม่ได้สนใจผักราคาถูกพวกนั้นด้วย แต่ผมมาที่นี่เพื่อซื้อผลผลิตทุกลูกในไร่ของคุณ ในราคาสูงกว่าที่พวกมันควรจะเป็นสิบเท่า... แลกกับเงื่อนไขเดียว คือคุณต้องทำอาหารมื้อพิเศษให้ผมกินด้วยวัตถุดิบจากที่นี่... ตอนนี้เลย"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติในบทนี้นะครับ
ไร่สุขกลางไอหมอก: สูตรลับฉบับฟาร์มเมอร์•ตอนที่ 14
ความขัดแย้งกับพ่อค้าคนกลาง
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไร่สุขกลางไอหมอก: สูตรลับฉบับฟาร์มเมอร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!