ความตายมักมาเยือนในรูปของความเงียบเสมอ... แต่บนยอดเขาเทียนซานในยามวิกาลนี้ ความตายกลับกรีดเสียงร้องคำรามผ่านเกล็ดหิมะที่ถูกคมมีดอากาศเฉือนจนแตกละเอียดเป็นละอองฝุ่นสีเงินยวง
*เปร้ง!*
ประกายไฟสีครามสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ตัดกับม่านพายุหิมะสีขาวโพลนราวกับรอยพู่กันของเซียนผู้เกรี้ยวกราด ลู่ชิงเฟิงยืนหยัดนิ่งสนิทบนแผ่นน้ำแข็งหนาทึบ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของเขาปลิวสะบัดตามแรงลมปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากร่าง กลิ่นอายความเย็นเยือกแผ่ซ่านปกคลุมรัศมีร้อย丈 (สามร้อยเมตร) จนหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าแข็งตัวกลายเป็นผลึกแก้วในชั่วพริบตา
เบื้องหน้าของเขาคือเงาสีดำสนิทแปดร่างที่รายล้อมเอาไว้ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวไร้สุ้มเสียงราวกับภูตผีวิญญาณแห่งเหมันต์ พวกมันคือ ‘มือสังหารเงาสวรรค์’ ผู้ฝึกฝนวิชาดาร์กฮันเตอร์จากสำนักมารโลหิต ไหล่ของแต่ละคนแบกรับจิตสังหารที่เข้มข้นจนทำให้บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
“ลู่ชิงเฟิง... วันนี้คือวันตายของแก จงมอบ ‘คัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์’ และเบาะแสของเฒ่าชราคนนั้นมาเสีย มิฉะนั้น ศพของแกจะไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียวให้สุนัขแทะ!” เสียงแหบพร่าดั่งเสียงโลหะเสียดสีกันดังลอดมาจากใต้ผ้าคลุมหน้าสีนิล
ดวงตาคมกริบดั่งใบมีดของลู่ชิงเฟิงมิได้ไหวติบแม้แต่น้อย เขามองเงาทั้งแปดด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังมองก้อนหินกรวดข้างทาง ความเยือกเย็นนี้มิใช่ความหยิ่งผยอง แต่เป็นสภาวะจิตใจที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีกระบี่ไร้พ่าย—ไร้รัก ไร้แค้น ไร้ความกลัว
“พวกเจ้าใช้ชื่อ ‘มือสังหารเงา’ แต่กลับซ่อนตัวอยู่หลังม่านหิมะสกปรกเช่นนี้ น่าสมเพชยิ่งนัก...” น้ำเสียงของลู่ชิงเฟิงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนกดทับให้หิมะที่กำลังโปรยปรายหยุดชะงักกลางอากาศ “อาจารย์ของข้าอยู่ที่ใด... จงคายออกมา มิฉะนั้น ข้าจะส่งพวกเจ้าไปเยือนยมโลกโดยไม่ต้องรอให้ถึงยามสาม”
*ฟุ่บ!*
ไม่รอให้คำพูดสิ้นสุด มือสังหารเงาทางด้านซ้ายมือพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วเหนือเสียง ประกายแสงสีเลือดจากกรงเล็บเหล็กกล้าพุ่งตรงเข้าสู่จุดตายบริเวณลำคอของเขา รวดเร็ว ดุดัน และเต็มไปด้วยพิษร้ายที่พร้อมละลายกระดูกให้กลายเป็นผงในพริบตา
ลู่ชิงเฟิงไม่ขยับกายแม้แต่ปลายนิ้ว เขารอคอย... รอจนกระทั่งคมเล็บอยู่ห่างจากผิวเนื้อเพียงหนึ่งชุ่น (หนึ่งนิ้ว)
ในวินาทีนั้นเอง นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขาก็กดลงบนด้าม ‘กระบี่เหมันต์จันทรา’ ที่เหน็บอยู่ข้างเอว
*ฉัก!*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังก้องกังวานเสียadแทรกเสียงพายุหิมะ มันเป็นเสียงที่ไพเราะราวกับเสียงดีดพิณสวรรค์ แต่ในขณะเดียวกันก็พกพาความตายที่แท้จริงมาด้วย แสงกระบี่สีฟ้าครามสว่างวาบตัดผ่านความมืดมิดราวสายฟ้าฟาด รัศมีกระบี่แผ่พุ่งออกไปเป็นรูปเสี้ยวจันทรา กวาดซัดทุกสิ่งให้ราบเป็นหน้ากลอง
ร่างของมือสังหารเงาที่พุ่งเข้ามาแข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่รอยตัดเรียบเนียนจะปรากฏขึ้นกลางลำตัว และในเสี้ยววินาทีต่อมา ร่างนั้นก็ปริแตกออกเป็นสองซีก ละอองเลือดสาดกระเซ็นย้อมผืนหิมะสีขาวให้กลายเป็นสีแดงฉานน่ากลัว ทว่าก่อนที่เลือดหยดแรกจะตกถึงพื้น ความเย็นยะเยือกจากปราณกระบี่ก็แช่แข็งเลือดหยดนั้นให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีแดงชาดไปเสียแล้ว!
เจ็ดคนที่เหลือชะงักกึกโดยพร้อมเพรียง ลมหายใจของพวกมันสะดุดกุน ปราณยุทธระดับ ‘หลอมรวมวิญญาณ’ ขั้นสมบูรณ์ของลู่ชิงเฟิงในเวลานี้ ทรงพลังเกินกว่าที่พวกมันจะประเมินไว้แต่แรก
“วิชากระบี่เหมันต์ไร้พ่าย... เจ้า... เจ้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขต ‘จิตกระบี่ผสานฟ้าดิน’ แล้วหรือ!” หัวหน้ามือสังหารเงาอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา ความมั่นใจทั้งหมดมลายหายสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่เกาะกุมขั้วหัวใจ
ลู่ชิงเฟิงก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พื้นน้ำแข็งใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม เขายกกระบี่ขึ้นชี้ฟ้า ปลายคมกระบี่สะท้อนแสงจันทร์สีนวลสลับกับประกายสีเลือดของศัตรู
“สายเกินไปที่จะรู้ตัวแล้ว...”
เขากำลังจะกวัดแกว่งกระบี่สะบั้นหัวใจศัตรูให้สิ้นซากในคราเดียว ทว่า ทันใดนั้นเอง สัมผัสจิตวิญญาณของเขากลับรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างในสายลมที่พัดมาจากทิศประจิม กลิ่นหอมจางๆ ของดอกอวี้หลัน (แมกโนเลีย) ลอยปะปนมากับกลิ่นคาวเลือด มันไม่ใช่กลิ่นอายของศัตรู แต่เป็นกลิ่นอายอันตรายระดับที่ทำให้เส้นขนทั่วร่างลุกชัน
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... มีเงาร่างสีม่วงเข้มสายหนึ่งกำลังพุ่งทะยานแหวกม่านพายุหิมะเข้ามาด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าดาวตก เป้าหมายของเงาร่างนั้นไม่ใช่ลู่ชิงเฟิง และก็ไม่ใช่พวกมือสังหารเงา... แต่มันคือหน้าผาสูงชันเบื้องหลังที่ซ่อน ‘ค่ายกลผนึกวิญญาณ’ โบราณเอาไว้!
“ใครกัน!” ลู่ชิงเฟิงขมวดคิ้วมุ่น
ก่อนที่เขาจะทันได้หันไปตรวจสอบ เงาร่างสีม่วงนั้นก็พุ่งชนเข้ากับม่านพลังค่ายกลจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกย้อนกลับทำให้ร่างนั้นร่วงหล่นลงมากลางวงล้อมระหว่างเขากับมือสังหารเงาอย่างไม่เป็นท่า
ฝุ่นควันและละอองหิมะฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เมื่อกลุ่มควันจางลง ลู่ชิงเฟิงจึงได้เห็นร่างที่ตกลงมาอย่างชัดเจน
นั่นคือสตรีในชุดกระโปรงยาวสีม่วงเข้มปักลวดลายดอกไม้พิษ ลวดลายบนอาภรณ์สะท้อนแสงเรืองรองราวกับมีชีวิต เส้นผมสีดำสนิทสยายเคลียแผ่นหลังบอบบาง ทว่าสิ่งที่ทำให้ลู่ชิงเฟิงต้องชะงักค้าง คือใบหน้าครึ่งซีกที่โผล่พ้นผ้าคลุมหน้าหลุดลุ่ย—ใบหน้าที่งดงามล่มเมืองจนแทบหยุดหายใจ แต่กลับซีดเซียวไร้สีเลือด และที่ริมฝีปากอิ่มเอิบนั้นมีคราบโลหิตสีดำสนิทไหลรินลงมาหยดหนึ่ง
นางคือ ‘มู่หรงว่านเอ๋อร์’ ธิดาโอสถแห่งหุบเขาร้อยพิษ ผู้ที่สำนักยุทธภพต่างขนานนามว่า ‘นางมารน้อยรอยยิ้มอสรพิษ’ ผู้ซึ่งไม่ควรมีตัวตนอยู่ ณ ดินแดนรกร้างเหน็บหนาวแห่งนี้
มู่หรงว่านเอ๋อร์หอบหายใจถี่กระชั้น ดวงตาดอกท้อคู่สวยที่มักจะซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้เสมอ บัดนี้กลับฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด นางเงยหน้าขึ้นสบตากับลู่ชิงเฟิงที่ยืนถือกระบี่อาบเลือดอยู่เบื้องหน้า ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม นางไม่เพียงไม่หวาดกลัว กลับแย้มรอยยิ้มเย้ายวนออกมาทั้งๆ ที่มุมปากยังมีคราบเลือดสีดำ
“คุณชายลู่... ช่างบังเอิญเสียจริง หรือท่านรู้ว่าข้ากำลังตกที่นั่งลำบาก จึงอุตส่าห์มายืนรอรับข้าถึงที่นี่กันคะ?”
น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มเอ่ยขึ้นท่ามกลางพายุหิมะ ทว่าก่อนที่ลู่ชิงเฟิงจะทันได้เปล่งวาจาใดตอบโต้ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาทั้งหมดก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินแยก เสียงคำรามต่ำๆ ดังสะท้อนมาจากใต้หุบเหวลึก พร้อมกับอักขระโบราณสีทองนับหมื่นตัวที่สว่างวาบขึ้นบนท้องฟ้า—ผนึกพันปีที่กักขัง ‘สัตว์อสูรบรรพกาล’ กำลังจะแตกสลายลงในอีกไม่กี่ลมหายใจนี้แล้ว!
ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ น้ำผึ้งหยดแรกขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ที่นี้ค่ะ
เซียนกระบี่น้ำแข็งกับธิดาโอสถพันพิษ•ตอนที่ 1
หยดน้ำค้างบนคมกระบี่
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่น้ำแข็งกับธิดาโอสถพันพิษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!