เซฟเฮาส์อันตรายกับนายบอดี้การ์ดปากจัด•ตอนที่ 20

ความจริงที่เจ็บปวด

ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและควันบุหรี่จางๆ ลอยอวลอยู่ในห้องพักขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าของเซฟเฮาส์ลับที่ซ่อนตัวอยู่ริมชายฝั่ง ศิลาไม่ได้สนใจบรรยากาศอึมครึมรอบตัว สายตาคมกริบราวกับพญาอินทรีของอดีตทหารหน่วยรบพิเศษกำลังจดจ้องร่างเพรียวของรวินทร์ที่ยืนพิงผนังปูนเปลือย แผ่นอกบางกระֵเพื่อมไหวขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่กระชั้นถี่ ความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่ร่วมนาทีหนักหน่วงเสียจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินถอยหลัง "นายจะเงียบอีกนานไหม รวินทร์" ศิลาเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิด ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปประชิดทีละน้อย บีบพื้นที่แคบๆ ให้แคบลงไปอีกจนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างคนทั้งคู่ "ความอดทนของฉันมันมีขีดจำกัด และไอ้การที่นายถูกตามล่าจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดถึงสามครั้งในรอบสัปดาห์ มันไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งอมพะนำได้อีกต่อไปแล้ว" รวินทร์เงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคู่สวยที่มักจะพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มเย้ายวนยามอยู่ท่ามกลางแสงแฟลช ตอนนี้กลับไหวระริกด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย รอยยิ้มมุมปากที่เคยใช้เป็นเกราะป้องกันตัวถูกสลัดทิ้ง เหลือเพียงความเปราะบางที่หาดูได้ยากยิ่ง นายแบบหนุ่มแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง "นายอยากรู้ความจริงนักใช่ไหม ศิลา..." รวินทร์กระซิบ เสียงสั่นพร่าเล็กน้อยก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า "คิดว่าฉันเป็นแค่ดาราโง่ๆ ที่บังเอิญไปเหยียบตาปลาใครเข้าอย่างนั้นเหรอ?" "ฉันไม่เคยคิดว่านายโง่" ศิลาสวนกลับทันควัน ดวงตาคมเข้มหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "แต่ฉันคิดว่านายกำลังเล่นกับไฟ และไฟกองนั้นกำลังจะเผาเราทุกคนให้วายวอด... พูดมา รวินทร์ ว่านายไปรู้อะไรมา ถึงทำให้กวินมันยอมพลิกแผ่นดินล่าตัวนายขนาดนี้" รวินทร์หลุบตาลงต่ำชั่วขณะ ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามเอื้อมไปจับชายเสื้อแจ็คเก็ตหนังของบอดี้การ์ดหนุ่มไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ ศิลาจะหายวับไปกับตา "เพราะฉันไม่ใช่แค่พยาน..." เสียงหวานเอ่ยลอดไรฟัน แผ่วเบาแต่ชัดเจนก้องกังวานในความเงียบ "แต่ฉันคือคนที่ถือหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะส่งกวินเข้าคุกไปตลอดชีวิต... ฉันคือพยานปากสำคัญในคดีฟอกเงินและค้ายาเสพติดข้ามชาติที่มันบงการอยู่เบื้องหลังทั้งหมด" บรรยากาศในห้องคล้ายจะหยุดนิ่งลงทันที ศิลาชะงักกึก กล้ามเนื้อทุกส่วนบนร่างกายตึงเกร็งขึ้นมาอัตโนมัติ ความตระหนักรู้บางอย่างพุ่งวาบเข้ามาในหัว สมองที่ประมวลผลรวดเร็วเชื่อมโยงทุกเหตุการณ์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่กระสุนนัดแรกที่เฉียดร่าง จนถึงความคลุ้มคลั่งของมาเฟียผู้ทรงอิทธิพล ไอ้บ้านี่... กล้าดียังไงถึงเอาชีวิตตัวเองไปผูกไว้กับคดีใหญ่ขนาดนั้น! "นายบ้าไปแล้วหรือไง!" ศิลาเผลอตะคอกออกมาด้วยความตกใจและโกรธจัด มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว แรงบีบสะท้อนความกลัวลึกๆ ที่เขาไม่เคยยอมรับกับใคร "รู้ตัวไหมว่ากำลังเอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้บนเส้นด้าย ถ้าไอ้กวินมันรู้ว่าหลักฐานบ้าๆ นั่นอยู่ที่ไหน นายตายไปนานแล้ว!" "แล้วนายคิดว่าฉันอยากเป็นแบบนี้หรือไง!" รวินทร์ตวาดกลับ นัยน์ตาคู่สวยเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสแต่ไม่ยอมให้ไหลร่วงลงมา ความอัดอั้นตันใจที่เก็บงำมานานระเบิดออกมาในคราวเดียว แรงสะบัดทำให้มือของศิลาหลุดจากการเกาะกุม "ฉันไม่มีทางเลือก ศิลา! เพื่อนสนิทของฉันต้องตายเพราะบังเอิญไปเห็นบัญชีลับนั่น คนที่รักฉันถูกฆ่าปิดปากอย่างไร้ความปรานี แล้วจะให้ฉันก้มหน้าก้มตาใส่หน้ากากยิ้มระรื่นอยู่บนรันเวย์ ทำเป็นไม่รู้ไม่ช้ากับความชั่วช้าของมันอย่างนั้นเหรอ? ถ้าฉันไม่ทำอะไรเลย สักวันฉันก็ต้องตายห่าอยู่ดี!" เสียงหอบหายใจดังแข่งกับเสียงคลื่นซัดสาดนอกหน้าต่าง ศิลามองใบเฉี่ยวที่ตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวด ความโกรธเกรี้ยวที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกหน่วงแปลกๆ ที่แล่นริ้วเข้ามาในอก ผู้ชายคนนี้... ภายใต้เปลือกนอกที่เจ้าสำราญ เย้ายวน และปากเก่งจนน่าหมั่นไส้ กลับแบกรับภาระที่หนักอึ้งและอันตรายถึงชีวิตไว้เพียงลำพังมาโดยตลอด ศิลาผ่อนลมหายใจยาวเหยียดเพื่อระงับอารมณ์ ร่างสูงก้าวเข้าไปหาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีท่าทีคุกคาม มีเพียงความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความแข็งกระด้าง มือหนายื่นออกไปแตะที่ไหล่บางเบาๆ บีบนวดเบาๆ เพื่อถ่ายทอดความมั่นคง "ทำไมไม่บอกกันตั้งแต่แรก..." น้ำเสียงของบอดี้การ์ดหนุ่มอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งที่ชวนให้ใจสั่น "ปล่อยให้ฉันงมโข่งปกป้องนายแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ นายคิดว่าตัวเองเก่งนักหรือไงถึงแบกรับไว้คนเดียว" รวินทร์เม้มริมฝีปากแน่น เงามืดทอดผ่านใบหน้าจนทำให้ดูเปราะบางยิ่งกว่าเดิม ความใกล้ชิดที่แนบชิดจนได้กลิ่นกายหอมสะอาดจากตัวของบอดี้การ์ดหนุ่ม ทำให้กำแพงที่เขาสร้างขึ้นพังทลายลงทีละน้อย ใบหน้าหวานเงยขึ้นสบตา ปลายจมูกแทบจะชนกันในระยะประชิด "เพราะฉันกลัว..." รวินทร์สารภาพเสียงแผ่ว ความเย่อหยิ่งทระงงหายวับไป เหลือเพียงความอ่อนแอที่ซื่อตรงที่สุด "กลัวว่าพอนายรู้ความจริง... นายจะรังเกียจฉัน กลัวว่านายจะโยนฉันทิ้งแล้วปล่อยให้ฉันเผชิญหน้ากับมันคนเดียวเหมือนที่คนอื่นๆ ทำ" ศิลาชะงัก หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงกับคำสารภาพนั้น ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามกดทับไว้ตลอดหลายสัปดาห์ปะทุขึ้นมาจนยากจะควบคุม "โง่เอ๊ย..." ศิลาพึมพำชิดริมฝีปากนุ่ม ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยไล้ข้างแก้มใสอย่างทะนุถนอมโดยไม่รู้ตัว "ฉันไม่เคยคิดจะทิ้งนายไปไหนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว... รวินทร์" บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ร้อนรุ่มขึ้นอย่างกะทันหัน แรงดึงดูดแม่เหล็กพัดพาให้ใบโน้มเข้าหา ริมฝีปากของทั้งสองกำลังจะทาบทับกันในบรรยากาศที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะความเป็นความตาย ตามด้วยเสียงพังประตูที่ดังโครมครามจนเศษไม้กระเด็นว่อน! ศิลาผละออกจากรวินทร์ในเสี้ยววินาที ร่างสูงชักปืนพกออกจากซองข้างเอวด้วยความเร็วแสง สายตาคมกริบตวัดมองไปยังร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำที่ก้าวเข้ามาพร้อมปืนอัดกระบอกโตในมือ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าของแขกไม่ได้รับเชิญ "เจอตัวสักทีนะ... พยานคนสำคัญ" (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ แล้วมาลุ้นระทึกไปพร้อมกันในตอนหน้านะคะ!)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์อันตรายกับนายบอดี้การ์ดปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%