ดึกสงัดขนาดนี้ แสงสีฟ้าจากหน้าจอสมาร์ทโฟนราคาแพงกลับสว่างวาบสะท้อนกับใบหน้าตื่นตระหนกของข้าวปุ้น ซึ่งกำลังนั่งขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา กลิ่นอายความอับชื้นผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของแอร์ในห้องนอนยังคงลอยวนเวียนอยู่รอบตัว แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอกหาใช่ความหนาวเย็นไม่ หากแต่เป็นข้อความแชตที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจออย่างต่อเนื่องราวกับจะถล่มมือถือให้พังคามือ
[วินเอง]: ข้าวปุ้น... นอนยัง
[ข้าวปุ้น]: นอนบ้าอะไรเล่า! แกส่งรูปอะไรมาทางไลน์เมื่อกี้ ขนหัวฉันลุกไปหมดแล้วนะอีต้าวิน! หน้าตาน่ากลัวเป็นบ้าเลย รูปผีเปรตตัวยืดเยื้ออะไรนั่นน่ะ ฉันหัวใจจะวายรู้ตัวไหม!
[วินเอง]: ก็ส่งมาให้ดูแนวทางไง จะได้รู้ว่าสิ่งที่เราต้องไปปราบพรุ่งนี้หน้าตาประมาณไหน ประחיบประปอยหน่อยสิคุณอินฟลูเอนเซอร์สายกิน กลัวผีแต่ปากเก่งจังนะ
[ข้าวปุ้น]: ใครปากเก่ง! ฉันแค่วิจารณ์ตามเนื้อผ้าต่างหากเล่า! แล้วใครใช้ให้แกเสนอหน้าไปรับงานพิธีกรรมไล่ผีที่บ้านร้างท้ายซอยนั่นร่วมกับฉันไม่ทราบห๊ะ! ฉันแค่จะไปรีวิวก๋วยเตี๋ยวเรือป้าข้างทาง ทำไมฉันต้องมาซวยเจอวิญญาณอาฆาตพยาบาทด้วยเนี่ย!
[วินเอง]: อ้าว ก็คุณไม่ใช่เหรอที่บอกว่า "เรื่องแค่นี้ ข้าวปุ้นลุยได้สบายมากค่ะคุณวิน" ตอนที่รับปากกับเจ้าของบ้านน่ะ จำไม่ได้เหรอครับคุณคนสวย?
[ข้าวปุ้น]: ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นนะ! นายแต่งเติมเสริมแต่งคำพูดฉันเองชัดๆ! ตอนนั้นฉันแค่บอกว่า... เออๆ ช่างเหอะ! สรุปคือพรุ่งนี้เราต้องเตรียมอะไรไปบ้าง สวดมนต์บทไหน น้ำมนต์วัดไหน หรือต้องพกพริกเกลือกับไม้สักทองไปตอกอกมันไหม ฉันกลัวจนฉี่จะราดอยู่แล้วนะเว้ย!
นิ้วเรียวเล็กของข้าวปุ้นรัวแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วสูง ความหวาดกลัวจากเรื่องลี้ลับในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าผสมปนเปไปกับความหงุดหงิดที่ถูกชายหนุ่มกวนประสาทขยี้ปมด้อยเรื่องความขี้ขลาดตาขาว แม้ภายนอกเธอจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายกินที่มีผู้ติดตามหลักแสน กล้ากินของแปลกๆ มาทั่วราชอาณาจักร แต่พอพูดถึงเรื่องผีสางเทวดานี่ทีไร เธอกลับกลายเป็นเด็กอนุบาลขี้แยทุกที
แสงไฟจากหน้าจอดับลงชั่วขณะก่อนจะสว่างวาบขึ้นมาใหม่พร้อมข้อความตอบกลับจากปลายสาย
[วินเอง]: ไม่ต้องเตรียมพริกเกลือหรอกครับ คุณไม่ได้จะเอาผีไปจิ้มกิน... เตรียมแค่ความกล้ากับหัวใจดวงน้อยๆ ของคุณก็พอ หรือถ้ากลัวมากจริงๆ มากอดแขนผมแน่นๆ ตอนอยู่หน้างานก็ได้นะ ผมไม่คิดค่าบริการเพิ่มหรอกครับ
ข้าวปุ้นอ่านข้อความนั้นแล้วใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความกลัวผีที่เกาะกุมจิตใจเมื่อครู่ราวกับถูกปัดเป่าด้วยความหมั่นไส้จนกระเจิง เธอกัดริมฝีปากแน่นด้วยความคับแค้นใจ มือสั่นระริกด้วยอารมณ์ที่ตีรันกันมั่วซั่วระหว่างความเขินอายที่ถูกหยอกล้อกับความโกรธที่โดนมองเป็นเด็กๆ
[ข้าวปุ้น]: ใครจะไปกอดนายยะ! ฝันไปเถอะไอ้ช่างภาพหน้ามึน! ฉันเอาผ้ายันต์แปะหน้าผากตัวเองแน่นหนาแน่ๆ พรุ่งนี้ พึ่งพาตัวเองดีที่สุด ไม่หวังพึ่งนายหรอก เชอะ!
[วินเอง]: ปากแข็งจังนะระวังเถอะ... เวลาเจอจริงๆ จะร้องเรียกหาแต่ "พี่วินจ๋า" จนเสียงหลง เชื่อผมสิ
ข้าวปุ้นแทบจะปามือถือทิ้งลงพื้นด้วยความหมั่นไส้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ลึกลับก็ดังขึ้นที่ระเบียงห้องนอนของเธอ... กึก กึก กึก... เสียงลากบางอย่างคล้ายกับเล็บมือขูดกระจกกระจกใสเบาๆ ดังลอดเข้ามา ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามวิกาล
หัวใจของข้าวปุ้นหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกนอกจากภาพผีเปรตหน้าตาอัปลักษณ์ที่วินส่งมาให้ดูเมื่อครู่
ในจังหวะที่สติกำลังจะหลุดลอย มือเธอกลับเผลอกดพิมพ์ข้อความส่งหาคนกวนประสาทโดยอัตโนมัติ
[ข้าวปุ้น]: วิน... ช่วยด้วย! ที่ระเบียงห้องฉัน... เหมือนมีใครอยู่!
ไร้ซึ่งการตอบกลับด้วยตัวอักษร ทว่าทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือสายตรงก็ดังลั่นห้องท่ามกลางความมืดมิด ข้าวปุ้นสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ ก่อนที่หน้าจอจะปรากฏชื่อสายเรียกเข้า... "วินเอง" พร้อมกับเสียงเคาะกระจกที่ดังขึ้นรุนแรงขึ้นกว่าเดิม!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญและอมยิ้มไปกับความสัมพันธ์ป่วนๆ ของทั้งคู่ในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ! - เสียงกระซิบยามดึก
มูเตลูแบบนี้ พี่ไม่ไหวจะเคลียร์•ตอนที่ 9
แชตปั่นหัวกับบทสนทนาโต้ตอบ
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูแบบนี้ พี่ไม่ไหวจะเคลียร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!