กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษโบราณและสนิมเหล็กในห้องเก็บโบราณวัตถุชั้นใต้ดิน ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นจางๆ ของโคโลญจน์ราคาแพง—กลิ่นที่ ดร.รินรดา จำได้แม่นยำจากประโยคสุดท้ายที่ทิ้งไว้ในความมืดเมื่อสัปดาห์ก่อน
ปลายปากกาขนนกในมือของรินรดาชะงักค้างอยู่เหนือกระดาษไขแผ่นบาง สารส้มบนโต๊ะทำงานสะท้อนแสงไฟนีออนสีส้มสลัว เผยให้เห็นละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของนักโบราณคดีสาวเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่บรรยากาศอันวังเวงยามตีสอง หากแต่เป็นเงาสูงโปร่งที่ทาบทับลงมาบนแผ่นศิลาจารึกสุริยะเบื้องหน้า
"ผมคิดว่าคุณน่าจะระมัดระวังตัวมากกว่านี้สักหน่อยนะครับ ดร.รินรดา"
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน รินรดายังไม่หันกลับไปทันที เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย ก่อนจะค่อยๆ วางปากกาลงอย่างระมัดระวัง แล้วหมุนตัวกลับเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนยามวิกาล
คิรากรยืนกอดอกพิงชั้นวางโลหะที่เต็มไปด้วยภาชนะดินเผายยุคสำริด แสงไฟจากหลอดฟلูออเรสเซนต์สะท้อนกรอบแว่นสายตาและนัยน์ตาสีเข้มที่พราวระยับด้วยประกายความท้าทาย เขาอยู่ในชุดสูทสีเข้มไร้รอยยับ ราวกับไม่ได้กำลังลักLอบเข้ามาในเขตอนุรักษ์วัตถุโบราณของมหาวิทยาลัยแห่งชาติ แต่กำลังยืนชมงานศิลปะในแกลเลอรีส่วนตัว
"การบุกรุกยามวิกาลไม่ใช่พฤติกรรมของสุภาพบุรุษนักหรอกนะ คุณคิรากร" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ สายตากวาดมองสำรวจรอบกายเพื่อประเมินสถานการณ์ มือเรียวแอบเลื่อนไปใกล้ปุ่มสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินที่ซ่อนอยู่ใต้ขอบโต๊ะ
คิรากรรู้ทัน เขายกยิ้มมุมปาก ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยจังหวะที่มั่นคงและเงียบเชียบ "ปุ่มนั้นถูกตัดวงจรไปตั้งแต่ห้านาทีที่แล้วครับ ดร.รินรดา... ผมไม่อยากให้เสียงสัญญาณหนวกหูมาทำลายบรรยากาศที่เราควรจะใช้แลกเปลี่ยนความจริงกัน"
"ความจริง?" รินรดาทวนคำ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความระแวง "ความจริงที่ว่าคุณคือโจรข้ามชาติผู้เชี่ยวชาญในการกวาดล้างสมบัติโบราณอย่างนั้นสินะ"
"นักล่าสมบัติโบราณ... ฟังดูมีเกียรติกว่ากันเยอะครับ" คิรากรแก้คำให้อย่างไม่สะท้าน เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนห่างจากโต๊ะทำงานเพียงแค่ช่วงแขกขวาง รัศมีกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจากตัวตนของชายหนุ่ม ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเบาบางลงไปถนัดตา "และที่ผมยืนอยู่ตรงนี้ ก็ไม่ได้มาเพื่อขโมยอะไรไปจากคุณ แต่มาเพื่อเตือนสติ... ก่อนที่ความอยากรู้อยากเห็นของคุณ จะฆ่าทุกคนในตึกนี้"
คำเตือนนั้นไม่ใช่การขู่ขวัญ น้ำเสียงของคิรากรจริงจังและเจือด้วยความกังวลบางเบาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความยียวน รินรดาชะงักไปชั่วขณะ เธอมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น พยายามค้นหาเจตนาที่แท้จริงภายใต้รอยยิ้มเย็นชา
"คุณหมายความว่ายังไง" เธอถาม น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความสงสัยที่ถูกกระตุ้น
คิรากรไม่ตอบในทันที เขาเอื้อมมือหยิบแผ่นศิลาจำลองที่รินรดากำลังถอดรหัสขึ้นมาพิจารณา นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามรอยสลักอักษรลิ่มโบราณอย่างคุ้นเคย "คุณคิดว่าอารยธรรม ‘อัคราทิพย์’ สูญหายไปเพราะภัยธรรมชาติหรือโรคระบาดอย่างที่ตำราเรียนเขียนไว้จริงๆ หรือครับ? ดร.รินรดา นักวิชาการผู้เคร่งครัดในตำรา..."
"มันคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์..."
"มันคือคำสาป" คิรากรแทรกขึ้นทันควัน น้ำเสียงเข้มขึ้นจนบรรยากาศในห้องลดฮวบลง "ศิลาแผ่นนี้ไม่ได้บันทึกเรื่องราวการสรรเสริญเทพเจ้า แต่มันคือ 'กุญแจ' ปิดผนึกห้องนิรภัยใต้ทะเลทรายที่กาลเวลาไม่ควรแตะต้อง และสิ่งที่คุณเพิ่งแปลความหมายไปเมื่อตอนหัวค่ำ... คือรหัสปลดล็อกประตูบานนั้น"
รินรดานิ่งอึ้ง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เธอนึกถึงอักษรตัวสุดท้ายที่เพิ่งแปลเสร็จ มันคือคำว่า *'ประตูเปิดเมื่อโลหิตหลั่ง'* ซึ่งเธอคิดว่าเป็นเพียงสำนวนกวีเปรียบเปรย
"คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง..." รินรดาถามเสียงแผ่ว ความมั่นใจในฐานะนักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญเริ่มสั่นคลอน
"เพราะผมเคยเห็นศิลาพี่น้องของมันที่ลอนดอน... และคนที่แปลมันคนก่อนคุณ ตอนนี้กลายเป็นศพไร้ชื่อฝังอยู่ใต้กองทรายไปแล้วครับ" คิรากรวางศิลาลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้จนรินรดาต้องเอนหลังหนีตามสัญชาตญาณ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนได้กลิ่นโคโลญจน์ผสมกับกลิ่นฝนจางๆ จากเสื้อผ้าของเขา
ดวงตาคมกริบของคิรากรจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการอ่านทะลุถึงจิตวิญญาณ "คุณยึดมั่นในจรรยาบรรณ การเผยแพร่ความรู้คือหน้าที่ของคุณ แต่สำหรับผม การรักษาความลับบางอย่างให้อยู่ในที่ที่มันควรอยู่ คือการปกป้องมนุษยชาติ... เรายืนอยู่คนละฝั่งของอุดมการณ์ ดร.รินรดา แต่ตอนนี้ ศัตรูที่แท้จริงกำลังเดินทางมาที่นี่แล้ว"
"หมายความว่า..."
*กริ๊ก!*
เสียงโลหะกระทบกันดังแผ่วมาจากทางบันไดหนีไฟด้านนอกห้องเก็บของ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างเป็นระบบ ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย แต่เต็มไปด้วยไอสังหารที่สัมผัสได้แม้จะมีกำแพงกั้น
สีหน้าของคิรากรเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที รอยยิ้มกวนประสาทหายวับไป เหลือเพียงความดุดันของนักล่าที่ตระหนักว่าตนเองกำลังตกอยู่ในวงล้อม
"พวกมันมาเร็วกว่าที่ผมคิด..." คิรากรสบถเบาๆ ก่อนจะคว้าข้อมือเรียวของรินรดาด้วยความเร็วที่ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ "ถ้าไม่อยากตายอยู่ที่นี่ในฐานะเหยื่อคดีฆาตกรรมอำพราง จงเงียบ แล้วตามผมมา"
"ปล่อยนะ ฉันจะไปไหน..." รินรดาพยายามยื้อข้อมือกลับ แต่มือหนากลับแน่นราศคีมเหล็ก แรงดึงของเขาทำให้เธอต้องก้าวตามไปโดยปริยาย
คิรากรพาเธอพุ่งตรงไปยังมุมอับหลังชั้นเก็บตำราโบราณ มือข้างหนึ่งของเขาดันกลไกซ่อนรูปบนผนังปูนอย่างคล่องแคล่ว เสียงกลไกเฟืองเหล็กขัดตัวดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ผนังห้องส่วนหนึ่งจะเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นช่องทางเดินลับมืดทึบที่มีกลิ่นอัปชื้นพัดตีหน้าขึ้นมา
ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวเข้าสู่ความมืดของทางลับนั้น เสียงกระแทกประตูห้องเก็บของด้านหน้าก็ดังสนั่นหวั่นไหว
*โครม!*
ประตูเหล็กนิรภัยถูกระเบิดเปิดออกด้วยแรงอัดอันรุนแรง ควันสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเงาร่างของชายชุดดำสามคนที่ถืออาวุธปืนอานุภาพสูงก้าวเข้ามาในห้อง แสงเลเซอร์สีแดงจากปากกระบอกปืนกวาดหาเป้าหมายในความมืดทันD
คิรากรดึงรินรดาเข้าหาตัวเพื่อบังกระสุนให้ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังโต๊ะทำงานที่กระดาษเอกสารและสมุดบันทึกการแปลของรินรดากำลังถูกแสงเลเซอร์กวาดผ่าน
และที่มุมโต๊ะนั้นเอง... แสงไฟจากหลอดนีออนสาดส่องกระทบเข้ากับวัตถุชิ้นใหม่ที่เพิ่งร่วงหล่นลงมาจากซอกของศิลาจารึก—มันคือเหรียญตราทองคำโบราณสลักรูปงูกินหาง ซึ่งมีคราบเลือดสีดำแห้งกรังติดอยู่รอบขอบเหรียญอย่างชัดเจน
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางครั้งนี้นะครับ
เงาโบราณในห้องนิรภัยอดีต•ตอนที่ 2
แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณในห้องนิรภัยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!