"ไม่ต้องฝากหรอก... ฉันมาฟังด้วยตัวเองแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำให้อากาศในห้องประชุมใหญ่ของสำนักพิมพ์เย็นเยียบลงทันตาเห็น ร่างสูงสง่าของ "ธนัท" บรรณาธิการอาวุโสผู้กุมอำนาจฝ่ายจัดพิมพ์ก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง เงาทอดทอดทับลงบนกองต้นฉบับบทกวีของอคิราห์ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สักทอง ราวกับกลุ่มเมฆฝนที่เคลื่อนตัวมาบังดวงอาทิตย์ในยามวิกาล
อคิราห์ไม่ได้ขยับกาย เขายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนัง ปลายปากกาหมึกซึมในมือยังคงหมุนช้าๆ เป็นวงกลมอย่างไร้จุดหมาย ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นสายตาช้อนขึ้นสบตากับผู้มาใหม่โดยปราศจากความเกรงกลัว มีเพียงประกายความเย็นชาที่ไหวระริกอยู่ก้นบึ้งของนัยน์ตาคู่นั้น ขณะที่ปราชญ์ ซึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ขยับตัวเล็กน้อย สัญชาตญาณนักบริหารเตือนให้เขารู้ว่า การมาเยือนนอกเวลาราชการเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
"ดึกป่านนี้แล้ว ฝ่ายบริหารระดับสูงยังต้องมาตรวจงานของนักเขียนอิสระด้วยตัวเองอีกหรือครับ คุณธนัท" ปราชญ์เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในปลอกแพร
ธนัทหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบแห้งและไร้ความอบอุ่น เขาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กวาดสายตามองต้นฉบับบทกวีที่ถูกแก้ด้วยหมึกสีแดงจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม—ร่องรอยแห่งการปะทะทางความคิดระหว่างปราชญ์และอคิราห์ตลอดหลายวันที่ผ่านมา
"ผมก็แค่เป็นห่วง... กลัวว่าสำนักพิมพ์ของเราจะเสียชื่อเสียง เพราะงานเขียนที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นอย่างไร้ทิศทาง" ธนัทจงใจเน้นเสียงหนักที่คำว่า *ไร้ทิศทาง* สายตาคมปลาบเหลือบมองอคิราห์ "บทกวีไม่ใช่พื้นที่ระบายความเก็บกดส่วนตัวของคุณนะ คุณอคิราห์ โลกวรรณกรรมต้องการความงามและความสجล ไม่ใช่รอยแผลเป็นจากครอบครัวที่คุณพยายามเอามาเร่ขาย"
คำพูดนั้นจี้เข้าที่ปมในใจของอคิราห์อย่างแม่นยำ กล้ามเนื้อกรามของกวีหนุ่มนูนเด่นขึ้นเล็กน้อย รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกจากตัวเขาจนปราชญ์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ยังสัมผัสได้ ทว่าอคิราห์กลับเลือกที่จะคลี่ยิ้ม—รอยยิ้มที่เย็นเยียบยิ่งกว่าอุณหภูมิในห้อง
"ความงามที่ปราศจากรอยแผล เป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกคนอ่อนแอครับ คุณธนัท" อคิราห์วางปากกาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบเบาๆ แต่กลับก้องกังวานในความเงียบ "ถ้าบทกวีของผมมันไร้ค่าในสายตาคุณ ทำไมคุณถึงต้องส่งคนมาคอยรื้อค้นโต๊ะทำงานของผมเมื่อคืนก่อนด้วยล่ะครับ?"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศในห้องก็ดิ่งวูบลงราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น
ธนัทชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้ากระตุกเกร็งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยได้อย่างรวดเร็ว สมกับที่เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการมานานหลายสิบปี ผิดกับปราชญ์ที่หันขวับมามองอคิราห์ด้วยแววตาตกตะลึงระคนสงสัย—นี่คือข้อมูลที่เขาเองก็ยังไม่เคยระแคะระคายมาก่อน
"คุณกำลังกล่าวหาผมนะ อคิราห์ ระวังปากหน่อย" ธนัทกดเสียงต่ำ ดวงตาหรี่แคบลง
"ผมไม่ได้กล่าวหาข้อหาลอยๆ ครับ" อคิราห์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความสูงของเขาสูสีกับธนัทพอดี เขายื่นมือไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้กองสมุดบันทึกขึ้นมา มันคือภาพจากกล้องวงจรปิดมุมอับบริเวณทางเดินชั้นสาม ที่บันทึกภาพเงาร่างคุ้นตาของมือขวาคนสนิทของธนัทกำลังเดินถือแฟ้มเอกสารลับออกจากห้องทำงานของอคิราห์เมื่อสองคืนก่อน
ปราชญ์ก้าวเข้ามาดูภาพในมือของอคิราห์ ดวงตาคมกวาดมองรายละเอียดอย่างรวดเร็ว สมองของบรรณาธิการหนุ่มประมวลผลสถานการณ์ทั้งหมดในพริบตา เขารู้ดีว่าธนัทต้องการขัดขวางการตีพิมพ์รวมบทกวีเล่มนี้ เพราะเนื้อหาข้างในบางบทกำลังขุดคุ้ยเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการฮุบลิขสิทธิ์วรรณกรรมเก่าเมื่อสี่ปีก่อน ซึ่งมีชื่อของธนัทพัวพันอยู่เบื้องหลัง
"นี่มันหมายความว่ายังไงครับ คุณธนัท?" ปราชญ์หันไปถาม น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวังและคุกคามในเวลาเดียวกัน ในฐานะบรรณาธิการบริหาร เขาย่อมไม่อาจยอมให้มีการแทรกแซงงานศิลปะด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจเช่นนี้
"อย่ามาทำเป็นไขسแดง ปราชญ์!" ธนัทเริ่มหมดความอดทน น้ำเสียงของเขาตึงเครียดขึ้น "นายคิดว่าไอ้เด็กนี่มันบริสุทธิ์นักหรือไง? มันกำลังใช้นาย ใช้สำนักพิมพ์นี้เป็นเครื่องมือในการชำระแค้นส่วนตัว! ต้นฉบับที่พวกนายกำลังตรวจแก้กันอยู่เนี่ย มันมีสาระสำคัญที่พาดพิงถึงคดีความเก่า ถ้าหนังสือเล่มนี้พิมพ์ออกไป สำนักพิมพ์เราพังกันหมดแน่!"
"สำนักพิมพ์จะพัง หรือเพราะตัวคุณเองที่จะพังกันแน่ครับ?" อคิราห์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนทุกอณู "คุณกลัวว่าความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรม จะถูกถักทอเป็นบทกวีให้คนทั้งประเทศได้อ่านต่างหาก... คุณกลัวความหมายของคำว่า *ความยุติธรรม* ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด"
การปะทะคารมดำเนินไปอย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายยืนเผชิญหน้ากันด้วยอุดมการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่งยึดมั่นในผลประโยชน์และอำนาจที่ตนสร้างขึ้นด้วยการเหยียบย่ำผู้อื่น อีกฝ่ายหนึ่งใช้ปลายปากกาเป็นอาวุธเพื่อทวงคืนความทรงจำที่แตกสลาย ปราชญ์ยืนอยู่ตรงกลาง ระหว่างหน้าที่ที่ต้องปกป้องสำนักพิมพ์ และความปรารถนาลึกๆ ที่อยากเห็นงานวรรณกรรมชิ้นเอกชิ้นนี้ได้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก
"พอได้แล้วครับ ทั้งสองคน" ปราชญ์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงทรงพลังพอที่จะหยุดการปะทะฝีปากลงได้ เขากวาดสายตามองธนัทด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง—จากความเคารพในฐานะผู้บังคับบัญชา กลายเป็นการมองคู่แข่งที่หมดความชอบธรรม
"ในฐานะบรรณาธิการบริหาร ต้นฉบับเล่มนี้ผ่านการพิจารณาและแก้ไขตามขั้นตอนของกองบรรณาธิการแล้ว และผมจะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาทำลายมัน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีอำนาจแค่ไหนก็ตาม" ปราชญ์ประกาศกร้าว คำพูดนั้นหนักแน่นราวกับประกาศิต
ธนัทแค่นยิ้มหยัน "นายกำลังเลือกทางเดินที่ผิดนะ ปราชญ์... นายคิดว่าเด็กนี่มันจริงใจกับนายงั้นเหรอ? ลองถามมันดูสิว่า จริงๆ แล้ว... บทกวีบทสุดท้ายในเล่มนั้น มันเขียนถึงใครกันแน่"
คำพูดนั้นทำให้อากาศในห้องชะงักงัน อคิราห์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที—ปมในใจที่เขาพยายามปิดตายถูกสะกิดขึ้นมาอีกครั้ง ปราชญ์หันขวับมามองกวีหนุ่มทันที ความเคลือบแคลงใจฉายชัดขึ้นในแววตา
ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก มุ่งตรงมายังห้องประชุมแห่งนี้ด้วยความเร่งรีบ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งก่อนที่มันจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต
ร่างของเลขานุการส่วนตัวของประธานกรรมการบริหารยืนหอบหายใจอยู่ตรงกรอบประตู ในมือถือโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูยื่นค้างไว้ ใบหน้าซีดเผือกด้วยความตื่นตระหนก
"คุณปราชญ์... คุณธนัท... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ..." เสียงนั้นสั่นเทาจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "ทางตลาดหลักทรัพย์เพิ่งแจ้งระงับการพิจารณาแผนควบรวมกิจการของเรา... และ... และมีหมายศาลส่งตรงมาถึงสำนักพิมพ์แล้วครับ!"
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับถ้อยคำเหล่านี้ด้วยกันเสมอนะครับ
วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย•ตอนที่ 18
ร่องรอยที่ถูกลบ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!