เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนในโถงทางเดินของสำนักพิมพ์ยามวิกาล ไม่ได้ให้ความรู้สึกมั่นคง หากแต่เป็นจังหวะที่บีบคั้นหัวใจให้ร่วงหล่นลงไปทีละนิด
ร่างของปราชญ์แข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ มันคือเสียงของเลขานุการส่วนตัวของประธานกรรมการสำนักพิมพ์—คนที่คอยสอดส่องและเป็นหูเป็นตาให้ตระกูลของเขามาโดยตลอด
เงาร่างโปร่งในชุดสูทเข้ารูปสีเข้มปรากฏขึ้นตรงมุมเสา แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ด้านบนสาดลงมาสะท้อนกรอบแว่นโลหะวาววับ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของอีกฝ่ายไม่ได้บ่งบอกถึงมิตรภาพ มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุมในเขาวงกต
"ดึกมากแล้วนะครับ คุณปราชญ์" น้ำเสียงเรียบเรื่อยเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันในห้องทำงานบรรณาธิการบริหารที่เต็มไปด้วยกองต้นฉบับ "ท่านประธานเป็นห่วง... ท่านคิดว่าคุณคงจะจัดการ 'ภารกิจ' ชิ้นนี้เสร็จสิ้นไปนานแล้ว"
ปราชญ์ไม่ขยับเขยื้อน เขายังคงยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน โดยมีต้นฉบับกวีนิพนธ์เล่มล่าสุดของอคิราห์วางอยู่ใต้ฝ่ามือ นิ้วเรียวยาวของเขากำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนขอบกระดาษยับย่น ความเงียบระหว่างพวกเขาทั้งสองคนเต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่หนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
ในฐานะบรรณาธิการบริหาร ปราชญ์ถูกหล่อหลอมให้เลือกความถูกต้องตามกฎเกณฑ์และผลประโยชน์ขององค์กรมาโดยตลอด แต่ในวินาทีนี้ กฎเกณฑ์เหล่านั้นกลับกลายเป็นโซ่ตรวนที่กำลังรัดรึงลำคอของเขาเอง หากเขาเลือก 'หน้าที่' ตามที่ตระกูลคาดหวัง ต้นฉบับกวีนิพนธ์ชิ้นเอกที่เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของอคิราห์จะต้องถูกบิดเบือนและถูกเซ็นเซอร์จนไม่เหลือเค้าเดิม แต่หากเขาเลือก 'หัวใจ' และอุดมการณ์ที่ผูกพันกับกوىหนุ่มผู้นั้น เขาก กำลังจะประกาศสงครามหักดิ์กับตระกูลผู้ทรงอิทธิพลที่สร้างเขาขึ้นมา
ปราชญ์ค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน แววตาที่เคยนิ่งสงบราวน้ำลึกบัดนี้ไหววูบเพียงชั่วพริบตาก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว "ผมกำลังตรวจทานต้นฉบับอย่างละเอียดอยู่ครับ ทุกตัวอักษรที่ผ่านมือผม จะต้องสมบูรณ์แบบที่สุดตามมาตรฐานของสำนักพิมพ์"
เลขานุการหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอีกหนึ่งก้าว สายตาคมกริบกวาดมองกองต้นฉบับบนโต๊ะสลับกับใบหน้าของเจ้านายหนุ่ม "สมบูรณ์แบบ... หรือว่าคุณกำลังลังเลกันแน่ครับ คุณปราชญ์? อย่าลืมสิครับว่าตำแหน่งที่คุณยืนอยู่ตอนนี้แลกมาด้วยอะไรบ้าง และใครเป็นคนมอบมันให้คุณ"
ประโยคนั้นคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า ปราชญ์ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นนูนเด่น เขารู้ดีว่าตระกูลไม่ได้มองเขาเป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ แต่มองเขาเป็นเพียงหมากตัวสำคัญในกระดานอำนาจ หมากที่ต้องเชื่อฟังและทำตามคำสั่งอย่างไร้เงื่อนไข
ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามสำนักพิมพ์ อคิราห์นั่งนิ่งอยู่หลังกระจกใส บรรยากาศรอบตัวเงียบงันราวกับโลกหยุดหมุน สายตาของกวีหนุ่มจับจ้องไปยังหน้าต่างห้องทำงานของปราชญ์ที่อยู่ชั้นบน แม้จะมองไม่เห็นรายละเอียดชัดเจน แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกเขาว่า กำลังเกิดการปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างปราชญ์กับอำนาจมืดที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง
ความเงียบในห้องทำงานของบรรณาธิการบริหารเวลานี้ไม่ได้แปลว่าความสงบสุข แต่มันคือความเงียบที่มีเสียงกรีดร้องก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของปราชญ์ เสียงที่ถามเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เขายอมจำนนต่อโซ่ตรวนแห่งตระกูล หรือจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ แม้จะต้องสูญเสียทุกอย่างที่เคยมีมา
ปราชญ์สูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากหยักยิ้มเยาะให้กับความจริงอันโหดร้าย เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเลขานุการส่วนตัวอย่างไม่เกรงกลัวอีกต่อไป "ฝากบอกท่านประธานด้วยนะครับว่า..."
เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งกำลังก้าวใกล้เข้ามาทางประตูห้องทำงานที่เปิดแง้มไว้ เสียงนั้นหยุดลงชั่วครู่ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างของชายสูงวัยในชุดสูทภูมิฐานผู้กุมอำนาจสูงสุดของสำนักพิมพ์ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก สายตาดุดันกวาดมองไปที่กองต้นฉบับบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดนิ่งที่ปราชญ์
"ไม่ต้องฝากหรอก... ฉันมาฟังด้วยตัวเองแล้ว" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำให้อากาศในห้องเย็นเยียบลงทันตาเห็น
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความรู้สึกนี้ด้วยกันนะครับ
วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย•ตอนที่ 17
ความเงียบที่มีเสียง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!