เสียงหัวเราะเยาะในลำคอของ ‘กรณ์’ ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสนามรบขนาดย่อม ร่างสูงโปร่งในสูทแบรนด์ดังยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานด้วยท่าทางสบายๆ ตรงข้ามกับบรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะคว้ามีดมาฟันกันได้ของคนทั้งคู่
พริมาสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกอิ่มกระเพื่อมไหว ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธจนแทบจะพ่นไฟใส่ผู้มาเยือนยามวิกาลคนนี้ได้อยู่แล้ว มัณฑนากรสาวกำปากกาในมือแน่นเสียจนข้อนิ้วขาวซีด
“เปลี่ยนแผนภายในคืนนี้? คุณสมองกลับหรือว่าทานยาเกินขนาดคะคุณกรณ์ ถึงได้กล้าเดินมาสั่งอะไรเพ้อเจ้อแบบนี้ตอนตีสอง” พริมาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันชัดเจน เธอไม่มีทางยอมให้ใครมาทำลายหยาดเหงื่อแรงงานที่เธอและทีมช่วยกันปั้นแต่งมาหลายสัปดาห์เด็ดขาด โดยเฉพาะคำสั่งเผด็จการไร้เหตุผลแบบนี้
“ปากเก่งไม่เปลี่ยนเลยนะพิมพ์มาดา” เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ธามที่ยืนเงียบสังเกตการณ์มานานก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัว ใบหน้าหล่อเหลาราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าดวงตากลมโตคมกริบกลับหรี่ลงเล็กน้อยยามมองสบตากับน้องชายต่างมารดาที่บังอาจก้าวเข้ามาเหยียบอาณาจักรของเขา
“ฉันไม่ได้ปากเก่ง แต่ฉันพูดความจริงค่ะคุณธาม” พริมาหันไปค้อนใส่ร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างกาย เธอเกลียดนักไอ้ท่าทางสุขุมเยือกเย็นราวกับไม่สะทกสะท้านอะไรเลยเนี่ย ทั้งที่อีกฝ่ายก็เป็นคนหัวรั้นไม่ยอมคนแท้ๆ แต่ทำไมเวลาเจอหน้าไอ้ตัวต้นเรื่องฝั่งครอบครัวทีไร ธามถึงได้ชอบทำตัวเป็นเสือจำศีลทุกที
“พอก่อนพิมพ์” ธามเอ่ยปรามเสียงเรียบ แต่มือหนากลับเอื้อมมาดึงข้อมือเรียวของเธอไว้หลวมๆ แรงบีบอัดอบอุ่นที่ส่งผ่านผิวเนื้อทำให้พริมายอมหุบปากลงชั่วขณะ เธอชำเลืองมองสันจมูกโด่งเป็นสันและกรามที่ขบเข้าหากันแน่นของคนข้างกาย จึงสัมผัสได้ถึงแรงปะทะทางอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน
ธามหันกลับไปเผชิญหน้ากับกรณ์เต็มตา รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เป็นรอยยิ้มที่ต่อให้ใครมองก็รู้ว่ามันเคลือบยาพิษชัดๆ
“บอร์ดบริหารที่นายว่า คงไม่ใช่คุณพ่อหรอกนะที่นั่งเทียนสั่งลงมาแบบนี้” ธามเอ่ยเสียงเย็นเยียบ บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนแทบติดลบ
กรณ์ยักไหล่ด้วยท่าทางกวนประสาท “ท่านประธานธาดาธิปท่านอนหลับไปนานแล้วครับพี่ธาม แต่คนที่นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนเมื่อหัวค่ำ... คือคุณอาว์ และท่านก็เห็นพ้องต้องกันว่า ดีไซน์คอนเซปต์ ‘Modern Brutalism’ ของพี่มันดิบเถื่อนเกินไป ไม่เหมาะกับรสนิยมของลูกค้าระดับไฮเอนด์กลุ่มเป้าหมายใหม่ที่เราเพิ่งดึงเข้ามาได้”
คำว่า ‘คุณอาว์’ ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า ธามชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบไหววับด้วยประกายไฟแห่งความเกลียดชังที่ถูกเก็บกักไว้ภายใต้หน้ากากความนิ่งเฉย พริมาที่ยืนอยู่ใกล้สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งกระตุกของคนตัวโตกว่าได้อย่างชัดเจน
“ถ้าอยากเปลี่ยนนัก ก็ให้พวกมันลงมือทำกันเอง” ธามเค้นเสียงลอดไรฟัน “งานนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของพวกแก่กะโหลกะกลาที่อยากจะเขี่ยใครทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้”
“โอ๊ะๆ พูดจาแบบนี้ระวังเก้าอี้ท่านประธานรักษาการจะร้อนเอาค่านะครับพี่” กรณ์หัวเราะในลำคออย่างชอบใจ “คุณอาว์ฝากบอกมาด้วยว่า ถ้าพรุ่งนี้เช้าไม่มีแบบร่างใหม่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของท่าน... เตรียมตัวเก็บของออกจากบริษัทได้เลย ทั้งสถาปนิกตัวท็อปและมัณฑนากรปากดีคนนี้ด้วย”
สิ้นคำพูดนั้น กรณ์ก็ยักคิ้วให้อย่างกวนประสาทแล้วหันหลังเดินจากไป ทิ้งเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นก้องกังวานไปทั่วโถงทางเดิน ราวกับเสียงนาฬิกาเคาท์ดาวน์ที่กำลังบีบคั้นลมหายใจของคนทั้งคู่
ประตูห้องปิดสนิทลง ความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ทว่ามันกลับหนักอึ้งเสียจนพริมาแทบหายใจไม่ออก เธอหันไปมองสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้ยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน ไหล่กว้างลู่ลงเล็กน้อยภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้ม ภาพความแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงร่องรอยความเหนื่อยล้าที่ซ่อนเร้น
“ธาม...” พริมาเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เธอขยับเข้าไปใกล้ ยื่นมือเรียวออกไปหมายจะแตะลงบนไหล่หนาเพื่อปลอบโยน ทว่ากลับชะงักค้างไว้กลางอากาศเมื่ออีกฝ่ายเบือนหน้าหนี
“กลับไปซะพิมพ์... ดึกมากแล้ว” ธามเอ่ยเสียงแหบพร่า ดวงตาคมเสมองไปทางอื่น ราวกับไม่อยากให้เธอเห็นความอ่อนแอที่เขากำลังพยายามซ่อนไว้
“พูดบ้าอะไรล่ะคะ!” พริมาสวนกลับเสียงดัง เธอไม่อดทนรอให้อีกฝ่ายผลักไสไล่ส่งอีกต่อไป มือบางคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนแข็งแกร่งแล้วบังคับให้เขาหันมาสบตา “คุณคิดว่าไล่ฉันให้กลับบ้านตอนนี้ แล้วคุณจะนั่งแก้แบบคนเดียวโง่ๆ จนถึงเช้าเหรอคะ? ฝันไปเถอะ! ฉันไม่ใช่ลูกน้องขี้ขลาดที่จะยอมแพ้ให้ไอ้พวกแก่ตัณหากลับพวกนั้นเขี่ยทิ้งง่ายๆ หรอกนะ”
ธามชะงักไป ดวงตากลมโตคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ สะท้อนภาพมัณฑนากรสาวที่กำลังโกรธจนตัวสั่น แต่ในขณะเดียวกันแววตากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
“เธอจะมาลำบากด้วยทำไมวะพิมพ์... นี่มันเรื่องในครอบครัวของฉัน” น้ำเสียงของธามเจือความตัดพ้อและความเจ็บปวดที่พยายามกดทับไว้
“ครอบครัวบ้าบออะไรกันที่มีแต่คนจ้องจะแทงข้างหลัง!” พริมาขึ้นเสียงใส่หน้าเขาอย่างเหลืออด “จำไว้เลยนะธาม... ตั้งแต่ก้าวแรกที่เราทำงานร่วมกัน ฉันกับคุณเราคือทีมเดียวกัน จะรอดก็รอดด้วยกัน จะพังก็พังด้วยกัน ไม่มีใครต้องแบกรับอะไรไว้คนเดียวทั้งนั้น เข้าใจไหมคะ!”
ประโยคคำสั่งแกมบังคับที่ออกจากปากคนตัวเล็กทำให้ธามถึงกับพูดไม่ออก ความรู้สึกบางอย่างอัดแน่นจนจุกอยู่ที่ลำคอ ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้ามาโอบกอดหัวใจที่ด้านชาและโดดเดี่ยวของเขามาเนิ่นนาน ผู้หญิงคนนี้... ปากก็ร้าย กวนประสาท และชอบเถียงเขาไม่หยุด แต่ยามวิกาลที่มืดมนที่สุด กลับเป็นเธอคนนี้ที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขา ไม่ยอมถอยไปไหนเลยสักก้าว
ธามแค่นยิ้มออกมาเบาๆ เป็นยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนเคย แต่เป็นยิ้มที่อ่อนโยนจนพริมาใจกระตุกวูบ มือหนายื่นออกไปรวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว ดึงร่างโปร่งเข้ามาประชิดแนบชิดจนแผ่นอกกว้างแนบสนิทกับอกอิ่ม
“นี่คุณ! จะทำอะ... อุ๊บ!”
คำต่อว่าถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อริมฝีปากหยักโน้มลงมาประทับปิดกลีบปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ เป็นสัมผัสที่ไม่ได้รุนแรงเร่าร้อน แต่ลึกซึ้งและเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมากมายที่เขาไม่รู้จะถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร พริมาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกนอกจากความนุ่มนวลและไออุ่นจากคนที่เธอกำลังต่อปากต่อคำด้วยเมื่อครู่
ธามผละริมฝีปากออกช้าๆ อย่างเสียดาย ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่กับแก้มเนียนใส ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่ขาวจนพริมาตัวสั่นสะท้าน มือบางที่พยายามจะดันอกเขาไว้ในตอนแรก เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว
“ขอบคุณนะพิมพ์...” เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู ทำเอาพริมาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ใบ้าร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดอย่างห้ามไม่อยู่ “ถ้ารู้ว่าปากร้ายใส่เธอแล้วจะได้กำไรแบบนี้... ฉันน่าจะหาเรื่องเถียงกับเธอให้เร็วกว่านี้ตั้งนานแล้ว”
“คนฉวยโอกาส!” พริมาค้อนขวับพร้อมกับตีแขนเขาไปทีหนึ่งแรงๆ แม้ปากจะต่อว่าแต่ใบหน้ากลับแดงก่ำจนลามไปถึงใบหู ทว่าก่อนที่เธอจะได้สะบัดตัวหนีความเขินอายนี้ เสียงเคาะประตูก็กดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
ทั้งคู่สะดุ้งผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ธามขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ ขณะที่พริมารีบยกมือขึ้นลูบผมเผ้าและจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย
ประตูก็กถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องอนุญาต ร่างท้วมของชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ดวงตาหลังกรอบแว่นตากวาดมองคนทั้งคู่ด้วยแววตาสمเพชแกมสมเพช
“ดึกดื่นมืดค่ำแล้ว สองหนุ่มสาวมานั่งสวีทกันในออฟฟิศแบบนี้... มิน่าล่ะ งานถึงได้ออกมาเละเทะไม่เป็นท่า”
ธามหน้าตึงขึ้นทันทีเมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือน ดวงตาคมกริบฉายแวววาวโรจน์ยิ่งกว่าเดิมเมื่อประสานสายตากับผู้ชายที่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด
“คุณอาว์...” ธามเค้นเสียงเรียกชื่อนั้นออกมา ราวกับบดขยี้มันลงบนพื้น “มีธุระอะไรด่วนถึงต้องถ่อสังขารมาถึงนี่ตอนตีสอง หรือว่ากลัวว่าลูกน้องของผมจะแก้แบบไม่ทันใจคุณ ถึงต้องมานั่งเฝ้าด้วยตัวเองถึงที่นี่กันแน่ครับ?”
ผู้เป็นอาว์ยกยิ้มมุมปาก เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานแล้วโยุกแฟ้มเอกสารสีดำลงตรงหน้าธามเสียงดัง *ปึก!*
“ฉันไม่ได้มาดูพวกเธอแก้แบบหรอกนะธาม...” ชายวัยกลางคนหัวเราะในลำคอด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “แต่ฉันเอา ‘คำสั่งปลด’ ของบอร์ดบริหารตัวจริงมาให้แกต่างหาก... เซ็นซะ แล้วก็ไสหัวออกจากบริษัทของตระกูลเราไปซะที!”
พริมาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อเห็นเอกสารในมือ ส่วนธามกลับนิ่งค้างไป ดวงตาคมกริบจับจ้องกระดาษแผ่นนั้นนิ่งงัน ราวกับโลกทั้งใบกำลังพังครืนลงมาตรงหน้าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง!
---
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยขวางโลก" มาจนถึงตอนนี้ ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ รับรองว่าเดือดและฟินจิกหมอนกว่าเดิมแน่นอนค่ะ!)*
— **เอมเมอรัลด์อายส์**
เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยขวางโลก•ตอนที่ 23
เงาอดีตของธาม
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยขวางโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!