มูเตลูไม่ช่วยหรอก ถ้าคุณไม่เลิกหลอนผมเสียที•ตอนที่ 1

รายการนี้ผีไม่มีจริงใช่ไหม?

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
"บอกแล้วไงคะว่าไอ้เครื่องวัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าบ้านี่ มันเอาไว้ตรวจจับคลื่นพลังงานวิญญาณไม่ได้!" เสียงโวยวายปนเสียงสะอื้นฮักของอินฟลูเอนเซอร์สาวชื่อดังดังทะลุไมโครโฟนไร้สายจนธันวาต้องยกมือขึ้นมาขยี้ขมับด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า โปรดิวเซอร์หนุ่มสถาปนิกตรรกะศาสตร์ผู้บูชาความจริงและหลักฟิสิกส์อย่างเขา กำลังยืนกอดอกมองหน้าจอแท็บเล็ตในมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย ท่ามกลางความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นของ "โรงพยาบาลร้างบางเขน" ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยนติดอันดับท็อปเท็นของประเทศ นี่คือเทปแรกของโปรเจกต์ใหม่ที่สถานีโทรทัศน์ยัดเยียดให้เขาทำ... รายการล่าท้าผีที่ธันวาแสนจะเกลียดเข้าไส้ และคู่หูจำเป็นในวันนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น พริมโรส เจ้าแม่สายมูผู้มีผู้ติดตามหลักล้าน ผู้ซึ่งตอนนี้กำลังกอดเสาเข็มปูนเปลือยแน่นราวกับมันคือที่พึ่งสุดท้ายในชีวิต "พริมโรส เลิกสติแตกแล้วลุกขึ้นมาเดินดีๆ เถอะค่ะ รายการเราจะล่มเพราะคุณมัวแต่นั่งกอดเสาตึกแบบนี้ไม่ได้นะ" ธันวาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปรายตามองหญิงสาวในชุดเดรสยาวสีแดงเพลิงที่ตั้งใจใส่มาเพื่อเรียกยอดวิว แต่ตอนนี้มันกลับเปื้อนฝุ่นจนแทบจำสีเดิมไม่ได้ "คุณธันวา! ใจคอคุณจะไม่เห็นใจผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับความตายบ้างเลยหรือไงคะ!" พริมโรสเงยหน้าขึ้นมาโวยวาย ขอบตาแดงก่ำแต่ริมฝีปากยังคงเคลือบลิปสติกสีสด เธอชี้ไปที่มุมมืดสุดทางเดินที่มีเงาตะคุ่มๆ "นั่นไง! ตรงนั้นมีคนยืนมองเราอยู่! ฉันเห็นนะ! ตาฉันทิพย์นะคุณ!" "ตาคุณไม่ได้ทิพย์หรอกค่ะคุณพริมโรส แต่น่าจะประสาทหลอนไปเองมากกว่า ตรงนั้นมันไม้กวาดหยากไย่กับถังขยะเปียกค่ะ มองยังไงให้เป็นคน" ธันวาเดินเข้าไปใกล้เงาดังกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะใช้มือตบเข้าที่ถังขยะพลาสติกเสียงดังสนั่นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นจะๆ "เห็นไหมคะ? วิญญาณตนนี้ชอบกินเศษขยะพลาสติกค่ะ เลยส่งเสียงดังได้" "ฮื้อ! คุณธันวาปากร้าย! ปากแบบนี้ระวังจะโดนผีอำเข้าสักคืนนะคะ!" พริมโรสลุกขึ้นปัดฝุ่นตามกระโปรงอย่างทุลักทุเล ใบหน้าสวยหวานบูดบึ้งด้วยความหมั่นไส้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรีบซอยเท้าวิ่งเข้าไปเกาะชายเสื้อสูทของโปรดิวเซอร์หนุ่มแน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายวับไปกับตา เมื่อลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชกเข้ามาในตึกร้างจนเส้นขนทุกเส้นบนกายลุกชัน บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดลงอย่างฉับพลัน เสียงจิ้งหรีดเรไรรอบนอกราวกับถูกกลืนหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของพริมโรสและเสียงฝีเท้าของทีมงานตากล้องที่เดินตามหลังมาห่างๆ ธันวาก้มมองมือเรียวเล็กที่กำชายเสื้อสูทของเขาไว้จนแน่น สัมผัสอุ่นร้อนจากมือของหญิงสาวส่งผ่านเนื้อผ้าเข้ามาเบาๆ ทำให้หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของโปรดิวเซอร์หนุ่มเกิดสะดุดกึกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ให้ตายสิ... ผู้หญิงคนนี้นี่น่ารำคาญเป็นบ้าเลยค่ะ ปากก็เก่งแต่ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำตลอดเวลา "ปล่อยเสื้อฉันได้แล้วมั้งคะคุณพริมโรส เดี๋ยวเสื้อสูทแบรนด์เนมราคาแพงของฉันจะยับหมด" ธันวาเอ็ดเสียงดุแต่สายตากลับทอดมองลงมาด้วยความอ่อนโยนที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ "ไม่ปล่อยค่ะ! เกิดผีมันโผล่มาลากขาฉันไปกินตับขึ้นมา คุณจะรับผิดชอบยังไงไหวคะ!" พริมโรสเถียงกลับเสียงสั่น ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองเขาอย่างออดอ้อนแกมหวาดกลัว "ว่าแต่... รายการนี้ผีไม่มีจริงใช่ไหมคะคุณธันวา? บอกฉันมาซิว่าคุณก็กลัวเหมือนกัน" "โลกนี้ไม่มีผีหรอกค่ะ มีแต่คนงมงายกับคนขี้ตื่นแบบ..." ธันวาชะงักคำพูดไว้แค่นั้น เมื่อจู่ๆ หน้าจอแท็บเล็ตในมือที่ควรจะแสดงค่าคงที่ กลับส่งเสียงร้องเตี๊ยบยาวติดต่อกันเป็นจังหวะรัวเร็ว หน้าจอสีฟ้าใสเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานทันที พร้อมกับตัวเลขวัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่พุ่งทะยานขึ้นสูงจนทะลุเพดาน และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... ไฟฉายแรงสูงในมือของตากล้องด้านหลังก็กะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับสนิทลงพร้อมกันทุกดวง ความมืดมิดสนิทกลืนกินทุกสิ่งรอบตัว พริมโรสกรี๊ดลั่นด้วยความตกใจก่อนจะโผเข้ากอดเอวหนาของธันวาเต็มแรง ซุกใบหน้าลงกับแผงอกกว้างจนแทบจมหายไป "คุณธันวา! ไฟดับ! ฉันมองไม่เห็นอะไรเลย!" เสียงพริมโรสสั่นเครือจนน่าสงสาร ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน แม้เขาจะเป็นพวกเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ แต่บรรยากาศเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านรอบตัวและกลิ่นธูปจางๆ ที่ลอยมาแตะจมูกตอนนี้ มันชวนให้ขนหัวลุกเกินกว่าจะหาคำอธิบายทางฟิสิกส์มารองรับ มือข้างหนึ่งของเขาโอบไหล่บางของหญิงสาวไว้โดยอัตโนมัติเพื่อปลอบประโลม ส่วนมืออีกข้างควานหาไฟฉายสำรองในกระเป๋าเสื้อกั๊กอย่างทุลักทุเล แต่ทว่า... ในความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงสว่างนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ลากยาวกับพื้นปูนซีเมนต์ ก็ดังขึ้น "ลาก... ลาก..." ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จากสุดปลายทางเดินมืดทึบเบื้องหน้า ธันวาเบิกตากว้างเมื่อแสงไฟฉายสำรองดวงสุดท้ายส่องกราดไปเจอเข้ากับร่างของใครบางคน—หรือบางสิ่ง—ที่กำลังยืนขวางทางหนีเดียวของเราไว้ ร่างนั้นสวมชุดขาวเปื้อนคราบเลือดกรัง ดวงตาเบิกโพรงจ้องมองตรงมาที่พวกเขาด้วยรอยยิ้มฉีกกว้างถึงใบหู และสิ่งที่ทำให้หัวใจของธันวาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม คือการที่ร่างนั้นเอ่ยชื่อของเขาออกมาด้วยเสียงแหบพร่าราวกับมาจากขุมนรก "ธันวา... มึงพาใครมาเป็นอาหารให้อีกแล้ววะ..." ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วยหรอก ถ้าคุณไม่เลิกหลอนผมเสียที นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%