กลิ่นอายละมุนของหมึกจีนชั้นดีที่เพิ่งถูกฝนลงบนแท่นหินต้วนซีคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณนับหมื่นแผ่น เซวียนหลิงอวี่มิได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องหนังสือหลวง แม้จะรับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันเยียบเย็นที่แผ่ซ่านมาจากร่างสูงสง่าของบุรุษผู้สวมอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บ
"ใต้เท้าเซวียนช่างขยันขันแข็งยิ่งนัก ล่วงเลยยามไฮ่[1] ไปโขแล้ว หอจดหมายเหตุยังคงสว่างไสวด้วยแสงตะเกียงน้ำมันหอม"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าเจือแววเย้ยหยันดังขึ้น พร้อมกับร่างของจ้าวเฟยหรง—เยี่ยอ๋องผู้เลื่องลือในความโหดเหี้ยมและเด็ดขาด—ที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เขามิได้รอรับอนุญาตให้นั่ง ทว่ากลับทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้พะยูงฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ
เซวียนหลิงอวี่ค่อยๆ วางพู่กันหางหมาป่าลงบนแท่นวาง ช้อนดวงตากลมโตที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวขึ้นสบกับนัยน์ตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวของอีกฝ่าย นางแย้มยิ้มบางเบา ทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่น
"หม่อมฉันเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อย หน้าที่คือสะสางบัญชีและฎีกาที่คั่งค้าง หาใช่ผู้มีอภิสิทธิ์ใช้ยามค่ำคืนไปกับการสقกัดรอยขัด1ขวางราชการดังเช่นท่านอ๋องไม่เพคะ" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งคมมีดซ่อนในแพรไหม
จ้าวเฟยหรงแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาโน้มกายไปข้างหน้าเล็กน้อย จนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงจนน่าอึดอัด "ปากคอเราะร้ายเช่นนี้ ระวังลิ้นเล็กๆ ของเจ้าจะนำภัยมาสู่ตัวโดยไม่รู้ตัวนะ, ใต้เท้าเซวียน... หรือเจ้าคิดว่ามีหลี่กุ้ยเฟยคอยหนุนหลังอยู่ จึงกล้าต่อกรกับเปิ่นหวาง[2] ในคดีทุจริตเสบียงทหารครานี้?"
บรรยากาศรอบกายพลันหนาหนักขึ้นทันที คดีทุจริตเสบียงทหารชายแดนเหนือคือแผลเน่าเฟะที่ราชสำนักพยายามปกปิด แต่เซวียนหลิงอวี่ในฐานะผู้ตรวจการหอจดหมายเหตุกลับเป็นผู้พบร่องรอยการเบิกจ่ายงบประมาณอันผิดปกติ ซึ่งมีลายเซ็นของขุนนางฝ่ายสนองพระโอษฐ์ที่โยงใยไปถึงตำหนักในของหลี่กุ้ยเฟย
"หม่อมฉันทำเพื่อความถูกต้องของแผ่นดิน มิได้อิงแอบซบพึ่งบารมีผู้ใดทั้งสิ้น" หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว แม้หัวใจในอกจะเต้นระรัวด้วยความตึงเครียด "หรือว่าท่านอ๋องเองก็ทรงร้อนตัว เพราะมีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับคลังเสบียงครานี้ด้วยเล่าเพคะ?"
คำกล่าวนั้นคมคายจนทำให้แววตาของเยี่ยอ๋องไหววับไปชั่วขณะ ทว่ามุมปากของเขากลับยกย่องขึ้นสูงกว่าเดิม บุรุษผู้นี้ไม่เคยโกรธเกรี้ยวต่อคำยั่วยวน หากแต่ยิ่งสนุกสนานยามได้เห็นเหยื่อสาวพยายามกางกรงเล็บปกป้องตนเอง
"ดี... ช่างกล้าหาญนัก" จ้าวเฟยหรงยื่นมือหนาออกไปหมายจะเชยคางบางขึ้นมาพินิจใกล้ๆ ทว่าเซวียนหลิงอวี่กลับเบี่ยงหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักกริชเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ใต้ชายแขนเสื้อขึ้นมาจ่อที่ข้อมือของเขาโดยไม่ลังเล
"ท่านอ๋องโปรดรักษาพระเกียรติด้วย!" นางเตือนเสียงต่ำ
เยี่ยอ๋องมิได้ตกใจแม้แต่น้อย เขากลับหัวเราะทุ้มต่ำในลำคออย่างชอบใจ ปลายนิ้วแกร่งเกือบจะสัมผัสโดนคมมีดอยู่รำเร่ "ระวังหน่อย ใต้เท้าเซวGอวี่... กริชเล่มนั้นคมนัก หากพลาดพลั้งขึ้นมา หัวของเจ้าคงต้องหลุดจากบ่าก่อนจะได้ไขปริศนาคดีเสบียงเสียอีก"
ก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดไปมากกว่านี้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องหนังสือขันทีทหารยามหน้าห้องก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด คุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นจนเกิดเสียงดังทึบ
"ทูลท่านอ๋อง! ใต้เท้าเซวียน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เซวียนหลิงอวี่เก็บกริชกลับเข้าที่เดิมอย่างรวดเร็ว นางหันไปมองขันทีผู้นั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "มีเรื่องอันใด รีบกราบทูลมา!"
"กองเสบียงหลวงหมายเลขสาม... ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดเมื่อครู่ใหญ่ๆ นี้เองพ่ะย่ะค่ะ! และ... และในกองเพลิง เจ้าหน้าที่เวรยามพบ 'จดหมาย' ฉบับหนึ่งถูกทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานที่ยังไม่ทันถูกเผาทำลาย เป็นจดหมายที่ประทับตราลับจาก... จากตำหนักของหลี่กุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ!"
หัวใจของเซวียนหลิงอวี่กระตุกวูบ นางหันขวับไปสบตากับจ้าวเฟยหรงทันที แววตาเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอกของท่านอ๋องเมื่อครู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยประกายตาดุร้าย เยือกเย็น และเต็มไปด้วยจิตสังหาร
ไฟไหม้คลังเสบียง... มิใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน แต่มันคือการ "ฆ่าตัดตอน" หลักฐานชิ้นสำคัญที่นางกำลังตามหา!
จ้าวเฟยหรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์ปักดิ้นทองสะท้อนกับแสงไฟจากตะเกียงวับแวม เขากวาดสายตามองเอกสารนับร้อยที่กองอยู่บนโต๊ะของหญิงสาว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นจนน่าขนลุก
"ดูเหมือนว่า... มีคนไม่อยากให้พวกเราได้อ่าน 'จดหมายที่ถูกซ่อน' อีกต่อไปแล้วกระมัง"
ท่านอ๋องหันมามองหน้าเซวียนหลิงอวี่ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่นางอ่านไม่ออก "ทีนี้... เจ้ายังคิดว่าตนเองเล่นอยู่กับเกมการเมืองธรรมดาๆ อยู่หรือpไม่, ใต้เท้าเซวียน?"
ยังไม่ทันที่เซวียนหลิงอวี่จะได้เอ่ยคำใดตอบโต้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังล้อมรอบหอจดหมายเหตุเอาไว้ พร้อมกับเงาร่างของทหารองครักษ์หลวงที่พากันชักดาบออกจากฝักสะท้อนแสงจันทร์วาววับ
ประตูห้องหนังสือถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยแรงมหาศาล ขันทีคนสนิทของหลี่กุ้ยเฟยเดินนำหน้าทหารกองปราบพร้อมราชโองการสีเหลืองทองอร่ามในมือ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าไร้หนวดเครานั้น
"ใต้เท้าเซวียนหลิงอวี่ และเยี่ยอ๋อง... ฝ่าบาททรงมีรับสั่งด่วน! ให้ควบคุมตัวท่านทั้งสองไปสอบสวน ณ คุกหลวงทันทีฐานสมคบคิดกันลักลอบเผากองเสบียงหลวง!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันระทึกใจและเปี่ยมด้วยกลโกงนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
---
[1] ยามไฮ่ คือช่วงเวลาประมาณ 21.00 - 22.59 น.
[2] เปิ่นหวาง เป็นสรรพนามแทนตัวเองขององค์ชายหรือท่านอ๋อง แปลว่า "ตัวเราที่เป็นอ๋อง"
โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว•ตอนที่ 6
จดหมายที่ถูกซ่อน
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!