กลิ่นอายน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของแอร์คอนดิชันเนอร์ในห้องสูทเพนต์เฮาส์หรู ยังคงอบอวลอยู่รอบตัว ลลิลรู้สึกราวกับว่าปอดของเธอกำลังถูกบีบอัดด้วยอากาศที่เบาบางลงทุกที ภาพของผู้หญิงแปลกหน้าในชุดราตรีสีแดงเพลิงที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตูยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตา รอยยิ้มเยาะหยันที่อีกฝ่ายส่งมาให้เปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจที่บอบช้ำอยู่แล้วให้แหลกละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก
คาร์ลอสผละกายออกจากร่างของเธอไปตั้งแต่เมื่อไหร่... ลลิลแทบไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกที แผ่นหลังกว้างในชุดสูทสั่งตัดพิเศษนั้นก็หันหลังให้เธอเสียแล้ว น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยกระซิบถ้อยคำพร่าเลือนชวนฝันเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นความเย็นชาและราบเรียบราวกับสายน้ำแข็งขั้วโลก
"คุณอยู่ที่นี่ก่อน... เดี๋ยวผมจัดการเอง"
ประโยคสั้นๆ ที่ไร้ซึ่งความอาทร ไร้แม้กระทั่งการหันกลับมามองสบตาศرك็เพียงพอแล้วที่จะทำให้โลกทั้งใบของลลิลพังทลายลงในพริบตา ความเงียบงันเข้าปกคลุมทันทีที่ประตูห้องนอนปิดสนิทลง ทิ้งให้เธอยืนอยู่ลำพังท่ามกลางความหนาวเหน็บ ร่างกายที่ยังหลงเหลือร่องรอยสัมผัสอันเร่าร้อนของเขาเมื่อครู่ บัดนี้กลับสั่นสะท้านด้วยความเคว้งคว้างและหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นทะลัก
*ของเล่น...*
คำนี้ดังก้องอยู่ในโสตประสาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า หญิงสาวทรุดกายลงนั่งคู้ตัวบนพรมราคาแพงอย่างไร้เรี่ยวแรง มือเรียวบางยกขึ้นกอดตัวเองแน่นเพื่อระงับความสั่นเทา ความเจ็บปวดจากบทรักอันดุดันเมื่อครู่ยังไม่เท่าความร้าวรานที่กัดกินอยู่ข้างในอก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย เธอหลงเชื่อได้อย่างไรว่าความอ่อนโยนชั่วขณะนั้นคือความจริง? เธอก็เป็นเพียงเครื่องมือชั่วคราว เป็นเกมแก้เบื่อของมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่วันหนึ่งเมื่อเขาเบื่อหน่าย ก็พร้อมจะเขี่ยทิ้งเหมือนเศษกระดาษอย่างไร้ค่า
เสียงฝีเท้าและบทสนทนาแผ่วเบาจากห้องนั่งเล่นด้านนอกลอดผ่านบานประตูกระจกเข้ามา แม้จะฟังไม่ได้ศัพท์ แต่เสียงหัวเราะเยาะของผู้หญิงคนนั้นก็กรีดแทงลงมาถึงขั้วหัวใจ ลลิลยกมือขึ้นปิดหู แนบหน้าผากลงกับหัวเข่า ปล่อยให้น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาโดยไร้ซึ่งเสียงสะอื้น มีเพียงไหล่บางที่ไหวสะท้านตามแรงอารมณ์ รอยแผลเป็นในอดีตที่เธอพยายามกลบฝังไว้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยฝีมือของผู้ชายที่เธอเผลอมอบใจให้
ความเงียบงันผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวใกล้เข้ามาพร้อมกับบานประตูกลอนทองเหลืองที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไม่แยแส คาร์ลอสยืนอยู่ตรงนั้น นัยน์ตาสีเทาเข้มไร้ซึ่งร่องรอยความรู้สึกใดๆ ร่องรอยของความอ่อนโยนเมื่อครู่เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงภาพลักษณ์ของเจ้าพ่อผู้ไร้หัวใจตามเดิม
"แต่งตัวซะ... แล้วผมจะให้คนไปส่งคุณกลับ" น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ไร้ความปรานี และเต็มไปด้วยคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธ
ลลิลเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตากลมโตที่บวมช้ำจากการร้องไห้จ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพความสมเพชตัวเองที่ชัดเจน เธอยิ้มหยันให้กับความโง่เขลาของตัวเอง รอยยิ้มที่ทำให้คาร์ลอสขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ
"กลับเหรอคะ..." เสียงของเธоแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "คุณส่งฉันกลับในฐานะอะไรล่ะคะ... ของเล่นที่เล่นเบื่อแล้ว หรือนางบำเรอที่หมดประโยชน์แล้วกันแน่"
คาร์ลอสชะงักไปเล็กน้อย กรามแกร่งขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน นัยน์ตาไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีราวกับมีบางคำพูดที่อยากจะเอ่ยออกไป แต่ทว่าความเย่อหยิ่งและทิฐิอันท่วมท้นกลับรั้งเขาไว้ ชายหนุ่มเลือกที่จะเงียบและตีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม
"อย่าล้ำเส้น ลลิล... คุณก็รู้ว่ากฎของเราคืออะไร" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยย้ำเตือนราวกับมีดกรีดซ้ำแผลเดิม
"ใช่ค่ะ... ฉันมันก็แค่ผู้หญิงที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อเงิน เพื่อครอบครัว" ลลิลพยุงร่างอันสั่นเทาของตัวเองลุกขึ้นยืน แม้ขาจะแทบไม่andแรงพยุง แต่นัยน์ตาที่มองตรงไปยังเขากลับฉายแววเด็ดเดี่ยวปนความร้าวรานอย่างถึงที่สุด "ฉันมันโง่เอง... ที่เผลอคิดไปว่าภายใต้ความใจร้ายของคุณ จะยังมีหัวใจความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่บ้าง"
หญิงสาวเดินสวนผ่านร่างสูงใหญ่ของเขาไปโดยไม่แม้แต่จะชายหางตามองอีก กลิ่นกายหอมกรุ่นที่เขาเคยหลงใหลลอยผ่านจมูกไปพร้อมกับหยดน้ำตาที่รินรบลอยอยู่บนแก้มเนียน คาร์ลอสตวัดสายตามองตามร่างบางที่ก้าวเดินออกไปด้วยความรู้สึกหน่วงแปลกๆ ในอก มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาในอกราวกับไฟสุม แต่เขากลับทำได้เพียงยืนนิ่ง ปล่อยให้โอกาสที่จะรั้งเธอนั้นหลุดลอยไป
ลลิลคว้าเสื้อผ้าของตัวเองมาสวมใส่อย่างลวกๆ ท่ามกลางความมืดสลัวของห้องแต่งตัว ร่างกายระทมทุกข์ทุกตารางนิ้วคือหลักฐานชั้นดีว่าคืนนี้ได้พรากเอาวิญญาณและหัวใจของเธอไปหมดสิ้นแล้ว เธอกลั้นใจเดินออกจากห้องนอน มุ่งตรงไปยังประตูทางออกโดยไม่คิดจะหันกลับมามองชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้องอีกเลย
ทว่า... เมื่อมือเรียวเอื้อมไปแตะลูกบิดประตู บานประตูหรูหรากลับถูกผลักเปิดออกเสียก่อนจากด้านนอก
ร่างระหงในชุดราตรีสีแดงเพลิงของผู้หญิงคนเดิมก้าวเข้ามาขวางทางไว้ พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก ดวงตาคู่นั้นกวาดมองลลิลตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาสสมเพชเวทนา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของลลิลเย็นเฉียบลงในพริบตา
"จะรีบไปไหนล่ะจ๊ะน้องสาว... ในเมื่อเกมที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่เธอก้าวขาออกไปต่างหากล่ะ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามอ่านและส่งกำลังใจให้ลลิลเสมอนะคะ
พันธะสเน่หาซ่อนเร้น•ตอนที่ 10
น้ำตากับรอยแผล
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะสเน่หาซ่อนเร้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!