"ถ้าคุณยังกล้าก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะเอาผ้ายันต์ยัดปากคุณแน่ธันวา!"
เสียงตวาดแหวด้วยความโมโหปนหอบสะท้านของพริมโรสดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงเก่าคร่ำครึ กลิ่นธูปโบราณและกลิ่นอับชื้นของเรือนไทยโบราณผสมปนเปกันจนชวนคลื่นไส้ แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของโปรดิวเซอร์หนุ่มผู้ยึดมั่นในหลักการทางวิทยาศาสตร์อย่างธันวาเต้นรัว ยิ่งกว่าคือรอยแผลเป็นสีแดงยาวที่เริ่มลามขึ้นมาจากข้อเท้าเรียวเล็กของหญิงสาว ท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจากไฟฉายโทรศัพท์มือถือสั่นไหว
ธันวาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สายตาคมกริบมองร่างบางที่ทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นไม้สักทอง เพราะความเจ็บปวดจากแรงอาฆาตของวิญญาณเร่ร่อนเมื่อครู่ ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความกลัว แต่ปากเจ้ากรรมยังคงเก่งกาจไม่เคยเปลี่ยน
"นั่งอยู่เฉยๆ อย่าขยับ พริมโรส" ธันวาเอ่ยเสียงเข้ม พยายามกดน้ำเสียงไม่ให้สั่นระริกตามความตื่นตระหนกในอก เขาถอดเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวตัวนอกออกอย่างไร้ความลังเล แล้วก้าวเข้าไปประชิดตัวหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งเพื่อใช้เสื้อแจ็คเก็ตพันรอบข้อเท้าที่กำลังมีรอยไหม้แปลกประหลาดให้
"ฮựย! บอกให้อยู่ห่างๆ ไงเล่าคุณนี่! เดี๋ยวมันก็ตามมาสิงคุณหรอก!" พริมโรสโวยวายเสียงดังลั่นพร้อมกับพยายามดึงขาหนีด้วยความตกใจ ทั้งที่ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาและเหงื่อกาฬไหลซึมจนผมเผ้าชื้นลู่แนบแก้ม "ฉันบอกแล้วว่าทางนี้มันแรง คุณโปรดิวเซอร์สมองกลวง! ทำไมไม่เชื่อฉันตั้งแต่ที่ศาลพระภูมิหน้าปากซอยล่ะคะ! ทีงี้ทำมาเป็นทำเท่ เดี๋ยวเถอะ ถ้าคุณเป็นอะไรไป ฉันจะไปฟ้องแม่คุณว่าคุณดื้อ!"
"หุบปากไปเลยนะพริมโรส ถ้าเธอไม่รนหาที่วิ่งเข้ามาในเขตอาคมของมันก่อน ผมต้องมาเหนื่อยวิ่งตามเช็ดก้นให้เธอไหมล่ะ!" ธันวาตอกกลับเสียงแข็ง มือหนาที่กำลังบรรจงผูกปมผ้าพันแผลชั่วคราวสั่นน้อยๆ อย่างปิดไม่มิด ไม่ใช่เพราะความกลัวผีสางตามความเชื่อไร้สาระที่เขาเคยปรามาสไว้ แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวที่แล่นริ้วขึ้นมาในหัวใจเมื่อเห็นหยดเลือดซึมผ่านเนื้อผ้าต่างหาก
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ ลมพัดโชยกลิ่นดอกไม้ยามค่ำคืนเข้ามาทางหน้าต่างบานเกล็ดที่ผุพัง ทำให้เงาไม้ด้านนอกไหววูบคล้ายร่างคนกำลังยืนจ้องมองเข้ามา
พริมโรสชะงักไป ดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำตาช้อนขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่กำลังตั้งอกตั้งใจดูแลแผลให้เธออย่างลืมตัว แววตาของธันวาในยามนี้ไม่มีความกวนประสาทหรือรอยยิ้มเยาะหยันหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความกังวลระคนความโกรธขึงที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่คมนั้น
...เขากำลังเป็นห่วงเธอ... ห่วงจนตัวสั่นเลยด้วยซ้ำ
หัวใจดวงน้อยที่เต้นรัวเพราะความกลัวผีเมื่อครู่ กลับเปลี่ยนจังหวะการเต้นไปอย่างสิ้นเชิงด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนขึ้นมาในอก พริมโรสเม้มปากแน่น ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายท่ามกลางความหนาวเหน็บของเรือนไทยร้างแห่งนี้
"มองอะไรเล่า หน้าผมมีรอยตีนจิ้งจกติดอยู่หรือไง" ธันวาเงยหน้าขึ้นมาสบตาพอดี ปากก็ยังคงเอ่ยคำพูดกวนประสาทกลบเกลื่อนความรู้สึกวุ่นวายใจของตัวเอง แต่ใบหูคู่คมกลับขึ้นสีแดงจัดอย่างเห็นได้ชัดในความมืด
"คนบ้า..." พริมโรสพึมพำเบาๆ เสียงอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงเหมือนทุกที ใบง้ำงอด้วยความเขินอายที่จู่ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายมองด้วยสายตาที่ทำเอาใจสั่น "ปากแข็งอยู่ได้... เจ็บก็บอกว่าเจ็บสิคะ ทำเป็นเก่งอยู่เรื่อย"
"ใครปากแข็ง ผมไม่ได้ปากแข็งสักหน่อย แค่พูดความจริง... ว่าเธอมันตัวภาระ" ธันวาเถียงกลับทันควันตามสัญชาตญาณของการเป็นคนปากไม่ตรงกับใจ แต่ร่างกายกลับขยับเข้าไปใกล้เธอมากกว่าเดิมโดยอัตโนมัติ มือหนาวางทับลงบนหลังมือเรียวที่กำลังกำชายเสื้อตัวเองแน่น "ลุกไหวไหม... ถ้าไม่ไหวผมอุ้มนะ ไม่ได้พิศวาสอะไรหรอกนะ แค่ไม่อยากเสียเวลามาแบกศพคนแถวนี้กลับกรุงเทพฯ"
"ย่ะ! รู้หรอกน่าว่าปากเสีย!" พริมโรสค้อนขวับวงใหญ่ แต่ยอมปล่อยให้มือใหญ่นนั้นประคองเธอลุกขึ้นยืนโดยดี แม้ขาข้างที่เจ็บจะแปล๊บขึ้นมาจนต้องนิหน้า แต่ความอุ่นจากฝ่ามือของธันวากลับทำให้เธอกล้าที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ท่ามกลางความมืดมิดที่ยังคงซ่อนเร้นอันตรายเอาไว้
แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือสาดส่องนำทางไปตามระเบียงไม้ยาว ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันโดยไม่มีใครยอมปล่อยมือออกจากกัน แม้ปากจะยังคงบ่นกระปอดกระแปดใส่กันตลอดทาง แต่ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองกลับลดลงจนแทบจะแนบชิด
ในจังหวะที่ธันวากำลังจะเอ่ยปากแซวเรื่องที่เธอกลัวจนตัวสั้นเป็นลูกนกเมื่อครู่ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันที่ปลายระเบียงด้านมืดสนิท!
ตึง... ตึง... ตึง...
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนเดินปกติ แต่มันเป็นเสียงลากเท้าที่หนักหน่วงและเชื่องช้า พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังระคายหูอยู่ใกล้แค่เอื้อม...
*"มึง... พาใคร... เข้ามา..."*
พริมโรสสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือดลงทันที ดวงตาเบิกโพ้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นสะท้านจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นอีกรอบ ทว่าในวินาทีที่ความมืดกำลังจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของเธอ ธันวากลับดึงร่างบางเข้ามากอดกระชับแนบอกแกร่งอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้มืออีกข้างควาญหาวัตถุบางอย่างในกระเป๋าเสื้อ
แสงไฟฉายวูบวาบสะท้อนภาพเงาดำทะมึนร่างสูงใหญ่ที่ยืนขวางทางออกสุดท้ายของระเบียงไว้ ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองตรงมาที่พวกเขาด้วยความแค้นเคืองสุดขีด และสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของธันวาเกือบสะดุดหยุดนิ่ง ไม่ใช่เพราะผีร้ายตรงหน้า... แต่เป็นใบหน้าของเงาดำร่างนั้น ที่มันดันมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับตัวเขาเองอย่างไร้ผิดเพี้ยน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาลุ้นระทึกไปพร้อมกับพวกเขาในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ!
มูเตลูไม่ช่วยหรอก ถ้าคุณไม่เลิกหลอนผมเสียที•ตอนที่ 18
ธันวาคนปากแข็ง
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วยหรอก ถ้าคุณไม่เลิกหลอนผมเสียที นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!