คุณหนูมิติฟาร์มกับสามีทหารคลั่งรักในยุค 80•ตอนที่ 1

ทะลุมิติมาตบหน้าแม่สามี

ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
เสียงฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้เนื้อหยาบดังสนั่นหวั่นไหว จนชามกระเบื้องบิ่นๆ บนโต๊ะสั่นสะเทือน น้ำซุปผักป่าใสแจ๋วที่มีเศษมันหมูอยู่เพียงหยิบมือกระฉอกออกมาเปรอะเปื้อนขอบโต๊ะ "หลินว่านจิน! แกกล้าดียังไงถึงพูดจาแบบนี้ออกมา! ลูกชายฉันส่งเงินส่งทองมาจากค่ายทหารทุกเดือน ไม่ใช่เพื่อให้แกเอามาผลาญกินทิ้งกินขว้างจนหมดเกลี้ยงแบบนี้ วันนี้ถ้าแกไม่ยอมเซ็นชื่อลงในเอกสารยกเป่าเป่าให้บ้านตระกูลหวังเอาไปเลี้ยงดูเพื่อแลกกับแป้งสาลีสามสิบชั่ง ก็อย่าหวังว่าจะได้ก้าวเท้าออกจากบ้านหลังนี้แม้แต่ก้าวเดียว!" เสียงแหลมสูงของ "นางจาง" แม่สามีผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเห็นแก่ตัวและไร้หัวใจดังแผดก้องไปทั่วห้องโถงคับแคบ กลิ่นอับชื้นของบ้านดินและกลิ่นเหม็นสาบของโคลนตมลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นเหงื่อไคลในยุค 1970 ยุคสมัยที่ความแห้งแล้งและความอดอยากกัดกินจิตใจมนุษย์จนแทบไม่เหลือความเป็นคน ทว่า หญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวหรือร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญเหมือนเช่นเคย หลินว่านจินค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมกริบที่เคยหม่นหมองและเต็มไปด้วยความหวาดผวา บัดนี้กลับเปล่งประกายความเยือกเย็นและเฉียบคมราวกับใบมีดผ่าตัดที่อาบยาพิษ สมองของแพทย์หญิงอัจฉริยะจากศตวรรษที่ 21 กำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาล ความทรงจำของร่างเดิมไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำเชี่ยว สะใภ้รองตระกูลลู่ผู้ถูกรังแกจนตรรมน ร่างกายผอมแห้งแรงน้อย ถูกโขกสับใช้งานราวกับวัวควาย และที่เลวร้ายที่สุดคือ แม่สามีสารเลวผู้นี้กำลังจะขายหลานแท้ๆ ของตัวเองให้กับครอบครัวเศรษฐีใหม่ในอำเภอเพื่อแลกกับแป้งสาลีเพียงไม่กี่ชั่ง! *ช่างกล้ามนุษย์ป้าผู้นี้ช่างกล้า* หลินว่านจินแค่นยิ้มหยันในลำคอ "แม่พูดจบแล้วใช่ไหมครับ... อ้อ ไม่สิ แม่พูดจบหรือยังคะ?" ว่าnจินเกือบเผลอหลุดคำพูดสมัยใหม่ แต่เธอก็ปรับโทนเสียงให้เข้ากับสถานการณ์ทันที "จะให้ฉันเซ็นยกเป่าเป่าให้คนอื่น เพื่อแลกกับแป้งสาลีชั้นเลวที่แม้แต่สุนัขยังเมินเนี่ยนะ? แม่เอาสมองส่วนไหนคิด หรือว่าสมองของแม่ถูกแทนที่ด้วยขี้เลื่อยไปหมดแล้ว?" คำพูดที่สวนกลับอย่างเผ็ดร้อนและไร้ความเกรงกลัว ทำให้ห้องโถงทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ นางจางอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นางไม่คาดคิดเลยว่าลูกสะใภ้ขี้ขลาดตาขาวที่ก้มหน้าให้ด่ามาตลอดสามปี จะกล้าลุกขึ้นมาต่อปากต่อคำแถมยังใช้ถ้อยคำเจ็บแสบถึงเพียงนี้ "นัง... นังสารเลว! แกกล้าด่าฉันเรอะ!" นางจางกรีดร้องด้วยความโกรธจัด ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด นางเงื้อมือขึ้นหมายจะตบลงบนใบหน้าขาวซีดของหลินว่านจินให้หายแค้น ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้น มือเรียวบางแต่กลับมีเรี่ยวแรงมหาศาลอย่างน่าประหลาดก็คว้าข้อมือเหี่ยวย่นนั้นไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก หลินว่านจินออกแรงบิดเพียงเล็กน้อย นางจางก็ต้องส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด "โอ๊ย! มือฉัน! นังบ้า ปล่อยนะ! นำ้หน้าอย่างแกมันก็แค่ตัวกินข้าวก้นครัวที่ลู่เฉิงหยวนเก็บมาได้จากข้างทาง!" นางจางแผดเสียงโวยวายลั่นบ้าน หวังจะให้ชาวบ้านแถวนี้แห่กันมาดูความไร้ศีลธรรมของลูกสะใภ้ "ตัวกินข้าวเหรอ?" หลินว่านจินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะผอมบาง แต่รัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเธอกลับทำให้แม่สามีถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว "เงินทหารที่พี่เฉิงหยวนส่งกลับมาทุกเดือน เดือนละสิบหยวน ปีหนึ่งร้อยยี่สิบหยวน ไหนจะตั๋วผ้า ตั๋วอาหารอีกนับไม่ถ้วน มันไปอยู่ที่ไหนหมดล่ะแม่? ทำไมข้าวในยุ้งฉางถึงมีแต่รำข้าวผสมแกลบ ทำไมเป่าเป่าถึงตัวผอมแห้งราวกับกุ้งแห้งแบบนี้ เงินพวกนั้นถูกเอาไปปรนเปรอให้พี่ใหญ่กับน้องสาวคนเล็กเอาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ในเมืองใช่ไหม?" คำถามจี้จุดดำ ขุดคุ้ยความลับที่นางจางพยายามปกปิดมาตลอด ทำให้สีหน้าของแม่สามีเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับขาวราวกับคนท้องผูกมาสามวัน "แก... แกพูดเหลวไหลอะไร! เงินพวกนั้นฉันเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน!" นางจางเสียงสั่นเล็กน้อย แต่ยังคงแข็งข้อ "เก็บไว้ในกระเป๋าตัวเองน่ะสิไม่ว่า" หลินว่านจินปัดมือออกราวกับรังเกียจที่จะสัมผัสตัวอีกฝ่าย นางกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะก้มลงมองเด็กชายตัวน้อยวัยสี่ขวบที่กำลังซ่อนอยู่หลังชายเสื้อของเธอ ดวงตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดผวา แต่มือเล็กๆ กลับกำชายเสื้อเธอแน่น เป่าเป่าเด็กน้อยผู้ไม่รู้อะไรเลย กำลังสั่นเทาด้วยความกลัว หัวใจของแพทย์หญิงผู้เยือกเย็นกระตุกวูบ ความรู้สึกเจ็บปวดแปลบปíchแล่นริ้วขึ้นมาในอก มันไม่ใช่ความรู้สึกของหลินว่านจินคนเก่า แต่มันคือสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่หลงเหลืออยู่ในร่างนี้ เธอคุกเข่าลง สบตากับเด็กน้อยด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด มือเรียวลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ "เป่าเป่า ไม่ต้องกลัวนะลูก แม่สัญญาว่าต่อจากนี้ไป จะไม่มีใครหน้าไหนเอาลูกไปจากแม่ได้ทั้งนั้น ใครหน้าไหนที่กล้าแตะต้องลูกแม่มันจะต้องชดใช้" เด็กน้อยกระพริบตาปริบๆ น้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ อย่างเชื่อฟัง หลินว่านจินลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เธอยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ในเมื่อเธอย้อนเวลากลับมาอยู่ในยุคที่ยากลำบากนี้ พร้อมกับ "มิติฟาร์ม" วิเศษที่ซ่อนอยู่ในจิตวิญญาณ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยพืชพันธุ์ทางการแพทย์ อาหารการกิน และเครื่องมืออัจฉริยะจากศตวรรษที่ 21 เธอย่อมไม่มีวันยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนสูบเลือดสูบเนื้ออีกต่อไป! "จำใส่กะโหลกไว้ซะนะแม่" หลินว่านจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ทรงพลัง และเฉียบขาด "ถ้าอยากได้เงินจากฉัน หรืออยากให้ฉันอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อล่ะก็... ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป อำนาจการจัดการในบ้านหลังนี้ ต้องตกเป็นของฉัน!" "นัง... นังสะใภ้ทรพี! แกฝันไปเถอะ!" นางจางกรีดร้องสุดเสียงด้วยความคลุ้มคลั่ง ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังปังๆ ที่ทำเอาทุกคนสะดุ้ง "เปิดประตู! ฉันลู่เฉิงหยวนเอง!" สิ้นเสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล แต่น้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยจิตสังหารของนายทหารผู้ผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชน ทุกคนในบ้านต่างหน้าถอดสีทันที! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลามาสัมผัสความสะใจและความอบอุ่นนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูมิติฟาร์มกับสามีทหารคลั่งรักในยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%