ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก•ตอนที่ 1

กลิ่นไม้หอมและห้องที่ปิดตาย

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
"ถ้าคุณยังจะดื้อดึงไม่ยอมก้าวออกมาจากห้องนี้ ผมจะถือว่าไอ้โต๊ะตัวที่คุณกำลังขัดอยู่นี่ คือที่ฝังศพความกล้าหาญชิ้นสุดท้ายของคุณ" เสียงของเมฆดังก้องอยู่ในพื้นที่จำกัดที่อบอวลด้วยกลิ่นละอองไม้สนและน้ำมันเคลือบผิว รินไม่เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทที่ยืนกอดอกอยู่ตรงกรอบประตู เขายังคงออกแรงขัดกระดาษทรายเบอร์ละเอียดลงบนผิวไม้โอ๊คแผ่นเรียบอย่างใจเย็น จังหวะการขัดสม่ำเสมอจนดูเหมือนเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึก หากแต่ปลายนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อยใต้ถุงมือผ้ากลับบอกความจริงที่ต่างออกไป "งานผมไม่ได้มีไว้ให้ใครมาวิจารณ์เรื่องความกล้าหาญนะเมฆ" รินตอบเสียงเรียบ ใบหน้าซีกหนึ่งถูกปอยผมยาวปรกจนมองไม่เห็นแววตา แต่ริมฝีปากที่เม้มแน่นเผยให้เห็นความอึดอัดที่เขากำลังปกปิดไว้ "ริน นายปิดตายตัวเองมานานแค่ไหนแล้ว? ตั้งแต่ตอนนั้น... นายก็ทำตัวเหมือนไม้เนื้อแข็งที่รอวันผุพังอยู่ในห้องนี้เท่านั้นแหละ" "ออกไปเถอะ" รินวางกระดาษทรายลง เสียงไม้กระทบพื้นโต๊ะดัง 'ตึก' สั้นๆ แต่หนักแน่นพอที่จะยุติบทสนทนา เมฆถอนหายใจยาวก่อนจะยอมเดินจากไป ทิ้งให้รินจมดิ่งอยู่กับความเงียบงันในเวิร์กชอปขนาดกะทัดรัดที่แทรกตัวอยู่หลังร้านไม้เก่าๆ ใจกลางเมืองที่ดูเหมือนจะลืมเลือนตัวตนของเขาไปแล้ว รินสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นไม้หอมที่เป็นเหมือนลมหายใจของเขายังคงโอบกอดเขาไว้ แต่มันกลับไม่เพียงพอที่จะปิดกั้นความเหงาที่แผ่ซ่านมาจากซอกมุมของห้อง เขาชอบทำงานคนเดียว ชอบความเงียบที่คาดเดาได้ เพราะนั่นหมายถึงการไม่ต้องเผชิญหน้ากับคำถามที่เขาตอบไม่ได้ หรือความเชื่อใจที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่ไม่ไหวอีกแล้ว *กริ๊ง...* เสียงกระดิ่งหน้าร้านที่เขาอุตส่าห์ล็อกไว้อย่างดีดังขึ้น ทำให้รินชะงักมือ ร่างบางขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยความประหลาดใจ ใครกันที่ฝ่าฝืนป้าย 'ปิดชั่วคราว' เข้ามาในเวลาที่แสงสีส้มของยามเย็นกำลังไล่เลี่ยระดับลงต่ำ รินเดินอ้อมกองไม้แปรรูปออกมาหน้าร้าน สิ่งที่เห็นผ่านหน้าต่างกระจกฝ้าคือเงาสูงโปร่งของผู้ชายคนหนึ่งที่ดูไม่เข้ากับบรรยากาศฝุ่นผงของที่นี่เอาเสียเลย เขาแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีเอิร์ธโทนที่สะอาดสะอ้าน ร่างกายดูแข็งแรงทนทานเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ผ่านพายุมานับไม่ถ้วน มือบางเลื่อนบานประตูเปิดออกเพียงแค่นิดเดียว "ร้านยังไม่เปิดครับ" รินเอ่ยขึ้นโดยไม่มองหน้าคนแปลกหน้า แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับมือของชายผู้นั้น—มือที่หยาบกร้านแต่ดูอบอุ่น มีรอยแผลเป็นเล็กๆ ที่ข้อนิ้วเหมือนคนที่ทำงานคลุกคลีกับดินและต้นไม้มาทั้งชีวิต "ผมเห็นป้ายที่หน้าต่าง" เสียงทุ้มต่ำและนิ่งลึกดังขึ้น ทำให้รินต้องเงยหน้าขึ้นมองเป็นครั้งแรก แววตาของอีกฝ่ายคมกริบแต่กลับแฝงด้วยความใจเย็นอย่างประหลาด "และผมเชื่อว่า ความต้องการของลูกค้าสำคัญกว่าเวลาทำการ" "แต่ผมไม่รับงานเพิ่มแล้ว" รินตอบทันควัน ความรู้สึกอยากผลักไสแล่นริ้วขึ้นมาในอก ชายคนนั้นไม่สะทกสะท้าน เขาหยิบภาพร่างที่พับไว้ในกระเป๋าเสื้อออกมาส่งให้ "ผมชื่อพฤกษ์ ผมอยากได้โต๊ะไม้ที่ไม่ได้ทำไว้แค่สำหรับวางของ แต่เป็นโต๊ะที่พร้อมจะรับแรงกระแทกจากความรู้สึกของคนใช้... คุณพอจะทำไหวไหม?" คำพูดนั้นทำให้รินชะงักไปชั่วครู่ ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาเรียบนิ่งของพฤกษ์ ที่นั่นไม่มีความกดดัน ไม่มีความเร่งเร้า มีเพียงความหนักแน่นเหมือนรากไม้ที่หยั่งลึกลงในดินรอวันเติบโต "ทำไมต้องเป็นที่นี่?" รินถามเสียงเบา ความรู้สึกปลอดภัยที่เขาพยายามปิดกั้นไว้เริ่มสั่นคลอน พฤกษ์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขาก้าวเข้ามาในพื้นที่เวิร์กชอปช้าๆ สายตาของเขากวาดมองรอบห้องอย่างชื่นชม ก่อนจะหยุดที่ชิ้นงานที่รินกำลังทำค้างไว้ "เพราะที่นี่มีกลิ่นของความพยายามที่ถูกเก็บซ่อนไว้" พฤกษ์พูดขณะใช้นิ้วลูบผ่านขอบโต๊ะอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นทำให้รินรู้สึกร้อนผ่าวไปถึงใบหน้า "ผมไม่ได้มาเพื่อสั่งโต๊ะธรรมดา แต่ผมมาเพื่อตามหาช่างที่เข้าใจว่า... บางครั้งไม้ที่สวยที่สุด ก็คือไม้ที่เคยผ่านรอยแผลมามากที่สุดเหมือนกัน" รินรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ เขาพยายามจะปฏิเสธอีกครั้ง แต่ก่อนที่คำพูดใดจะหลุดออกมา พฤกษ์ก็หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้รินสัมผัสได้ถึงกลิ่นจางๆ ของดินชื้นและใบไม้สดจากตัวพฤกษ์ กลิ่นที่สดชื่นจนทำให้ห้องที่เคยปิดตายของเขารู้สึกกว้างขึ้นอย่างประหลาด "พรุ่งนี้ผมจะกลับมาใหม่พร้อมกับไม้ที่ผมเลือกมาเอง" พฤกษ์พูดทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป รินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปจนสุดสายตา เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่ขอบประตูไม้ที่เขาไม่เคยเปิดออกเลยนั้น มีกิ่งไม้ขนาดเล็กของต้นกุหลาบหินสีสดวางทิ้งไว้หนึ่งกิ่ง พร้อมกับการ์ดใบเล็กที่ร่วงลงมาจากกระเป๋าเสื้อของชายผู้นั้น รินก้มลงหยิบการ์ดขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา บนนั้นเขียนลายมือหวัดๆ ว่า... *'สำหรับคนที่ชอบขังตัวเองไว้ในความทรงจำ วันพรุ่งนี้ลองเปิดหน้าต่างดูบ้างนะครับ ผมจะรออยู่ตรงนั้น'* เขารีบวิ่งไปที่หน้าต่างบานใหญ่ที่ไม่ได้เปิดมานานนับปี พลันสายตาก็เห็นรถกระบะคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พฤกษ์ไม่ได้ขับรถออกไปไหน แต่เขากำลังยืนพิงรถ กอดอกมองกลับมาที่หน้าต่างห้องของรินด้วยสายตาที่เดาอารมณ์ไม่ได้... ราวกับเขารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่ารินจะเปิดมันออกในวินาทีนี้ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรอยยิ้มของรินและหัวใจของพฤกษ์นะครับ - หมอกไม้ไผ่
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%